โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา) จะมาถึงคราวอวสานแล้ว จริงหรือไม่?
มีรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการบริหารสัญญาร่วมลงทุน วันที่ 15 ก.ค.2569 เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ สำหรับการพิจารณาหาทางออกที่เป็นไปได้ของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
สุดท้าย จะต้องนำเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน เพื่อชี้ขาดต่อไป
1. คุณจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. เปิดเผยว่า ยังไม่มีข้อเสนอเปิดประมูลใหม่เนื่องจากโมเดลการลงทุนแบบเดิมไม่ดึงดูดการลงทุน อีกทั้ง หากจะประมูลใหม่ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี ทำให้โครงข่ายระบบราง EEC ล่าช้าไปอีก
เบื้องต้น มองว่า วิธีการดีสุดในขณะนี้ คือ พัฒนาระบบรถไฟทางคู่ ซึ่ง ร.ฟ.ท.มีแนวทางพัฒนาเส้นทาง รถไฟทางคู่สายตะวันออก อยู่แล้ว เชื่อมต่อการเดินทางด้วย รถไฟฟ้าสายสีแดง ที่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และ เชื่อม MissingLink (ช่วงบางซื่อ - พญาไท) เพื่อให้เชื่อมต่อแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ที่จะเชื่อมการเดินทางจากสนามบินดอนเมือง-สนามบินสุวรรณภูมิ-สนามบินอู่ตะเภา ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นี่คือแนวคิดของเลขาธิการอีอีซี
2. ด้านเอกชนคู่สัญญา คือ กลุ่มซีพี ‘เอเชีย เอรา วัน’
ล่าสุด ยังยืนยันเจตนารมณ์ร่วมพัฒนารถไฟความเร็วสูงสามสนามบิน ซึ่งฝ่ายเอกชนลงทุนแล้วกว่า 12,000 ล้าน ยังพร้อมร่วมกับรัฐหาทางออกร่วมกันเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อ
นายสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ระบุว่า ที่มีการระบุว่าโครงการ “เสียเวลาไปกว่า 8 ปี” นั้น ข้อเท็จจริงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเอกชน ทั้งการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างของภาครัฐที่ยังไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขในสัญญา การรื้อย้ายสาธารณูปโภค การแก้ไขปัญหาพื้นที่บริเวณลำน้ำบางช่วง ตลอดจนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สถานการณ์สงคราม และการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจและตลาด ซึ่งแตกต่างจากสมมุติฐานในช่วงเริ่มต้นโครงการอย่างมีนัยสำคัญ
“สิ่งที่บริษัทต้องการ คือ การสื่อสารบนพื้นที่ข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน ซึ่งจะช่วยให้เกิดการรับรู้ที่ถูกต้อง และนำไปสู่การหาทางออกที่สร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศไทยในระยะยาว” นายสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ กล่าว
3. ไฮสปีด 3 สนามบิน ยังไม่ถึงทางตัน? อย่าลดเป้าหมายเหลือเพียงรถไฟทางคู่ ?
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ โพสต์เฟชบุ๊กว่าด้วยเรื่อง “ไม่ถึงทางตัน ไฮสปีด 3 สนามบิน... ยังไปต่อได้”
“...หลายคนเริ่มเชื่อว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน กำลังเดินมาถึง“ทางตัน” เมื่อการเจรจาแก้ไขสัญญาสัมปทานมีแนวโน้มไม่สำเร็จ ความเป็นไปได้ที่จะต้องยุติสัญญากับเอกชนจึงมีมากขึ้น
แต่คำถามที่สำคัญกว่า คือ... ถ้าสัญญาต้องยุติจริง ประเทศไทยจะปล่อยให้โครงการเรือธงของ EEC จบลงเพียงเท่านี้หรือ?
คำตอบของผม คือ ไม่ควร
เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความล้มเหลวของแนวคิด “รถไฟความเร็วสูง”
แต่ปัญหา คือ การออกแบบรูปแบบการลงทุนที่อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
(1) อย่าถอดใจ... อย่าลดเป้าหมายเหลือเพียงรถไฟทางคู่
มีข่าวว่า สำนักงาน EEC (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ.) และการรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังหารือแนวทางปรับโครงการ จากรถไฟความเร็วสูง 250 กม./ชม. เป็นรถไฟความเร็วปานกลาง 160 กม./ชม.
แนวคิด คือ ใช้แนวเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเดิม ปรับปรุงโครงสร้างทางยกระดับบางช่วงเพื่อลดจุดตัดกับถนน และติดตั้งระบบไฟฟ้าไปถึงอู่ตะเภา เพื่อรองรับรถไฟทางคู่ไฟฟ้าความเร็ว 160 กม./ชม.
.png)
.png)
แม้แนวทางนี้ อาจช่วยลดต้นทุนและทำให้โครงการเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น แต่ผมไม่อยากให้ประเทศไทย “ลดเป้าหมายในการพัฒนาโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง เพียงเพราะโครงการนี้ประสบปัญหา”
ประเทศไทยมีแผนแม่บทรถไฟความเร็วสูงอยู่แล้ว 5 เส้นทาง ได้แก่ (1) กรุงเทพฯ–เชียงใหม่ (2) กรุงเทพฯ–หนองคาย (3) กรุงเทพฯ–อุบลราชธานี (4) กรุงเทพฯ–ระยอง และ (5) กรุงเทพฯ–ปาดังเบซาร์
เส้นทางเชื่อม 3 สนามบิน คือหนึ่งในโครงข่ายสำคัญของแผนนี้
หากวันนี้ เราถอยจากรถไฟความเร็วสูง เหตุผลเดียวกันก็อาจถูกนำไปใช้กับอีก4 เส้นทางในอนาคต
นั่นเท่ากับประเทศไทยกำลังถอยห่างจากเป้าหมายที่วางไว้ด้วยตัวเอง
(2) ปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่รถไฟความเร็วสูง แต่คือ “รูปแบบการลงทุน”
ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย เคยให้สัมภาษณ์ว่า “สถาบันการเงินไม่เชื่อมั่นว่าโครงการมีความคุ้มค่าพอที่จะปล่อยกู้” ข้อความสั้นๆ นี้ สะท้อนสาระสำคัญว่า สถาบันการเงินประเมินแล้วว่า โครงการในรูปแบบปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงเกินไปสำหรับเอกชน
สาเหตุสำคัญ คือ โครงการนี้กำหนดให้เอกชนร่วมลงทุนไม่น้อยกว่า 47% ของมูลค่าโครงการ (มูลค่าโครงการ 224,544 ล้านบาท) ในขณะที่โครงการรถไฟฟ้าส่วนใหญ่ เอกชนมักลงทุนเพียงประมาณ 15–20% เท่านั้น
เมื่อภาระการลงทุนสูงกว่าปกติ แต่ผลตอบแทนไม่เพียงพอ การที่ธนาคารไม่ปล่อยกู้จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ดังนั้น ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เอกชนไม่อยากลงทุนแต่อยู่ที่โครงสร้างการลงทุนอาจไม่เหมาะสมตั้งแต่ต้น
(3) ถ้าอยากให้เอกชนกลับมา รัฐต้องลงทุนมากขึ้น
หากรัฐบาลยังต้องการให้โครงการนี้เดินหน้าในรูปแบบ PPP หรือ “การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน” ก็อาจต้องปรับสัดส่วนการลงทุนใหม่
แทนที่รัฐจะลงทุนไม่เกิน 53% อาจเพิ่มเป็น 80% หรือ 85% เพื่อลดภาระของเอกชน และทำให้โครงการมีความเป็นไปได้ทางการเงินมากขึ้น หรือหากจำเป็นรัฐอาจพิจารณาลงทุนเองทั้งหมด
หลายคนอาจถามว่า รัฐจะลงทุนมหาศาลเช่นนี้คุ้มค่าหรือ?
ผมมองว่า หากคิดเฉพาะรายได้จากค่าโดยสาร คำตอบอาจไม่คุ้ม
แต่ถ้ามองผลตอบแทนทางเศรษฐกิจโดยรวม ภาพจะต่างออกไป
รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะช่วยยกระดับศักยภาพของ EEC เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เชื่อมสนามบินหลักทั้งสามแห่งเข้าด้วยกัน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ ดึงดูดการลงทุน สร้างการจ้างงาน และเพิ่มมูลค่าที่ดิน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดแนวเส้นทาง
ประโยชน์เหล่านี้ แม้จะไม่ปรากฏอยู่ในงบกำไรขาดทุนของโครงการ แต่เป็นผลตอบแทนที่ประเทศจะได้รับในระยะยาว
ไม่ต่างจากการที่รัฐลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา และช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ด้วยงบประมาณของรัฐทั้งหมดประมาณ 530,000 ล้านบาท เพราะมองเห็นคุณค่าทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของประเทศ
(4) บทส่งท้าย
หากสัญญาสัมปทานต้องยุติลง นั่นอาจเป็นจุดจบของสัญญา แต่ไม่ควรเป็นจุดจบของโครงการ
สิ่งที่รัฐบาลควรทำ ไม่ใช่เริ่มนับหนึ่งใหม่ หรือปรับลดความฝันของประเทศ แต่ต้องนำบทเรียนจากความผิดพลาดครั้งนี้ มาปรับรูปแบบการลงทุนให้เหมาะสม แล้วเดินหน้าต่ออย่างจริงจัง
เพราะสิ่งที่ประเทศไทยสูญเสียมาตลอด 7 ปี ไม่ใช่แค่เวลา แต่คือ “โอกาส” ในการยกระดับระบบคมนาคมและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และโอกาสนั้น... ยังไม่สายเกินไปที่จะคว้ามันกลับมา”
4. ยุติสัญญาเดิม ปรับเงื่อนไขการลงทุน เปิดประมูลใหม่ แข่งขันเป็นธรรม?
ประเด็นเงื่อนตายอยู่ตรงที่ว่า หากรัฐจะแก้สัญญาให้กับกลุ่มซีพี เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญต่างไปจากตอนประมูลแข่งขัน จะชี้แจงต่อสังคมว่าไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อเอกชนอย่างไม่เป็นธรรมกับคู่แข่งที่เคยเข้าร่วมประมูลได้อย่างไร?
เพราะถ้าตอนประมูล รู้ว่าสามารถแก้สัญญาภายหลัง คู่แข่งก็อาจเสนอผลประโยชน์ที่ดีกว่ากลุ่มซีพีผู้ชนะก็เป็นได้ แล้วจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีหรือไม่ จะมีใครติดคุกติดตะรางหรือไม่?
สุดท้าย จึงอยู่ที่รัฐบาลอนุทิน จะตัดสินใจอย่างไร?
โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอีอีซี สมัยรัฐบาลลุงตู่ จะถึงคราวอวสานในยุครัฐบาลอนุทิน อย่างนั้นหรือ?
สารส้ม

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี