วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569
ข่าวของโฮปเวลล์ หรือโครงการระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร ได้กลับมาปรากฏบนสื่ออีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2565 ศาลปกครองกลางได้อ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 81-83/2565 ที่มีมติกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น กรณีให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จ่ายค่าชดเชยค่าตอบแทนตามสัญญาสัมปทานให้บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย)จำนวน 24,000 ล้านบาท เป็นให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำขอของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)
ย้อนไปปี พ.ศ.2533 ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่มีนายมนตรี พงษ์พานิช เป็น รมว.คมนาคม ได้เปิดประมูลโครงการถนนและทางรถไฟยกระดับในเขตกรุงเทพฯและผู้ชนะการประมูลคือ บริษัท โฮปเวลล์โฮลดิ้ง สัญชาติฮ่องกงระยะเวลาสัมปทาน 33 ปี โครงการก่อสร้างประกอบด้วยโครงสร้างยกระดับทางรถไฟขึ้นไปเหนือผิวการจราจร เพื่อลดจุดตัดกับทางรถยนต์ (Grade Crossing) และลดปัญหาการให้รถยนต์ต้องหยุดรอรถไฟ รวมเป็นระยะทาง 60 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 8 ปี ผลตอบแทนรายปีรวม 30 ปี เป็นเงิน 53,810 ล้านบาท
หลังจากก่อสร้างได้ 7 ปี ตามแผนควรได้ร้อยละ 89.75 แต่กลับได้แค่ร้อยละ 13.77 ทำให้มีข้อพิพาทเกิดขึ้น บจ.โฮปเวลล์ อ้างว่าที่ช้า เพราะร.ฟ.ท.ไม่ส่งมอบที่ดินให้ได้ตามข้อตกลง กระทรวงคมนาคมจึงได้บอกเลิกสัญญาสัมปทานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2541 ให้ถือว่าโครงการทุกอย่างที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างที่ยังไม่แล้วเสร็จ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของร.ฟ.ท. ต่อมา บจ.โฮปเวลล์ ได้ร้องต่ออนุญาโตตุลาการให้กระทรวงคมนาคม และร.ฟ.ท. รับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการบอกเลิกสัญญาสัมปทาน จำนวน 56,000 ล้านบาท ในขณะที่ร.ฟ.ท. เรียกร้องค่าเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากโครงการเป็นเงินกว่า 200,000 ล้านบาท
ในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดให้กระทรวงคมนาคม และร.ฟ.ท. คืนเงินชดเชยให้แก่ บจ.โฮปเวลล์เป็นเงิน 11,888 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีจากการบอกเลิกสัญญาไม่เป็นธรรม กระทรวงคมนาคมและร.ฟ.ท.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และเมื่อ 13 มีนาคม พ.ศ. 2557 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งหมายความว่า กระทรวงคมนาคม และร.ฟ.ท. เป็นฝ่ายชนะคดี ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ บจ.โฮปเวลล์
บจ.โฮปเวลล์ จึงได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่สั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งต่อมา เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายืนตามคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งหมายความว่า บจ.โฮปเวลล์ เป็นฝ่ายชนะ
จนเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ร.ฟ.ท. ยื่นเสนอคณะรัฐมนตรีงดจ่ายค่าชดเชยค่าโง่และประสงค์สู้คดีต่อ และเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563ศาลปกครองสูงสุดไม่รับพิจารณาคดีโฮปเวลล์ใหม่ เพราะไม่เข้าเกณฑ์ที่จะขอพิจารณาคดีใหม่ได้
วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 กระทรวงคมนาคม และร.ฟ.ท. จึงยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มติศาลปกครองสูงสุดครั้งที่ 18/2545 วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545ว่าถูกกฎหมายหรือไม่ เกี่ยวกับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครองที่กำหนดให้นับอายุความฟ้องคดีปกครองตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2544 มาใช้อ้างอิงในคดีสัญญาสัมปทานโครงการโฮปเวลล์ เข้าข่ายเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2564 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ว่าศาลปกครองสูงสุดนับอายุความคดีโฮปเวลล์ผิดกฎหมาย คือ นับจากวันที่ศาลปกครองเปิดทำการ ซึ่งความเป็นจริงควรนับจากวันที่ “รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี”
ทั้งศาลรัฐธรรมนูญยังวินิจฉัยอีกว่า มติที่ศาลปกครองสูงสุดนำมาที่ใช้อ้างอิงในการพิจารณาคดีนั้นไม่ได้ส่งให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบและไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงนำมาบังคับใช้ไม่ได้
เมื่อกระทรวงคมนาคม และร.ฟ.ท. ได้รับคำวินิจฉัยฉบับสมบูรณ์ ที่ถือเป็นหลักฐานข้อมูลใหม่ ได้นำไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอรื้อฟื้นคดีจ่ายค่าเสียหายโฮปเวลล์ จนที่สุดศาลปกครองสูงสุด โดยมติที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2565 มีคำสั่งให้ศาลปกครองชั้นต้นรับคำร้องของกระทรวงคมนาคมและร.ฟ.ท. ที่ขอให้หยิบคดีนี้มารื้อฟื้นใหม่
การเดินหน้าต่อไปของร.ฟ.ท. คงจะต้องหยิบยกประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องของ อายุความหรือการนับระยะเวลาการฟ้องคดีตั้งแต่วันที่รู้ หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีมาเป็นข้อต่อสู้ รวมถึงประเด็นมติคณะรัฐมนตรี และวัตถุประสงค์ของบริษัท โฮปเวลล์มีความชอบด้วยกฎหมายเพียงใด
คงไม่ใช่แต่กระทรวงคมนาคมและร.ฟ.ท.ที่ยินดีกับคำสั่งนี้ แต่ยังถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนคนไทยด้วย เพราะหากต้องจ่ายเงินค่าเสียหายจำนวน 24,000 ล้านบาท เงินจำนวนนี้ไม่ได้มาจากไหน แต่เป็นเงินภาษีของประชาชนนั่นเอง หากไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนนี้รัฐบาลย่อมสามารถนำเงินนี้ไปพัฒนาในเรื่องอื่นๆ คืนความสุขให้ประชาชน ในยุคข้าวยากหมากแพง ทั้งต้องเผชิญกับโควิด-19
คดี “ค่าโง่โฮปเวลล์” มหากาพย์ที่มีหลายตอนหลายภาค คงต้องติดตามกันไปอีกในชั้นศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครองสูงสุด

พายุฤดูร้อน-ลูกเห็บ ถล่มอ่วม 2 อำเภอนครพนม แผงลอยตลาด-หลังคาบ้านปลิวว่อน
โลกฝากความหวังปักกิ่ง! ณัฏฐ์ มงคลนาวิน เจาะลึกสงครามอิหร่าน-ยุทธศาสตร์ทางเลือกที่สาม
โพลเปิดผลสำรวจ ‘จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร’ เห็นด้วยโทษขับรถประมาท จี้ลดค่าปรับขับเร็ว
พายุฤดูร้อนถล่มหนักสุรินทร์ หลังคาโรงเรียนเปิดเปิงพังเสียหาย
ทรัมป์-อิหร่าน ไร้สัจจะ เทพไท อัดยับ! ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี