วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569
การเลือกตั้งวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2519 นับเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ภายหลังการใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 ซึ่งถือเป็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่นักการเมืองได้มีส่วนร่วมกันสร้างด้วย และเป็นรัฐธรรมนูญที่มุ่งหวังจะทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ข้อเสนอที่เด่นชัดคือ บังคับว่าผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมือง กับการที่บังคับว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยอันหมายความว่าต้องลงเลือกตั้งและชนะเลือกตั้ง ดังนั้น พรรคการเมืองจึงเป็นองค์กรประเภทเดียวของไทยที่สามารถกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีหัวหน้ารัฐบาลได้ และในวันเวลานั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทเดียวคือผู้แทนจากเขตเลือกตั้งเท่านั้น ยังไม่มีระบบบัญชีรายชื่อผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากพรรคการเมือง
การประกาศยุบสภาของนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ปราโมช จากพรรคกิจสังคม จึงเป็นการเปิดการแข่งขันทางการเมืองในสนามเลือกตั้งที่สำคัญมากครั้งที่ 2 ในช่วงเวลาของการสร้างประชาธิปไตยหลังเหตุการณ์14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 นักการเมืองและพรรคการเมืองต่างพร้อมใจลงสู่การเลือกตั้ง พรรคกิจสังคมที่เป็นพรรคแกนนำรัฐบาลเดิม ดูจะได้ภาษีกว่าใครอื่นใดในรัฐบาลเพราะนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ตัวเองมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลการจัดการเลือกตั้งก่อนการยุบสภาไม่กี่วัน ครั้งนั้นยังไม่มีคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างวันนี้ พรรคร่วมรัฐบาลเดิมคือพรรคธรรมสังคมนั้น กลายเป็นพรรคที่อ่อนแอลง เพราะหัวหน้าพรรคคือนายทวิชกลิ่นประทุม ถูกให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด ส่วนพรรคฝ่ายค้านที่สำคัญคือพรรคประชาธิปัตย์นั้นเป็นฝ่ายค้านที่ลงสู่สนามเลือกตั้งด้วยความมั่นใจมากว่าจะไปล้างแค้นโดยชนะการเลือกตั้งและเข้าไปเป็นรัฐบาล ส่วนเขตเลือกตั้งทั้งหมดนั้นผู้คนหรือที่จริงหนังสือพิมพ์ดูจะให้ความสำคัญเฝ้าดูไปที่เขตเลือกตั้งดุสิต ที่กล่าวกันว่าเป็น “เขตทหาร” เพราะมีหน่วยทหารตั้งอยู่หลายแห่งในเขตเลือกตั้งนี้ ทหารเขามีสิทธิเลือกตั้ง เขาไม่ได้ยกกำลังมาจี้มาบังคับใคร แต่ทหารที่ออกมาเข้าแถวออกเสียงเลือกตั้งนั้น ทำให้นักการเมืองมือหวั่นไหวได้ว่าทหารจะออกเสียงเลือกใครไปทางเดียวกันหรือไม่
การเลือกตั้งผ่านไปด้วยดีทั้งประเทศผลการเลือกตั้งจากการตัดสินใจของประชาชนทั้งโดยการชอบพรรคการเมืองเป็นสำคัญหรือชอบผู้สมัครในเขตเลือกตั้งเป็นสำคัญก็ตาม ผลก็คือพรรคประชาธิปัตย์ล้างอายได้สำเร็จ เพราะชนะการเลือกตั้งได้เป็นพรรคการเมืองลำดับที่หนึ่ง ได้ที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาฯ 114 ที่นั่ง มากกว่าการเลือกตั้งคราวก่อนที่ได้สมาชิกสภาฯเพียง 72ที่นั่ง เพิ่มมากขึ้นถึง 44 ที่นั่ง พรรคชาติไทยมาเป็นอันดับที่สองได้ 56 ที่นั่ง และพรรคกิจสังคมที่เป็นแกนนำสำคัญของพรรครัฐบาลเดิมมาเป็นอันดับที่สามได้ 44 ที่นั่ง มากกว่าเดิมที่มีเพียง 18 ที่นั่งเพิ่มขึ้นมาถึง 24 ที่นั่ง ย่อมแสดงว่าพรรครัฐบาลเดิมยังได้รับความนิยมพอสมควร แต่ที่ร้ายก็คือหัวหน้าพรรคกิจสังคม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แพ้เลือกตั้ง
ในเขตดุสิต ให้แก่นักการเมืองที่เคยเป็นศิษย์เก่านักเขียนในหนังสือพิมพ์สยามรัฐของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ปราโมช มาก่อน นักการเมืองหน้าใหม่ไฟแรงผู้นั้นคือนายสมัคร สุนทรเวช นั่นเอง “ยุทธการตัดหัวเทวดา” แบบนี้ พรรคกิจสังคม จึงหมดโอกาสที่จะส่งใครเข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้
เมื่อสภาผู้แทนราษฎรเลือกประธานสภาแล้วม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จึงได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลชุดนี้ก็ผ่านการไว้วางใจจากสภาฯ แต่รัฐบาลก็ต้องเผชิญกับความปั่นป่วนทางการเมืองที่ไม่ได้ดีขึ้นเลย หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 แรงบีบทางการเมืองที่มาจากแนวคิดทางซ้ายและทางขวาได้ปรากฏขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากันอีก 6 เดือนต่อมาในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ก็ได้เกิดโศกนาฏกรรมทางการเมือง มีการปราบปรามผู้ประท้วงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในตอนเช้ามืดโดยรัฐบาลไม่สามารถป้องกันได้ จึงนำไปสู่การที่คณะทหารเข้ายึดอำนาจในเย็นวันเดียวกัน
นรนิติ เศรษฐบุตร

สิ้นสุดการรอคอย!ไทยคว้าสิทธิ์ยิงสดฟุตบอลโลก
มาแล้ว!!! กรมอุตุฯคาดหมายอากาศ 7 วันข้างหน้า ตั้งแต่ 10 - 16 มิ.ย.69
ตรังฝนตกหนัก คอสะพานทรุด ปิดจราจรถนนสายตรัง-สิเกา ชั่วคราว
อิงฟ้าเนรมิตโฉมใหม่ แม่ผึ้ง พุ่มพวง แฟนเพลงชมไม่ขาดปาก สวยสะกดใจรำลึก 34 ปี
ออสเตรเลียทุ่มแสนล้าน เปิดสนามบินแห่งใหม่ซิดนีย์ บินได้ 24 ชั่วโมงพร้อมเปิดตุลานี้

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี