วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569
nn เกษตรกรไทยในกลุ่มปศุสัตว์...ไม่ว่าจะเป็น โคเนื้อ สุกร เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง..แต่ละปีต้องลงทุนลงเงินไปไม่ใช่น้อย และแต่ละปีก็ต้องลุ้นว่าจะมีกำไรเหลือหรือเปล่า...และที่น่าเห็นใจก็เมื่อคราวที่ราคาสินค้าพอจะมีแนวโน้มขยับขึ้นบ้าง...ก็ต้องมีเหตุให้ลุ้นกันหนักอีกว่าโดนโจมตีจากสังคม ถูกรัฐสั่งคุมราคาอีกหรือเปล่า...
ตัวอย่างที่เห็นกันอยู่บ่อยๆก็กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรนี่แหละ....วันก่อนเห็นข่าวราคาหมูแล้วก็อดสงสารเกษตรกรคนเลี้ยงหมูไม่ได้ เพราะนอกจากต้องร้อนๆ หนาวๆ กลัวโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู (ASF) ที่กำลังระบาดในประเทศเพื่อนบ้านจะกระโดดเข้ามาสร้างความเสียหายกับหมูไทยแล้ว ตอนนี้ยังมีคนจับตาราคาหมู กลัวว่าจะ “แพง” จนกรมกองที่เกี่ยวข้องร่ำๆว่าจะออกมาแก้ไขให้กลายเป็น “ถูก” หวังเอาใจผู้บริโภค โดยลืมมองความทุกข์ของคนเลี้ยง และคงลืมไปแล้วว่ากว่าที่เนื้อหมูจะมาถึงมือผู้บริโภค ต้องผ่านวงจรการผลิตถึง 3 ขั้นตอน ตั้งแต่หมูเป็นจากฟาร์ม เข้าโรงฆ่าและชำแหละได้หมูซีก แล้วถึงจะวางขายที่เขียงหมูให้ได้จับจ่าย ซึ่งแต่ละขั้นตอนต่างมีปัจจัยมีต้นทุนที่ส่งผลต่อราคาหมูแทบทั้งสิ้น
ที่สำคัญเนื้อหมูที่คนบ่นว่าแพงนั้นก็ไม่ใช่เนื้อหมูทั้งตัว เพราะชิ้นส่วนของหมูไม่ได้ขายในราคาเดียวกันทั้งหมด โดยหมูขุน 1 ตัว น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม เมื่อถูกชำแหละ นำเอาเลือด ขน เครื่องใน และของเสียในทางเดินอาหารออกแล้ว จะได้ซากหมูที่ขายได้จริงเพียง 75 กิโลกรัม ในจำนวนนี้มีแค่ 42 กิโลกรัมเท่านั้น ที่เป็นเนื้อแดงซึ่งขายได้ราคาที่สุดของตัวหมู
ดังนั้น สิ่งที่เกษตรกรได้รับจึงไม่ใช่กำไรมหาศาลอย่างที่ผู้บริโภคหรือภาครัฐเข้าใจ มีเพียงรายได้ที่พอต่อลมหายใจ ลดความบอบช้ำจากภาวะขาดทุนในช่วง 3 ปีมานี้ นับตั้งแต่ปลายปี 2560 เรื่อยมาจนตลอดปี 2561 พอจะลืมตาอ้าปากได้บ้างก็ช่วงเมษายนที่ผ่านมา เพราะหมูกระทบร้อน โตช้า เสียหายมาก ประกอบกับการผลิตที่ลดลง เพราะคนเลี้ยงจำเป็นต้องปลดแม่พันธุ์หมูทิ้งถึง 20% หนีภาวะขาดทุนหนักเมื่อปีที่แล้ว สวนทางกับความต้องการบริโภคที่มากขึ้นจากเทศกาล แถมมีวันหยุดยาวหลายช่วง และยังเป็นช่วงที่โรงเรียนเปิดเทอม ราคาหมูจึงกลับมาดีในช่วงสั้นๆ ด้วยหลักอุปสงค์-อุปทาน ทำให้กลไกตลาดเริ่มทำงาน
แต่ใช่ว่าคนเลี้ยงหมูจะฉวยเอาจังหวะดีอย่างนี้เป็นโอกาสขึ้นราคาหมูหน้าฟาร์ม เพราะสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและเกษตรกรผู้เลี้ยง ใช้ราคาอ้างอิงที่ให้ไว้กับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ มาตั้งแต่เดือนเมษายน คือ ร่วมมือกันตรึงราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มไม่ให้เกินกิโลกรัมละ 75 บาท ซึ่งจะมีผลต่อราคาเนื้อหมูชำแหละไม่เกินกิโลกรัมละ 150 บาท
เท่ากับว่าราคาหมูมีชีวิตทรงตัวมาตลอด 3 เดือน เพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภค จึงไม่เกี่ยวกับราคาหมูขายปลีกที่ปรับสูงขึ้นในวันนี้อย่างที่บางคน
พยายามโยนบาปให้คนเลี้ยง เรื่องนี้กรมกองที่เกี่ยวข้องจึงควรไปตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีเหตุสมควรหรือไม่ ไม่ใช่จ้องกดดันเกษตรกรเช่นนี้
ในทางกลับกันภาครัฐเองควรใช้โอกาสนี้ ในการสนับสนุนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงได้มีโอกาสในอาชีพบ้าง ควรปล่อยให้ราคามีการปรับเปลี่ยนไปตามกลไกตลาด ตามแต่ดีมานด์-ซัพพลายที่เกิดขึ้นจริง เพราะปัจจัยข้อนี้มีส่วนทำให้เกษตรกรที่เพิ่งจะผ่านภาวะขาดทุนมาแบบบัวปริ่มน้ำ พอมีรายได้เพิ่มแค่ช่วงสั้นๆ นำไปใช้หนี้ก้อนเดิมของปีที่ผ่านมาได้บ้าง และช่วยให้ยังสามารถเดินหน้าอาชีพนี้ต่อได้ ยิ่งปัจจุบัน มีสถานการณ์ของโรค ASF เข้ามาเกี่ยวข้องเพราะหลายประเทศในภูมิภาคนี้กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน ส่งผลให้หมูขาดแคลน ขณะที่ไทยเป็นประเทศเดียวที่ป้องกัน ASF ได้ ทำให้เป็นที่ต้องการของหลายประเทศ จึงนับเป็นโอกาสทองของไทยด้วยซ้ำ
หากแต่ข่าวสารที่ภาครัฐปล่อยออกมา กลับเป็นการปิดโอกาสเกษตรกรไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องห่วงโรค ASF จะทำหมูแพง กลัวคนไทยกินหมูกิโลละ 300 บาทเหมือนคนจีน หรือการเตรียมออกมาตรการควบคุมราคา และการห้ามส่งออกหมูทันที ถ้าหมูเป็นกับหมูหน้าเขียงราคาไม่เป็นไปตามที่กำหนดข้างต้น โดยหารู้ไม่ว่าเรื่องนี้กลายเป็นผลทางจิตวิทยา ทั้งต่อสถาบันการเงินที่ต้องคิดหนักหากจะปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกร เพราะไม่มั่นใจว่าจะสามารถผ่อนชำระเงินกู้ได้หรือไม่ ขณะที่คนเลี้ยงหมูก็เกิดความกังวลและไม่แน่ใจว่าจะสู้ต่อได้ไหม จนหลายคนตัดสินใจออกจากวงการเลี้ยงหมูไปแล้ว
นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมด้วยว่า ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย สามารถเลือกทานเนื้อสัตว์ชนิดใดก็ได้ตามต้องการ ทั้งไก่ ไข่ ปลา ฯลฯ เพื่อทดแทนการบริโภคเนื้อหมู แต่เกษตรกรมีเพียงการเลี้ยงหมูอาชีพเดียวที่เลี้ยงตัวเอง ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าเกษตรกรก็คือผู้บริโภคคนหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นหากภาครัฐยังยืนยันที่จะปกป้องผู้บริโภค ก็จำเป็นต้องไตร่ตรองให้รอบด้าน ถ้าเกษตรกรเหล่านี้ต้องถูกควบคุมราคาอย่างไม่เป็นธรรม จะมีเหลืออะไรมาเลี้ยงชีพได้อีก
วันนี้สิ่งที่เกษตรกรอยากขอก็คงเป็น “ความเข้าใจ” ถ้ารู้สึกว่าราคาสินค้าแพงไป ก็หันไปทานอย่างอื่นทดแทน เท่านี้กลไกตลาดก็จะทำงาน ราคาก็จะลดลงเอง โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเข้ามากดดันแต่อย่างใด ถึงบรรทัดนี้คงต้องขอเรียกร้องให้หยุดความคิดที่ว่า สินค้าเกษตรแพงไม่ได้เสียที
กระบองเพชร

'ธนกร'ลุยหาเสียงสงขลา โวคะแนนนิยม ภท.พื้นที่ 14 จังหวัดใต้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
'หมอวรงค์'ให้คำมั่นทหารแนวหน้า เป็นสส.จะสนับสนุนกองทัพปกป้องอธิปไตย
ประวัติศาสตร์! 'วิว'โค่นมือ1โลกซิวแชมป์เวิลด์ทัวร์1000หนแรก
เดือดทั่วสหรัฐฯ! ประท้วงใหญ่ปมเจ้าหน้าที่ ICE ยิงหญิงดับ
‘เท้ง’ประกาศจุดยืน พอกันทีกับคำว่า‘เลือกใครไปก็เหมือนกัน’

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี