เมื่อรัฐธรรมนูญพ.ศ.2517 ที่ร่างขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 อันเป็นเหตุการณ์ที่ประชาชนลุกขึ้นเรียกร้องต้องการประชาธิปไตย จากรัฐบาลทหาร โดยเริ่มจากการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่การล้มรัฐบาลทหารได้ดังนั้น ความคาดหวังที่จะสร้างระบอบประชาธิปไตยไทย จึงฝากไว้ว่าจะมีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเป็นเป้าหมายที่ทั้งผู้ร่างคือคณะกรรมการยกร่าง และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้พิจารณาให้ร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านออกมาเป็นกติกาที่ใช้กำหนดแนวการปกครองตามเส้นทางในระบอบประชาธิปไตยของไทย
รัฐธรรมนูญพ.ศ. 2517 ยังคงรักษารูปแบบระบบรัฐสภาไว้ดังเดิมเป็น “การปกครองระบอบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”
ที่สำคัญมากแต่คนทั่วไปอาจสนใจน้อยกว่าเรื่องที่ใครจะเป็นผู้แทนราษฎร และใครจะเป็นรัฐมนตรี นั่นคือการเลือกตั้งกับพรรคการเมือง ได้แก่เรื่องสิทธิเสรีภาพซึ่งเป็นเรื่องของประชาชนทุกคนทุกเหล่า ปรากฏอยู่ในหมวด 3 ที่ว่า “สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย” นั้น ได้บัญญัติไว้มากถึง 26 มาตรา มากกว่าที่เคยมีมาในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ที่หน้าสังเกตมากอยู่ในมาตรา 42 ที่ว่า “เสรีภาพในวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมือง” นับเป็นครั้งแรกที่เสรีภาพในวิชาการได้ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีคนกล่าวว่าเป็นเพราะชัยชนะในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นั้น นักวิชาการได้มีบทบาทสำคัญข้างนอกและในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
นอกจากนั้น ที่ผู้นำของผู้ใช้แรงงานชื่นชอบและชื่นชม คือ มาตรา 44 ที่ให้เสรีภาพในการที่บุคคลจะรวมกันตั้งสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์หรือหมู่คณะอื่น อันหมายความว่าการตั้งสหภาพกรรมกรเป็นไปได้ และได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ
ในทางด้าน พรรคการเมืองและการเลือกตั้งก็น่าสนใจมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่บังคับให้ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมือง ถ้าลาออกหรือถูกให้ออกจากพรรคการเมืองก็จะขาดจากสมาชิกภาพรัฐสภา และกำหนดอย่างเด่นชัดอีกว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นหลังนี้ที่จริงไม่ใช่เรื่องใหม่ รัฐธรรมนูญฉบับแรกก็กำหนดให้ หัวหน้ารัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว หากแต่ในครั้งก่อนๆ นั้น บุคคลผู้นั้นอาจได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้โดยไม่ต้องลงสมัครรับเลือกตั้ง เราจึงอาจไม่ได้สังเกต และในมาตราเดียวกันที่บังคับนายกรัฐมนตรีให้ต้องมาจากการเลือกตั้งนี้ ยังบังคับอีกว่ารัฐมนตรีไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งต้องเป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จริงสมาชิกวุฒิสภานั้นก็มาจากการแต่งตั้งเช่นกัน ที่ควรให้เป็นไปในทางเดียวกันที่จะเน้นความสำคัญของผู้ที่มาจากการเลือกตั้งก็ควรระบุว่ารัฐมนตรีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ไม่รวมสมาชิกวุฒิสภา
ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้มี หมวด 9 ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่น ที่กำหนดไว้ถึง 4 มาตรา นับว่าให้ความสำคัญกับการปกครองส่วนท้องถิ่นให้เห็นมากขึ้น โดยเน้นที่ให้ประชาชนเป็นผู้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งด้วยตัวเอง จึงเป็นการกลับให้ความสำคัญกับการปกครองท้องถิ่นให้ปกครองตนเองโดยประชาชนในท้องถิ่นเองเป็นผู้กำหนด ที่มีการเริ่มต้นมาตั้งแต่พระราชบัญญัติเทศบาลฉบับแรกเมื่อพ.ศ. 2476 นั่นเอง
ที่เด่นชัดมากคือการให้ความสำคัญแก่พรรคการเมืองมากกว่าที่เคย ที่ผ่านมา 40 ปีพรรคการเมืองไทยแทบจะไม่พัฒนาอะไร เวลาจะมีการเลือกตั้งทั่วไป นักการเมืองลงเลือกตั้งอิสระเป็นส่วนใหญ่ เมื่อได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนแล้ว ค่อยกลับมาเลือกเข้าพรรคภายหลัง ซึ่งส่วนมากก็เข้าพรรครัฐบาล นักการเมืองและประชาชนจึงไม่ค่อยเห็นความสำคัญของพรรคการเมือง พรรคการเมืองจึงอ่อนแอ รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมุ่งทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง
นรนิติ เศรษฐบุตร

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี