วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569
กับค่าปรับ 600 บาทที่ตบหน้าคนกรุง
กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์ ที่สั่นสะเทือนไปถึงดวงดาว และขยี้แผลฉกรรจ์เรื่อง “ความโปร่งใส”ของผู้บริหารเสาชิงช้าอย่างจัง เมื่อ นายศุภณัฐมีนชัยนันท์ สส.กทม. ออกมาเปิดพิมพ์เขียวผลสอบสวนวินัยร้ายแรงกรณี “จัดซื้อเครื่องออกกำลังกายแพงเกินจริง” ของกรุงเทพมหานคร
สาระสำคัญที่ทำเอาคนกรุงอุทานร้อง “เอ๊ะ”กันทั้งเมือง คือผลสรุปของคณะกรรมการสอบสวนที่ กทม. ตั้งขึ้นเอง ระบุว่าจากเจ้าหน้าที่ 32 ราย มี 20 รายไม่มีความผิด ส่วนอีก 12 ราย ผิดวินัยไม่ร้ายแรง ลงโทษเพียงแค่ตัดเงินเดือน 2% ซึ่งคำนวณแล้วเฉลี่ยเหลือโทษปรับเพียงคนละประมาณ 600 บาท! ทั้งที่มูลค่าความเสียหายต่อเงินภาษีของประชาชนสูงเป็นร้อยล้านบาท จากเคสลู่วิ่งไฟฟ้าตัวละ 7.5 แสนบาท และจักรยานตัวละ 4.8 แสนบาท
แม้ฝั่งผู้บริหาร กทม. จะรีบออกมาแก้เกมชี้แจงว่า “นั่นเป็นเพียงผลเสนอจากกรรมการชุดแรก ซึ่งฝ่ายบริหารเห็นว่าเบาเกินไปและได้สั่งตีกลับสำนวนไปแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน พร้อมส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ฟันคดีอาญาควบคู่กัน” รวมถึงทิ้งท้ายในทำนองว่า “ถ้ามีโอกาสกลับเข้ามาอีกรอบจะจัดการให้เรียบร้อย”
แต่ในมิติของประชาชนที่มองเข้าไปยัง “กระบวนการจัดการทุจริต” ขององค์กร กทม. คำชี้แจงเหล่านี้กลับฟังไม่ขึ้น และยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงตรรกะที่ย้อนแย้งเชิงโครงสร้างที่ยากจะปฏิเสธ
ย้อนกลับไปตอนหาเสียงรอบแรก นายชัชชาติชูจุดขายว่า “ศึกษามา 2 ปี รู้งาน กทม. ละเอียด แต่กรณีเครื่องออกกำลังกายฉาวนี้ กลับใช้เวลาสอบสวนลากยาวมาเกือบ 2 ปี (ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปี 2569) ในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร การดึงเวลาทำสำนวนจนเนิ่นนานขนาดนี้ รังแต่จะทำให้สังคมตั้งคำถามว่าเป็นการ “เตะถ่วงเพื่อให้เรื่องเงียบ” หรือไม่? และที่สำคัญ ถ้าระบบตรวจสอบภายใน (Internal Audit) ของ กทม.มีประสิทธิภาพจริง เหตุใดจึงปล่อยให้งบประมาณแปรญัตติและการตั้งราคากลางที่สูงเกินจริงหลุดรอดตาได้หลายชั้น ตั้งแต่เจ้าหน้าที่พัสดุ คณะกรรมการตรวจรับ ไปจนถึงระดับผู้อำนวยการสำนัก?
ความจริงอันน่าเศร้าก็คือ เรื่องทุจริตเหล่านี้ไม่ได้แดงขึ้นมาเพราะกลไกตรวจสอบของรัฐแต่เกิดจาก” เพจ “ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย” และภาคประชาชนนำข้อมูลมาแฉผ่านสื่อโซเชียลก่อน จึงเป็นตัวบังคับให้ฝ่ายบริหารต้องขยับตัว คำถามคือ หากไม่มีพลเมืองไซเบอร์หรือภาคประชาชนคอยทำหน้าที่นี้ ขบวนการกินหัวคิวนี้ ก็คงจะลอยนวล และกลืนหายไปกับความมืดดำของระบบราชการ กทม.
การที่คณะกรรมการสอบสวนชุดแรกซึ่งเป็นข้าราชการประจำ กล้าสรุปสำนวนให้ความเสียหายระดับร้อยล้านเหลือโทษปรับแค่หลักร้อย มันฟ้องอย่างชัดเจนว่า “วัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์และพวกพ้อง” ใน กทม. นั้นหยั่งรากลึกเกินกว่าที่อำนาจฝ่ายการเมืองจะควบคุมได้ง่ายๆ การออกมาบอกว่า “ถ้าได้กลับมาอีกรอบจะสะสางให้เรียบร้อย” จึงกลายเป็นเรื่องตลกขบขันของสังคม เพราะประชาชนจะสวนกลับทันทีว่า “แล้ว 4 ปีที่ผ่านมามีอำนาจเต็มมือทำไมไม่ทำ?”
ตราบใดที่กระบวนการจัดการทุจริตของ กทม. ยังคงอุ้ยอ้าย ไร้ความเฉียบขาด และต้องรอให้เพจประชาชนมา “ชี้เป้า” อยู่ร่ำไป ต่อให้เปลี่ยนหน้ากากผู้ว่าฯ อีกกี่สิบคน กรุงเทพมหานครก็ยังคงสภาพเป็น “แดนสนธยา” ที่เงินภาษีของประชาชนถูกละเลงหายไปกับส่วนต่าง... โดยที่มีราคาค่าปรับความผิดวินัยเพียงแค่ 600 บาทเท่านั้น!

สิ้นสุดการรอคอย!ไทยคว้าสิทธิ์ยิงสดฟุตบอลโลก
มาแล้ว!!! กรมอุตุฯคาดหมายอากาศ 7 วันข้างหน้า ตั้งแต่ 10 - 16 มิ.ย.69
ตรังฝนตกหนัก คอสะพานทรุด ปิดจราจรถนนสายตรัง-สิเกา ชั่วคราว
อิงฟ้าเนรมิตโฉมใหม่ แม่ผึ้ง พุ่มพวง แฟนเพลงชมไม่ขาดปาก สวยสะกดใจรำลึก 34 ปี
ออสเตรเลียทุ่มแสนล้าน เปิดสนามบินแห่งใหม่ซิดนีย์ บินได้ 24 ชั่วโมงพร้อมเปิดตุลานี้

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี