วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569
พลิกผันกันจนนาทีสุดท้าย หลังจากมีการเปิดเผยภาพประวัติศาสตร์ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และประธานาธิบดีมาซูดเปเซชเคียน ของอิหร่าน ลงนามข้อตกลงในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) เบื้องต้น เพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ที่พระราชวังแวร์ซาย ของฝรั่งเศส ภายหลังการประชุมสุดยอดกลุ่ม G7 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
การเลือกใช้พระราชวังแวร์ซาย เป็นฉากหลังในการปิดดีลสะท้านโลกครั้งนี้ เป็นไปตามสไตล์ของทรัมป์ เพื่อแสดงสัญลักษณ์ของมหาอำนาจผู้ยิ่งใหญ่ และให้ตัวเองได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้สร้างสันติภาพ ทั้งที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และวิกฤตต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลกนั้น ล้วนเกิดจากการกระทำของ ทรัมป์ เองทั้งสิ้น
ถ้าดูตามการโฆษณาชวนเชื่อของทรัมป์ หลังลงนามในร่างเอ็มโอยู 14 ข้อแล้ว ประเด็นหลักๆ ที่ทั่วโลกต้องจับตาดูก็คือ การเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาสัญจรได้อย่างเสรีทันทีสหรัฐฯยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลทั้งหมด และยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบถาวร ในที่นี้รวมถึงอิสราเอลกับเลบานอนด้วย เรื่องหลักๆ นี้ต้องเกิดขึ้นภายใน 30 วัน นี่คือเฟสแรก
เฟสต่อมาคือภายใน 60 วันถัดไป ทั้งสองฝ่ายจะเปิดการเจรจาลงลึกในรายละเอียดและข้อตกลงที่ซับซ้อนอื่นๆ เพื่อนำไปสู่ข้อตกลงขั้นสุดท้าย เช่น ประเด็นนิวเคลียร์ การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการคืนเงินอิหร่านที่ถูกอายัดครึ่งหนึ่งก่อน มูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์ หรือการลงขันตั้งกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กับอิหร่าน มูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์
ถ้าสหรัฐฯและอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติการสู้รบ และนำไปสู่สันติภาพถาวรได้อย่างแท้จริง ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อคนทั้งโลก เพื่อห่วงโซ่อุปทานต่างๆ จะได้กลับมาฟื้นตัวและสามารถผ่านพ้นวิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้ไปได้ ถึงแม้ว่าอาจจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรกว่าทุกอย่างจะกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนจะเกิดสงครามก็ตาม
แต่คำถามใหญ่ที่คนทั่วโลกยังเป็นกังวลคือ เอ็มโอยูนี้จะนำไปสู่สันติภาพจริงหรือไม่ เนื่องจากเงื่อนไขแต่ละข้อนั้นอ่อนไหวมาก บางเรื่องแทบจะเป็นไปใม่ได้ บางเรื่องเหมือนสหรัฐอ่อนข้อมากเกินไปจนน่าประหลาดใจ หรือเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่ชัดเจนเสียทีเดียวว่า อิหร่านจะขอเก็บค่าบริการแทนค่าต๋งจริงหรือไม่
หรือแม้แต่การเหมารวมเอาสถานการณ์ในเลบานอนไปผูกมัดกับข้อตกลงยุติแนวรบทุกด้านก็ไม่แน่ใจว่าทางอิสราเอลจะยอมหรือไม่ เพราะเป็นคนละสนามรบ หรือประเด็นนิวเคลียร์ คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่อิหร่านจะยอมเปิดประตูอ้าซ่าให้สหรัฐฯเข้าไปยึดกุมทุกอย่าง แม้แต่สต๊อกแร่ยูเรเนียม เพราะนี่คือเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุดในการต่อรองของเตหะราน
ถามว่า ใครแพ้-ใครชนะ ก็อาจจะต่างมุมมองแต่โดยภาพรวมแล้ว ฝ่ายทรัมป์เสียมากกว่าได้ เมื่อเทียบกับบรรยากาศทำลายล้างช่วงสู้รบที่เคยขู่ถึงขั้นจะทำให้อารยธรรมอิหร่านดับสูญไป แต่เทียบ ดูเอ็มโอยู ในวันนี้ กลับดูเหมือนเป็นเอกสารยอมจำนนต่อความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ของทรัมป์เอง ยอมปลดล็อกอิหร่านให้กลับมายืนอยู่บนเวทีโลกได้เต็มตัวกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
ถึงแม้ทั่วโลกขานรับว่าเป็นข่าวดี แต่ก็ตั้งอยู่บนความเปราะบางอย่างยิ่ง เพราะแท้จริงนั้นทั้งสองฝ่ายถูกสถานการณ์เลวร้ายจากสงครามที่ตัวเองสร้างขึ้น บีบบังคับให้ต้องหาจังหวะถอยออกมาหายใจคนละก้าวก่อนเพื่อปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ดังนั้น ใน 60 วันจากนี้ไปโอกาสสำเร็จหรือล้มเหลวมีพอๆ กัน เนื่องจากนี่คือดีลสันติภาพที่อยู่ในมือของผีบ้าแห่งสงครามที่ยังมีเสียงคำรามตามมาว่า ถ้าไม่พอใจก็พร้อมกลับไปถล่มอีก


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี