วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เคจีไอ(ประเทศไทย)วิเคราะห์หุ้นบริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง หรือ SNNP ผู้ผลิตสินค้า F&B ซึ่งมีสถานะทางการตลาดแข็งแกร่งในกลุ่ม mass market มีแบรนด์สินค้าของตัวเองบริหารจัดการช่องทางการจัดจำหน่ายได้ดี ขายผ่านช่องทาง MT 57% และผ่าน TT 47% ทำให้บริหารจัดการมาร์จิ้นได้ โครงสร้างยอดขายแบ่งเป็น 1) เครื่องดื่ม 45% และ ขนมขบเคี้ยว 55% 2) ยอดขายในประเทศ 80% และส่งออก 20% SNNP เป็นบริษัทแรกที่เริ่มผลิตเครื่องดื่ม jelly drink โดยใช้แบรนด์ “Jele” ทำให้มีส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุด ธุรกิจขนมขบเคี้ยว “Bento” เป็นแบรนด์ที่ติดหนึ่งในห้าแบรนด์ขนมขบเคี้ยวสำหรับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ แบรนด์เครื่องดื่มตามฤดูกาลในเอเชีย “Magic Farm” ยังครองส่วนแบ่งตลาดหลักทั้งในช่องทาง MT และ TT
ธุรกิจในประเทศ (80% ของรายได้รวม) กำลังฟื้นตัวขึ้นเนื่องจากอุปสงค์ pent-up demand หลัง COVID หนุนให้รายได้โตถึงสองหลัก QTD (จาก +7% YoY ใน 1Q65 และ 8% ในปี 2564) และยังได้แรงหนุนจากการวางจำหน่ายสินค้าใหม่ รวมถึงการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวต่างชาติสินค้าใหม่ที่วางจำหน่ายได้แก่ 1) เครื่องดื่มผสมกัญชาภายใต้แบรนด์ “Magic Farm” 2) “Jele” รสใหม่ 3) ขนมขบเคี้ยวรสใหม่ ซึ่งสินค้าใหม่ทุกรายการได้รับการตอบรับจากตลาด ท่ามกลางการปรับขึ้นราคาขายปลีกเพื่อสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้น เราคาดว่าจะทำให้บริษัทบริหารจัดการ margin ได้ในช่วงที่เผชิญแรงกดดันจากการที่ราคาต้นทุนวัตถุดิบหลักสูงขึ้น
ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายธุรกิจในต่างประเทศ (20% ของรายได้) ส่งออกสินค้าจากประเทศไทยไปยังกลุ่มประเทศ CLMV เป็นหลัก (72% ของธุรกิจส่งออก หรือ 15% ของรายได้รวม) การส่งออกกำลังเติบโตเร็วขึ้นเนื่องจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจในปี 2565 และคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นในปี 2566 จากการเริ่มเปิดโรงงานผลิตแห่งใหม่ในเวียดนาม และกัมพูชาใน 2H65 ซึ่งโรงงานใหม่ในทั้งสองประเทศจะช่วยให้ขยายธุรกิจในต่างประเทศได้เร็วขึ้นเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบจะถูกลง 15-18% จะทำให้เพิ่มการจัดแคมเปญการตลาดเพื่อสร้างการเติบโตได้ ซึ่งบริษัทรายได้ส่งออกเติบโตแข็งแกร่งที่ประมาณ +20% QoQ และ +50% YoY ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม เวียดนามจะเป็นตลาดหลักที่บริษัทให้ความสำคัญ ทั้งนี้ SNNP ลงทุนไป 20 ล้านดอลลาร์ ในการสร้างโรงงานใหม่ที่เวียดนาม และลงทุนในโรงงานกัมพูชาเพื่อเพิ่มรายได้จากกัมพูชา จากการขยายกำลังผลิตส่วนนี้จะทำให้ตลาดส่งออกเติบโตจากปัจจุบันที่มียอดขาย 800-900 ล้านบาทต่อปี เป็นประมาณ 3 พันล้านบาทต่อปี
บริษัทมีโอกาสจะเพิ่ม margin ได้จากการขายธุรกิจในต่างประเทศ ถึงแม้ว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ต้นทุนการผลิต และต้นทุน logistic สูงขึ้น แต่การปรับขึ้นราคาขายปลีกของสินค้าบางรายการจะช่วยให้รักษาสมดุลของมาร์จิ้น เอาไว้ได้ในระยะสั้น เรามองว่า margin จะดีขึ้นในระยะยาวจากการเปิดโรงงานผลิตใหม่ในเวียดนามจะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง โดยคาดว่า margin จะเริ่มดีขึ้นในปลายปี 2565-2566 เป็นต้นไป
ปัจจัยเสี่ยงจากแรงกดดันทางด้าน Margin, ผลขาดทุนจากธุรกิจการจัดจำหน่าย, การเกิดข้อพิพาทของธุรกิจครอบครัว
ที่มา : บล.เคจีไอ (ประเทศไทย)

ปรีวิว-ฟันธง!เรือใบต้องชนะบุกรังทอฟฟี่
รมว.ยุติธรรม เผยไทม์ไลน์ ‘ทักษิณ’ ออกคุก กระบวนการเรียบร้อยดี ยันต้องติดกำไร EM
ช่อง 7HD ยกระดับแนวคิด คนปรับ โลกเปลี่ยน ชวนคนไทยมุ่งสร้างสังคมยั่งยืนในทุกมิติ เริ่มที่ตัวเรา
อนุทิน อุบตอบ ครม.พรุ่งนี้ พิจารณาค่าไฟฟ้า สั่งตั้งกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน
ผู้นำไต้หวัน เยือน เอสวาตินี พันธมิตรหนึ่งเดียวในทวีปแอฟริกา สู้แรงกดดันมหาอำนาจจีน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี