วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569
สามสิบห้าปีที่แล้วหลังจากเขมรสี่ฝ่ายลงนามสันติภาพในกรุงปารีส เมื่อเดือนตุลาคม 2534ปลายปีนั้นนายยาซูชิ อากาชิ นักการทูตอาวุโสชาวญี่ปุ่น ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะผู้บริหารองค์การบริหารชั่วคราวแห่งสหประชาชาติในกัมพูชา (UNTAC) เดินทางไปเตรียมการบริหารล่วงหน้าและแวะพักประเทศไทยก่อนไปกัมพูชา
คณะผู้แทนประเทศไทยนำโดย นายอาสา สารสิน รัฐมนตรีต่างประเทศได้พบกับนายอากาชิที่โรงแรมเอราวัณ คืนนั้นนักข่าวทั้งไทยไปรอทำข่าว มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้หน่วยงานมั่นคงไทย อึดอัดใจมากคือนักข่าวสายทหารโวยวายเกือบทำให้เสียงาน
นักข่าวคนนั้น อาจไม่รู้แผนการของไทยโวยวายว่า ทำไมส่งทหารไทยไปเสี่ยงตายในกัมพูชาถึง 700 คน ทำเอาเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารปวดหัวและพูดกับเราว่า เรื่องชายแดน เรื่องส่งทหารไปกัมพูชา อย่าถามต่อหน้าเจ้าหน้าที่ยูเอ็น
และอธิบายว่า ข้อตกลงสันติภาพมีข้อกำหนดให้มีกองกำลังสันติภาพของสหประชาชาติเข้าไปควบคุมสถานการณ์ในกัมพูชาเป็นระยะเวลาห้าปีระหว่างที่คณะผู้บริหารชั่วคราวของยูเอ็นจัดการเลือกตั้งและจัดการให้มีรัฐบาลใหม่ในกัมพูชา
ประเทศไทยในเวลานั้นสนับสนุนเขมรสามฝ่ายได้แก่เขมรแดง ของพล พต เขมรฟุนซินเปก ของเจ้าสีหนุ และเขมรเสรี ของนายซอน ซาน ส่วนเวียดนามส่งทหารห้าแสนคนเข้าไปช่วยเขมร เฮง สัมริน ที่ฮุนเซนเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐบาลพนมเปญรบกับเขมรสามฝ่าย
ไทยกับเวียดนามจึงถือเป็นคู่ขัดแย้งในสงครามกลางเมืองกัมพูชาไม่มีสิทธิ์ส่งทหารเข้าร่วมกับกองกำลังสันติภาพยูเอ็น
ประเทศไทยซึ่งดูแลผู้อพยพกัมพูชากว่าสี่แสนคน บนชายแดนไทยและพัวพันกับกองกำลังเขมรสามฝ่ายตั้งแต่ปี 2522 เมื่อเขมรตกลงสันติภาพกันได้ ประเทศไทยจำเป็นต้องรู้ว่า ผู้อพยพส่งกลับอย่างไรไปอยู่ตรงไหน ทหารเวียดนามอ้างว่าถอนกำลังไปหมดแล้วจริงหรือไม่ เขมรสามฝ่ายถูกจัดวางให้จุดไหน
เมื่อนายอากาชิ มาแวะประเทศไทยจึงเป็นโอกาสดีที่ได้เสนอแผนการของไทยต่อนายอากาชิ แผนการของไทยคือ ส่งทหารช่าง 700 นายไปช่วยสร้างถนน 45 กิโลเมตร จากปอยเปตไปศรีโสภณ เพื่อความสะดวกการส่งผู้อพยพกลับบ้านและแผนการของไทยก็ได้รับความเห็นชอบจากนายอากาชิ
เสร็จการประชุมที่โรงแรมเอราวัณ สื่อดักถามนายอาสาและนายอากาชิ ถึงผลการเจรจา และพอได้ยินว่า ไทยจะส่งทหารไปกัมพูชา 700 นายนักข่าวสายทหารโวยวายว่า “ทำไมต้องส่งทหารไปเสี่ยงตายถึง 700 คน ยูเอ็นเอาเปรียบไทยหรือไม่ ได้ข่าวว่าออสเตรเลียส่งทหารไปเพียงยี่สิบห้าคน”
การโวยวายของนักข่าวสายทหารทำให้นายอาสา สารสิน อึดอัด ส่วนนายอากาชิไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น นายทหารผู้จัดการให้สื่อเข้าไปทำข่าวกล่าวว่าไปพูดกันข้างนอกดีกว่า
ต่อมาเจ้ากรมข่าวทหารขอให้เราช่วยบอกเพื่อนๆ นักข่าวว่า เรื่องชายแดน เรื่องขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน อย่าถามต่อหน้าคู่เจรจาต่างชาติและบางเรื่องสื่อต้องรู้ว่าเสนอได้แค่ไหน
ยกเรื่องขึ้นมาเล่าสู่กันฟัง เพราะระยะหลังสื่อกระแสหลักโดยเฉพาะทีวี เสนอข่าวในทำนองเดียวกับที่นักข่าวสายทหารโวยวายต่อหน้านายอากาชิ คือไม่เข้าใจในกลยุทธ์กองทัพไทย และสิ่งที่เสนอออกไปอาจสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้
กรณีข่าว กัมพูชาได้รถถังรุ่นใหม่จากจีน ก็เช่นกัน สื่อไทยนำข่าวนั้นมาขยายความและแสดงความคลางแคลงใจต่อท่าทีของจีน ซึ่งอาจสร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลปักกิ่งได้ที่เลวร้ายคือสื่อประโคมข่าวใหญ่โตว่า ผู้ช่วยทูตทหารจีน เข้าชี้แจงกับกองทัพไทยว่ารถถังรุ่นใหม่ 39 คันนั้น จีนมอบให้กัมพูชา ตามข้อตกลงความร่วมมือทางทหาร ก่อนมีสงครามไทย-กัมพูชา
ซึ่งในความเป็นจริงเราไม่รู้ว่าเป็นกลยุทธ์การค้าของจีนหรือไม่ที่เอารถถังบุโรทั่งใช้แลกเปลี่ยนการใช้ท่าเรือเรียมจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ทั้งจีนและสหรัฐต่างมุ่งหมายใช้เป็นฐานปฏิบัติการกองทัพเรือของทั้งสองฝ่าย
หากสื่อเคยไปทำข่าวชายแดนระหว่างปี 2525 ถึง ปี 2533 จะพบว่ารถถังเขมรต่ำไม่สามารถไต่เทือกเขาสูงชันขึ้นมาถล่มทหารไทยได้ กองทัพไทยซึ่งอยู่ในที่สูงข่มระดมยิงทำลายรถถังเขมรได้ง่ายมาก
รถถังเขมร 400 หรือ 900 คัน อาจใช้ได้ในพื้นที่หนองจาน หนองหญ้าแก้ว ซึ่งเป็นที่ราบ แต่รถถังกัมพูชาจะต้านรถถังทันสมัย 500 คันของกองทัพไทยไหวหรือ
ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นสหประชาชาติแห่งอาวุธ กองทัพไทยซื้ออาวุธสงครามจากอเมริกา จีน รัสเซีย สวีเดน ยูเครน เกาหลีใต้ และประเทศอื่นๆ อีกมากมาย หากฝ่ายตรงข้ามคลางแคลงใจว่าประเทศที่ขายอาวุธให้ไทยมีท่าทีอย่างไรต่อฝ่ายตรงข้าม ก็ต้องคิดจนเส้นโลหิตในสมองแตกตาย
กรณีรถถัง อาจเป็นการปลุกกระแสรักชาติของฮุนเซน ข่าวได้รับรถถังลอตใหม่จึงถูกปล่อยออกมา เพื่อให้คนเขมรเห็นว่า รัฐบาลฮุน มาเนต พร้อมทำสงครามกับประเทศไทยเพื่อทวงดินแดนที่เสียจากสงครามในปี 2568 คืนให้ได้
ในความเป็นจริงรัฐบาลพนมเปญรู้อยู่เต็มอกว่า พื้นที่ทหารไทยยึดคืนนั้นอยู่ในอธิปไตยของไทย และการทำสงครามรอบสามกับไทยมีแต่จะวอดวาย จึงพูดได้ว่า กัมพูชาไม่อยู่ในสถานะทำสงครามกับไทย
แต่ด้วยความเจ้าเล่ห์ ฮุนเซน จำเป็นต้องปลุกกระแสความรักชาติ โดยสร้างภาพศักยภาพทางทหาร และกัมพูชาตระหนักดีว่า สร้างกระแสชาตินิยมผ่านสื่อไทยได้ผลกว่าปั่นกระแสเองภายในบ้าน จึงไม่แปลกที่ ฮุนเซนปลุกกระแสรักชาติทีไรสื่อไทยเอามาขยายความเป็นเรื่องใหญ่
กรณีรถถังก็เช่นกัน สื่อเพียงแต่เห็นภาพวิดีโอ รถพ่วงขนาดใหญ่บรรทุกรถถังแล่นผ่านกล้องทีวี สื่อไทยเอามาขยายความเป็นตุเป็นตะว่า รถถังรุ่นใหม่จีนมอบให้กัมพูชา มีสมรรถนะสูงอย่างไร รถถังจำนวนเท่านี้เท่านั้นถูกส่งไปประจำการใกล้ชายแดน พร้อมเปิดฉากสงครามรอบใหม่กับไทย
นอกจากเสนอเป็นข่าว ทีวีเชิญกูรู้มาออกรายการวิเคราะห์วิจารณ์ถึงขั้นคลางแคลงใจว่าจีนช่วยเหลือกัมพูชารบไทยหรือไม่
กูรู้ไทยวิเคราะห์วิจารณ์ไปตามข่าวที่ทีวีนำเสนอ โดยไม่ได้ตรวจสอบว่ากองทัพรถถังรุ่นใหม่มีจริงหรือไม่ เป็นภาพ AI สร้างกระแสหรือไม่ การเสนอข่าวแบบตาบอดคลำช้างของสื่อไทย กัมพูชาจึงเป็นฝ่ายได้ไปเต็มๆ
กรณีข่าวทหารเขมรป่วนยั่วยุทหารไทยในพื้นที่ชายแดน ก็เช่นกัน เชื่อว่าเขมรไม่ได้มีจุดมุ่งหมายให้เกิดสงคราม พวกมันเพียงสร้างภาพให้พนมเปญเห็นว่า ได้พยายามขัดขวางการสร้างรั้ว สร้างกำแพงของไทยแล้ว ที่สำคัญพวกมันสามารถทำให้โครงการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ “ห้วยตามาเรีย” ล่าช้าออกไปได้
เป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่มีข่าวไทยจะมีโครงการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำห้วยตามาเรีย การยั่วยุท้าทายทหารเขมรในบริเวณนั้นรุนแรงขึ้นทุกวัน
อาจเป็นเพราะว่า “ห้วยตามาเรีย” เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ใกล้เขาพระวิหารและช่องอานม้า ซึ่งเป็นจุดยุทธการทหารสำคัญ หากไทยสร้างเขื่อนกักน้ำได้สำเร็จ ทหารกัมพูชาไม่สามารถไต่เขาขึ้นมารุกล้ำอธิปไตยไทยได้
ทหารเขมรจึงยั่วยุท้าทายสร้างความวุ่นวาย เพื่อไม่ให้ไทยสร้างเขื่อนห้วยตามาเรีย สื่อไทยควรเข้าใจจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของทหารป่าพวกนั้น ไม่ใช่เอาแต่ปั่นกระแสว่า สงครามรอบสามใกล้ปะทุขึ้นทุกขณะ
ในความเป็นจริง สื่อน่าจะรู้ว่า ข่าวจากชายแดนไทยส่วนใหญ่ปั่นกระแสโดยกัมพูชาหรือไม่ก็โดยผู้เสียผลประโยชน์ในพื้นที่นั้นๆปั่นกระแส เช่น ข่าวทหารแอบเปิดชายแดน มีให้เห็นเกือบทุกวัน ใช่! การเปิดด่านชายแดนเพื่อมนุษยธรรมเปิดให้คนป่วยเข้า-ออกไปโรงพยาบาล อาจมีบ้าง แต่ไม่มีใครเปิดด่านให้ค้าขายหรือเปิดด่านให้คนเข้าไปเล่นการพนัน
วันที่ 9 มิถุนายน ฮุนเซนไปเยี่ยมผู้อพยพจัดตั้ง ที่ไหนสักแห่งใกล้ชายแดน เขาบอกผู้อพยพว่า จะทวงพื้นที่เสียไปคืนมาให้ได้ และฮุนเซน แสดงความเสียใจที่ไม่ได้เตรียมกองทัพให้เข้มแข็งไว้ต่อสู้กับไทย แต่พยายามเอาดินแดนคืนมาให้ได้ คนที่อยู่ตรงนี้ไม่ต้องย้ายไปไหน
ฮุนเซน ปั่นกระแสปกป้องลูกชายว่า ที่แพ้สงครามนั้น เป็นเพราะตัวเองไม่ได้สร้างกองทัพให้เข้มแข็งพอ ต่อต้านกองทัพทันสมัยของไทยได้สื่อบ้านเราก็เอาเรื่อง ฮุนเซน ปลุกกระแสรักชาติและปกป้องลูกชายที่เป็นนายกรัฐมนตรี มาขยายความว่า ฮุนเซนเตรียมพร้อมทำสงครามรอบสามกับไทย
มีหลายครั้งที่กูรู้ไทยพูดเข้าทางให้ฮุนเซน นำไปใช้ในการปลุกกระแสชาตินิยมว่า เห็นไหมนักการเมืองไทยคนนั้น นักวิชาการไทยคนนี้เห็นดีกับกัมพูชา
โดยส่วนตัวเชื่อว่า กัมพูชาไม่พร้อมทำสงครามกับไทยในห้วงเวลาหลายปีข้างหน้า แต่สงครามน้ำลายอาจรุนแรงขึ้นทุกวัน ตราบใดที่สื่อไทยนำน้ำลายเครือขายฮุนเซน มาขยายความ และวิพากษ์วิจารณ์ราวกับว่า ทหารไทยตามไม่ทันเกมกัมพูชา
ซึ่งในความเป็นจริงกองทัพไทยนำหน้ากัมพูชาไปหลายทศวรรษ ทั้งการพัฒนากองทัพให้ทันสมัยและแผนการทำสงครามปกป้องอธิปไตยไทยนำหน้ากัมพูชาตลอดเวลาห้าสิบปีที่ผ่านมา
ประสบการณ์ตรงทำข่าวภาคสนามยืนยันว่าทหารไทยปกป้องอธิปไตยได้ดีกว่าทุกประเทศในสุวรรณภูมิ จึงมั่นใจว่ากองทัพไทยไม่ยอมเสียดินแดนให้ใครแม้เท่ารอยไก่เขี่ย
สื่อและกูรู้ทั้งหลายต้องสำเหนียกว่า การวิเคราะห์วิจารณ์แบบตาบอดคลำช้างของพวกท่าน อาจเข้าทางอริราชศัตรู ที่สำคัญการวิพากษ์วิจารณ์ของพวกท่าน อาจสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์กับมหามิตรของประเทศไทยได้
สุทิน วรรณบวร


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี