รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 มาตรา 184 ได้บัญญัติบังคับเอาไว้ว่า “คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารรัฐราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอความไว้วางใจ มติให้ความไว้วางใจต้องมีคะแนนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มาประชุม”
ดังนั้น หลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2518 แล้ว ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นพรรคการเมืองที่มีเสียงมากเป็นอันดับหนึ่งในการเลือกตั้ง จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี จากนั้นทางรัฐบาลจึงได้จัดทำนโยบายของรัฐบาล เพื่อเสนอต่อรัฐสภา โดยนำคณะรัฐมนตรีเข้าแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2518 แต่แรกนั้นไม่ค่อยจะมีใครคิดว่ารัฐบาลจะมีปัญหาในเรื่องที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และจะไม่ได้รับความไว้วางใจ เพราะคิดว่าพรรคการเมืองทั้งหลายที่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล คงให้โอกาสรัฐบาลบริหารประเทศไปสักระยะเวลาหนึ่ง แล้วค่อยเสนอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถึงตอนนั้นรัฐบาลเสียงข้างน้อยน่าจะไปไม่รอดอยู่แล้ว หรือแม้แต่ให้รัฐบาลเริ่มทำงานไปได้ก็ตาม แต่พอรัฐบาลเสนอเรื่องอะไรเข้ามาขออนุมัติจากสภาหรือขอความเห็นชอบ ทางพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่คุมเสียงข้างมากได้ก็อาจมีมติไม่ยอมอนุมัติหรือไม่ยอมเห็นชอบ รัฐบาลก็น่าจะอยู่ไม่ได้เอง
แต่ปรากฏว่าในการประชุมในวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2518 นั้น หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายได้มีการอภิปรายสอบถามชี้แจงตอบโต้กันทางพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้รวมเสียงฝ่ายค้านกันได้มากเกินกึ่งหนึ่งของเสียงในสภาฯ จึงได้แสดงฤทธิ์ของฝ่ายค้านให้ปรากฏโดยร่วมกันออกเสียงไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้เป็นจำนวนถึง 152 เสียงในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลได้เสียงไว้วางใจเพียง 111 เสียง โดยเสียงที่รัฐบาลมีนี้มาจากพรรคประชาธิปัตย์รวมกับพรรคเกษตรสังคมคือจำนวน 91 เสียง มีเพิ่มขึ้นเพียง 20 เสียงเท่านั้น เมื่อไม่ได้รับความไว้วางใจ รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จึงพ้นตำแหน่งทั้งคณะในทันที เพียงแต่ว่าต้องคงอยู่บริหารประเทศต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามารับหน้าที่เท่านั้นเอง
เมื่อรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำไม่ได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรจนต้องพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ทางพรรคการเมืองต่างๆ ก็ได้พยายามที่จะรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่และบุคคลที่พรรคการเมืองเห็นชอบให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ซึ่งเป็นพรรคที่มีผู้แทนมากเป็นอันดับที่ 5 ในสภาฯคือมีผู้แทนอยู่18 คน หลังจากรวมตัวกันได้แล้ว ประธานสภาก็ได้เสนอชื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี มีการแต่งตั้งในวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2518 และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็ได้นำคณะรัฐมนตรีของท่านเข้าแถลงนโยบายต่อสภาฯ และได้รับความไว้วางใจจากสภาฯโดยได้รับเสียงไว้วางใจ ถึง 140 เสียง ในขณะที่มีเสียงที่ไม่ไว้วางใจอยู่ 124 เสียง ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีและจะจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาผู้แทนราษฎรที่จะให้ความไว้วางใจหรือไม่เป็นประการสำคัญ โดยไม่จำเป็นว่าพรรคการเมืองที่มีสมาชิกของพรรคได้รับการเลือกตั้งเข้าสภาเป็นจำนวนมากที่สุด ในครั้งนี้พรรคกิจสังคมเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกของพรรคได้รับเลือกเป็นอันดับที่ 5 แสดงว่าพรรคการเมืองที่มีสมาชิกของพรรคได้รับเลือกเป็นจำนวนมากในอันดับที่ 2 คือพรรคธรรมสังคม ที่มีนายทวิช กลิ่นประทุม เป็นหัวหน้าพรรคก็ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนให้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือพรรคชาติไทยที่สมาชิกของพรรคได้รับเลือกตั้งเป็นอันดับที่ 3 ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกเช่นกัน แต่กลับข้ามมาที่พรรคการเมืองอันดับที่ 5 คือพรรคกิจสังคม
เมื่อเห็นชื่อ และนามสกุลของนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว อาจมีคนสงสัยว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นสืบตระกูลกันหรืออย่างไรที่จริงไม่ใช่ ท่านนายกรัฐมนตรี ทั้ง 2 ท่านเป็นพี่น้องที่มีพ่อแม่เดียวกันก็ตาม แต่ตอนนั้นท่านเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองคนละพรรค
นรนิติ เศรษฐบุตร

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี