วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ระยะนี้เรามักได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายโสภณ ซารัมย์ประธานสภาผู้แทนราษฎร หยิบยกสำนวนไทยโบราณที่ว่า“ขึ้นธรรมาสน์ต้องล้างเท้า” ขึ้นมาพูดในทางการเมือง แม้จะเป็นสำนวนเก่าแก่แต่กลับไม่เคยล้าสมัย เพราะยังคงสะท้อนหลักการสำคัญของสังคมประชาธิปไตย ที่มุ่งเน้นว่าผู้มีอำนาจหรือผู้ที่ทำหน้าที่แทนปวงชน จะต้องเป็นผู้ที่ตรวจสอบได้เสมอ
โดยนัยเดิม สำนวนนี้เปรียบเปรยถึงพระภิกษุสงฆ์ผู้จะขึ้นสู่ที่สูงอย่างธรรมาสน์เพื่อแสดงธรรม จำเป็นต้องชำระล้างร่างกายและเท้าให้สะอาดบริสุทธิ์เสียก่อน เพื่อให้สมกับสถานที่และเพื่อแสดงความเคารพต่อธรรมะอันสูงส่ง สื่อถึงความพร้อมและความบริสุทธิ์ใจก่อนที่จะทำหน้าที่อันทรงเกียรติหรือมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้อื่น
ในบริบทของสังคมไทยปัจจุบัน สำนวนนี้ได้ขยายจากพื้นที่ทางศาสนาไปสู่ “พื้นที่สาธารณะ” และ “ตำแหน่งแห่งที่ทางอำนาจ” ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง หรือผู้ดำรงตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของปวงชน ทุกคนเปรียบเสมือนผู้ที่กำลังขึ้นสู่ธรรมาสน์ในฐานะตัวแทนของประชาชน การทำหน้าที่ด้วยความโปร่งใสและพร้อมให้ตรวจสอบจึงถือเป็น “การล้างเท้า” ก่อนเข้าสู่อำนาจอย่างสง่างาม
อย่างไรก็ตาม หลักการนี้ดูเหมือนจะถูกนำไปใช้แบบเลือกปฏิบัติ เมื่อมองไปที่พรรคประชาชน ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ การที่พรรคการเมืองทำหน้าที่ “ตรวจสอบ” รัฐบาลนั้น ถือเป็นสีสันและกลไกสำคัญของประชาธิปไตยที่น่าสนับสนุน แต่คำถามสำคัญที่สังคมกำลังเฝ้ามองคือ แล้วมาตรฐานเดียวกันนั้นถูกนำมาใช้กับสมาชิกในพรรคของตนเองด้วยหรือไม่
กรณีของ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่กำลังถูกตรวจสอบในขณะนี้ กลับกลายเป็นภาพสะท้อนที่ย้อนแย้งอย่างน่าประหลาด เมื่อพรรคการเมืองที่มักจะอ้างถึงความโปร่งใสและหลักการตรวจสอบกลับแสดงอาการโวยวายว่าตนเองกำลัง “ถูกกลั่นแกล้ง” หรือถูกปิดปากเพียงเพราะเรื่องที่ตนทำหน้าที่ตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport
ต้องทำความเข้าใจให้ชัดว่า “การตรวจสอบ” ไม่ใช่“การกลั่นแกล้ง” หากผู้ที่เข้ามาทำงานการเมืองมั่นใจในความบริสุทธิ์และการกระทำของตน การเปิดเผยข้อมูลหรือการชี้แจงต่อกระบวนการตรวจสอบก็น่าจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา การอ้างเรื่องการเมืองหรือการใช้อำนาจมืดมาเป็นเกราะกำบังเมื่อถึงคราวตัวเองโดนตรวจสอบ จึงเป็นพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับหลักประชาธิปไตยที่พรรคการเมืองนั้นมักพร่ำสอนผู้อื่น
เราคงต้องย้ำเตือนกันว่า สำนวน “ขึ้นธรรมาสน์ต้องล้างเท้า”นั้นไม่ได้มีไว้สำหรับให้ใครบางคนหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำไปใช้ชี้หน้าสั่งสอนผู้อื่นเพียงอย่างเดียว แต่มันคือบรรทัดฐานที่นักการเมืองทุกคนทุกฝ่ายต้องนำมาส่องกระจกดูตัวเองด้วย ยิ่งคุณอ้างตัวว่าเป็นผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนและผู้สนับสนุนประชาธิปไตยมากเท่าไหร่ คุณยิ่งต้องเป็นผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์และตรวจสอบได้มากเท่านั้น
บทสรุปของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ว่า ความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เพียงเพราะคุณตรวจสอบคนอื่นได้เก่งกาจเพียงใด แต่ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อถึงเวลาที่คุณต้องขึ้นธรรมาสน์ให้ประชาชนตรวจสอบบ้าง คุณพร้อมจะ “ล้างเท้า” ให้สะอาดเพื่อพิสูจน์ความจริง หรือจะปล่อยให้เท้าที่เปื้อนโคลนมาทำให้ธรรมาสน์ของประชาธิปไตยต้องแปดเปื้อนเสียเอง

‘มท.2’ เล็งนัด ’รมว.พลังงาน’ หาทางออก ปมค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิล ประชาชน
จีนช็อก เครื่องบินเล็กพุ่งชนตึกสูงที่สุดในกรุงปักกิ่ง เสียงดังสนั่นสะเทือน 108 ชั้น
ภรรยา ติ๊ก ชิโร่ วอนขอความเห็นใจ หลังโดนเรียกค่าเสียหาย 18 ล้าน ลั่นขอโอกาสให้ได้หายใจบ้าง
จูรี วอนพี่น้องชาวใต้ในกรุงเทพฯ รวมพลังกาเบอร์ 5 เลือก อนุชา เป็นผู้ว่าฯ กทม.
กทม.เป็นมากกว่านี้ได้! อภิสิทธิ์ ย้ำคนกรุง ให้เลือก อนุชา-ส.ก.ปชป. เพื่อรื้อโกง กทม.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี