วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
มีบางเสียงบอกว่า“นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล”นั้น ถนัดเรื่อง“สร้างภาพ”กับงานอีเวนต์ และเลยเถิดถึงกับเปรียบเทียบคลับคล้ายกับสมาชิกของคณะ“หม่ำ-เท่ง-โหน่ง”ในชิตคอม“ระเบิดเถิดเทิง”
ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งมีปัญหาเรื่องราคาน้ำมัน ระหว่างลงพื้นที่สุ่มตรวจปั๊มน้ำมัน นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ก็สวมบทบาทเป็น“เด็กปั๊ม” ไปคอยยืนเติมน้ำมันให้กับประชาชน และมีภาพปรากฏเป็นข่าวต้องถูกพูดถึง
ถึงขนาดว่าที่จังหวัดนครพนม ขณะที่ลงไปช่วยพนักงานเติมน้ำมันในปั๊ม ปตท.อำเภอธาตุพนม นายอนุทิน ชาญวีรกูล “ผู้มีดนตรีกาล”อยู่ในจิตวิญญาณ ก็ยังเขย่าลูกคอร้องเพลง“เด็กปั๊ม”ของวง“ด่านเกวียน”ระหว่างเติมน้ำมันคลอไปด้วย ซึ่งเพลงนี้โด่งดังในช่วงปี 2526 ขับร้องโดย“สีเผือก คนด่านเกวียน” เนื้อเพลงว่า“ข้อยจากอีสานหลายปี..เข้ามาอยู่กรุงศิวิไลซ์เลิศฟ้า..ทำงานแลกกับเงินเลี้ยงชีวา..บริการเพิ่มพลังให้รถรา..คนเขาขนานนามว่าเป็นเด็กปั๊มน้ำมัน”
จังหวะของเพลง“เด็กปั๊ม”ที่ว่านั้น ถ้าออกท่าออกทางประกอบลีลา ก็เหมือนภาพติดตาในเดือนกรกฎาคมปี 2567 ช่วงที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สมัยรัฐบาล“เศรษฐา ทวีสิน” ซึ่ง“ทักษิณ ชินวัตร”พาลูกหลานครอบครัวของ“พานทองแท้”และ“แพทองธาร”ไปพักผ่อนและออกรอบตีกอล์ฟ ที่เขาใหญ่ อำเภอปากช่องจังหวัดนครราชสีมา โดยพักที่“แรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ทฯ”ของนายอนุทิน
ครั้งนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ“ลูกน้องเก่า”ของ“ทักษิณ ชินวัตร” ก็ได้แสดงตนเป็น“หางเครื่อง”ได้สมบทบาท ทั้งเคาะเขย่าและเต้นออกท่าออกทางขณะที่“ทักษิณ”ร้องเพลงด้วยความชื่นมื่น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมวานนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็เพิ่งจะ“แว้น”สามล้อพ่วงมีนางศุภจีสุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นั่งซ้อน เปิดตัว“รถพุ่มพวงพาณิชย์”ตามโครงการ“ไทยช่วยไทย” ของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทย เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ด้วยการขายสินค้าที่จำเป็นในราคาประหยัด
ที่ยกมากล่าวถึงนี้ ก็เพราะได้ยินเขาพูดกันแล้วประมวลมาบอกต่อ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือใครก็ตาม จะทำอะไรก็ควรทำแต่พองาม แม้จะมีเจตนาดี แต่ถ้ามากไปก็ดูเป็นที่น่ารำคาญตาอาจจะกลายเป็นตัวตลกให้คนเขาหัวเราะขบขัน หรืออาจทำให้คนที่เขาอยู่ฝ่ายตรงข้ามหาเรื่องก่นด่าเพิ่มขึ้นไปอีก
จะอะไรก็ตามแต่ มีเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นทางการเมืองเกี่ยวพันกับปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ที่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่และน่าขบคิด คือ“พ.ร.ก.กู้เงิน4 แสนล้าน”ของรัฐบาล ที่ฝ่ายค้านโดยพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชน ได้รวบรวมรายชื่อสส.ยื่นคำร้องต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่
ทั้งนี้ ตามกระบวนการกฎหมาย หลังจากนายโสภณซารัมย์ รับเรื่องจากฝ่ายค้านแล้ว เมื่อตรวจสอบความถูกต้องของคำร้องเรียบร้อย ก็จะต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 3 วัน ซึ่งก็คือภายในวันที่ 14 พฤษภาคมพรุ่งนี้
โดยข้อเท็จจริงนั้น พ.ร.ก. หรือพระราชกำหนดฉบับนี้ ที่มีชื่อเต็มว่า“พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569”ในวงเงิน 4 แสนล้านบาท ได้ประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตามพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ไว้ ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เป็นปีทื่ 11ในรัชกาลปัจจุบัน และมีผลบังคับใช้แล้ว
วัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายเงินกู้ของรัฐบาลตามพระราชกำหนดฉบับนี้ มีอยู่ 2 แผนงาน คือ แผนงานแรก เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานวงเงิน 2 แสนล้านบาท ในส่วนนี้ก็เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก
และแผนงานที่สอง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมทั้งพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม โดยใช้วงเงิน2 แสนล้านบาท
แต่ทาง สส.ฝ่ายค้านจากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชน ที่ร่วมกันเสนอคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย เห็นว่าไม่ใช่กรณีที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องออกพระราชกำหนดเงินกู้ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างพลังงานสามารถทำได้ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือบางส่วนของมาตรการเยียวยา ไม่จำเป็นต้องนำมาอยู่ในส่วนของพระราชกำหนดกู้เงินฉบับนี้ แต่สามารถกำหนดไว้ในส่วนของกฎหมายภาษีสรรพสามิตได้
ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมวานนี้ กรณีฝ่ายค้านยื่นคำร้องให้นายโสภณ ซารัมย์เพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยนายเอกนิติยืนยันว่า การออกพระราชกำหนดเงินกู้เป็นความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากเวลานี้ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าหากไม่หยุดวันนี้ก็จะแก้วิกฤตได้ยาก และจะเดินหน้าต่อ เพราะ พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้แล้ว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ระบุว่า “มีการยกวิกฤตครั้งนี้ไปเปรียบเทียบกับวิกฤต ปี 2540 (วิกฤตต้มยำกุ้ง)ตอนนั้นเป็นวิกฤตเรื่องค่าเงิน ซึ่งมันไม่เหมือนกัน เพราะวิกฤตครั้งนี้เป็นเรื่องของค่าครองชีพ เรื่องปากท้องประชาชน ซึ่งรัฐบาลยังคงยืนยันว่ามีความจําเป็นเร่งด่วน และคณะรัฐมนตรีก็ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ ถ้าเราไม่ทําวันนี้ วิกฤตจะมาอีกหลายระลอก ถ้าเราไม่สามารถหยุดวิกฤตตั้งแต่วันนี้ และรอให้เกิดปัญหาค่าครองชีพประชาชนสูงขึ้น รายได้คนหดตัว ธุรกิจรายเล็กไม่สามารถยืนได้ด้วยตนเอง จะถูกกระทบอย่างรุนแรง กลายเป็นวิกฤตคนตกงาน ถ้าปล่อยไว้เราจะยิ่งแก้ยาก”
สรุปเรื่องนี้ เมื่อฟังเสียงจากชาวบ้าน พบว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยกับรัฐบาล และเชื่อมือเชื่อใจ“ขุนคลัง”ที่ชื่อ“เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ” ว่าจะไม่กู้เงินมาเพื่อถลุงและทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนี้สินก้อนโต !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

บุกค้นบ้านหรูกลางเมืองพัทยา รวบ 3 จีนเทา ลักลอบผลิต บุหรี่ไฟฟ้าซอมบี้
ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ทูตต่างประเทศ เฝ้าฯ กราบบังคมทูลลา
ทูตอิหร่าน ดัน จีน เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยหยุดสงคราม ก่อน ทรัมป์ เหยียบแผ่นดินมังกร
ต๊ะ นารากร เผยเหตุผลไม่ทำช่องข่าวตัวเอง เพราะไม่อยากขโมยงานใคร
ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพลบาดเจ็บเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี