วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569
วันก่อน สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) โดยศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน วิเคราะห์ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศประจำปี 2569 โดย World Competitiveness Center (WCC) ภายใต้สถาบัน International Institute for Management Development หรือ IMD ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยปีนี้ประเทศไทยมีอันดับที่ดีขึ้น 4 อันดับ มาอยู่ในอันดับที่ 26 จากทั้งหมด 70 เขตเศรษฐกิจ โดยมาจากตัวชี้วัดด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจที่ปรับขึ้นถึง 3 อันดับ, โครงสร้างพื้นฐาน
ที่ปรับขึ้น 2 อันดับ, ประสิทธิภาพของภาครัฐมีอันดับคงที่ และสมรรถนะทางเศรษฐกิจลดลง 2 อันดับจากปี 2569
ขณะที่สิงคโปร์เป็นเขตเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดในโลก โดย 10 อันดับแรกแทบไม่เปลี่ยนแปลง อยู่ในโซนยุโรปและเอเชีย ยกเว้นสหรัฐฯ ที่เลื่อนขึ้นจากอันดับที่ 13 มาเป็นอันดับที่ 10 ส่วนกาตาร์หลุด 10 อันดับ ทั้งนี้ IMD ได้เพิ่มเวียดนามเข้ามาในการจัดอันดับเป็นครั้งแรก ทำให้มีจำนวนเขตเศรษฐกิจที่ได้รับการจัดอันดับเพิ่มขึ้นเป็น 70 เขตเศรษฐกิจ
นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) และประธาน TMA Center for Competitiveness กล่าวว่า ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สะท้อนว่าแม้ไทยจะมีอันดับดีขึ้นกว่าปีก่อนหน้า แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นในระยะยาว โดยต้องเร่งดำเนินการทั้งด้านพื้นฐาน เช่น ผลิตภาพและประสิทธิภาพ สุขภาพและสิ่งแวดล้อม และการศึกษา รวมถึงปัจจัยสำคัญของการแข่งขันในโลกแห่งอนาคตคือเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ IMD ได้ใช้เป็นตัวชี้วัดในการจัดอันดับในปีนี้ถึง 9 ตัวชี้วัด ซึ่งไทยได้คะแนนเพียงประมาณ 5 เต็ม 10 ขณะที่ประเทศชั้นนำได้ถึง 8-9 คะแนน เนื่องจากไทยยังขาด
ความรู้ความเข้าใจ กฎเกณฑ์ไม่ชัดเจน และความสามารถของบุคลากรในการนำไปปรับใช้ในธุรกิจยังไม่ดีพอ
นอกจากนี้ ไทยต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่นอกจากการมีกฎหมายที่ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ยังต้องให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมาย การมีกฎระเบียบที่โปร่งใสสามารถสร้างความมั่นใจ และคาดหมายผลในทางปฏิบัติได้ โดยเฉพาะประสิทธิภาพของภาครัฐ และระบบภาษีที่อันดับในส่วนนี้ยังไม่มีการพัฒนาที่ชัดเจน
ส่วนกรณีที่ไทยต้องดำเนินการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำ (Global MinimumTax) ที่ 15% จากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เพื่อลดการแข่งขันทางภาษีระหว่างประเทศ ตามข้อกำหนดที่ไทยเข้าร่วมเป็นภาคีในมาตรฐานต่างๆ ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) นั้น มองว่าปัญหาหลักคือความยุ่งยากซับซ้อนของโครงสร้างภาษีทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องภาษี GMT โลกต้องการโครงสร้างภาษีที่อาจซับซ้อนน้อยลง และมีภาพที่ชัดเจนว่าจะปฏิรูปทางภาษีในเรื่องไหนบ้าง ซึ่งปัจจุบันกระบวนการจัดการยังมีความกระจัดกระจาย
ข้อมูลเหล่านี้แม้เป็นข้อมูลพื้นฐานและนักวิชาการหลายสำนัก เคยให้คำแนะนำมาแล้ว จึงต้องนำมาย้ำอีกหนเพื่อให้รัฐบาลนำไปพิจารณา เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย การมีกฎระเบียบที่โปร่งใสสามารถสร้างความมั่นใจ และคาดหมายผลในทางปฏิบัติได้ โดยเฉพาะประสิทธิภาพของภาครัฐ และระบบภาษีที่อันดับในส่วนนี้ยังไม่มีการพัฒนาที่ชัดเจน

ประวัติศาสตร์!‘เมสซี่’ทุบสถิติดาวซัลโวตลอดกาลบอลโลก
เลขาส้ม เปิดเวทีเสริมสร้างเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคเชียงราย ยกระดับความรู้เท่าทันธุรกรรมการเงินดิจิทัล
สมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงผ่านการคัดเลือก เป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทย เอเชียนเกมส์ 2026
กลิ่นดรามาโชยหึ่ง แม่ธัญญ่า โผล่กลางวง ถาม หนิง ปัทมา สั้น ๆ ทำสะเทือนทั้งโลกโซเชียล
ยุโรปวิกฤต คลื่นความร้อนทะลุ 40 องศา สังเวยแล้ว 13 ราย - รถไฟงดวิ่ง - สั่งปิดโรงเรียน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี