วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
หากเรานึกย้อนไป คงจะจำกันได้ว่านโยบายเปิดรับนักท่องเที่ยวของไทยเริ่มประกาศเป็นทางการเมื่อประมาณวันที่ 11 ตุลาคม 2564 โดยท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แถลงด้วยตนเอง (หลังจาก ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) (ประกาศเมื่อประมาณวันที่ 23 กันยายน 2565) มีมติให้ยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั่วประเทศและยุบ ศบค. ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2565 เป็นต้นไป)
บรรดาภาคธุรกิจเอกชน ประชาชนทั่วไป รวมถึงภาครัฐ ล้วนรอกำหนดวันที่ชาวต่างแดนจะกลับมาเยือน ซึ่งจะยกระดับให้เศรษฐกิจของประเทศกลับคืนมาดั่งเดิม ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ผ่อนคลายและอยู่ในความควบคุมของหน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐบาล
มาตรการเดิมที่กำหนดไว้กล่าวโดยย่อๆ ที่สำคัญมี 6 ประการคือ 1) ผู้เดินทางต้องรับวัคซีนโควิดอย่างน้อย 2 เข็ม 2) ผู้โดยสารที่มาจากประเทศที่มีมาตรการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ติดโควิดเดินทางกลับเข้าประเทศจะต้องมีประกันสุขภาพวงเงินไม่น้อยกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ 3) สายการบินต้องตรวจสอบเอกสารตามที่กำหนด หากผู้โดยสารไม่สามารถแสดงเอกสารตามกำหนดนี้ได้ ผู้โดยสารดังกล่าว อาจจะถูกทำการตรวจการติดเชื้อณ จุดขาเข้า 4) หากมีอาการทางเดินหายใจให้เลื่อนการเดินทาง 5) แนะนำให้ผู้เดินทางป้องกันตนเองตลอดระยะเวลาที่อยู่ในประเทศ เช่น สวมหน้ากากเมื่ออยู่ในพื้นที่สาธารณะ/ขนส่งสาธารณะ ล้างมือบ่อยๆ และ 6) ในขณะเข้ามาแล้ว หากมีอาการทางเดินหายใจ ให้ตรวจคัดกรองด้วย ATK และหากมีอาการป่วยรุนแรงขึ้นให้ไปตรวจรักษาที่สถานพยาบาล แนะนำให้พักในโรงแรม SHA+ สำหรับผู้ต้องการทำ RT-PCRก่อนเดินทางกลับประเทศ ((SHA+) หมายถึงโรงแรมหรือที่พัก ที่ผ่านมาตรฐานการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย โดยมีเงื่อนไขว่าโรงแรมที่พักนั้นๆจะต้องได้รับมาตรฐาน SHA+ ยินยอมรับนักท่องเที่ยวในมาตรการ Test & Go และมีสัญญากับโรงพยาบาลคู่ปฏิบัติการ พร้อมยานพาหนะในการรับส่ง)
“ผู้เดินทางต้องรับวัคซีนโควิดอย่างน้อย 2 เข็ม และการซื้อประกันสุขภาพครอบคลุมการรักษาโควิด” ข้อกำหนด 2 ข้อที่ว่านี้ แม้จะเป็นเพียงแนวปฏิบัติ ที่ไม่ชัดเจนเคร่งครัดมากนัก แต่เป็นแนวปฏิบัติที่สร้างความกังวลใจให้แก่นักท่องเที่ยวแต่ละประเทศรวมถึงภาคธุรกิจภายในประเทศของไทย เพราะดูราวกับจะเป็นการกลับมากระชับมาตรการให้เข้มข้นอีกระดับ หลังจากประเทศไทยได้ปลดล็อกและผ่อนคลายมาตรการทุกอย่างไปแล้ว เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ที่ประกาศยกเลิกการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 (เอกสารรับรองการได้รับวัคซีน และผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศไทย) และแถลงการณ์ที่ชัดเจนโดยท่านนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ทำให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ(ธุรกิจท่องเที่ยว) ของไทยต่างพยายามส่งสัญญาณขอความชัดเจนจากรัฐบาลอยู่เนืองๆ
บรรดาสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก ต่างลงทุนปรับปรุงภาพลักษณ์ให้เป็นที่ดึงดูดขึ้น ภัตตาคาร ร้านรวงต่างสั่งจองสต๊อกสินค้าไว้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันที่ 9 มกราคม 2566 อันเป็นวันแรกที่เพื่อนต่างชาติของเราจะมาเยือนราว 60,000 คน จากข้อมูลการจองเที่ยวบินที่พัก ทุกฝ่ายต่างเฝ้ารอ โดยเพื่อนต่างชาติชุดแรกของเรานี้ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน (เปิดประเทศอย่างเป็นทางการเมื่อ 8 มกราคม 2566) (ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมนี บางส่วน) ท่ามกลางกระแสข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ภายในประเทศจีนที่เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
จนเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2566 ได้มีการแถลงการณ์ “หลักการยึดหลักเท่าเทียมทุกชาติไม่เลือกปฏิบัติ”ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรป และประเทศจีนจะต้องมีใบรับรองฉีดวัคซีน 2 เข็ม หรือใบรับรองว่า หายจากโควิดภายใน 6 เดือน และมีประกันสุขภาพ อาจเป็นเพราะความกังวลตามกระแสข่าวการระบาดหนักของเชื้อไวรัสที่เกิดขึ้นในประเทศจีน จนต้องออก “กฎ” ให้มีผลบังคับใช้ในวันถัดมา (ประกาศข้อกำหนดในการเข้าประเทศไทย สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ ของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.(CAAT)) (ประกาศนักบิน NOTAM : Notice to Airmen) ซึ่งปรากฏมาตรการ 2 ข้อดังกล่าวนี้ชัดเจน โดยระบุให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2566 เป็นต้น)
ข่าวนี้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั้งวงการ เพราะนักท่องเที่ยวจากยุโรปหลายประเทศที่ได้จองตั๋วเครื่องบินและรายการท่องเที่ยวที่จะมาประเทศไทย จัดเตรียมตามข้อกำหนดใหม่ของประเทศไทยในขณะนั้นไม่ทัน ต้องยกเลิกการเดินทางมาประเทศไทยอย่างกะทันหันซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจและรายได้ของประเทศไทยทันทีอย่างน่าเสียดาย
ในที่สุดเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2566 รัฐบาลได้ประกาศยกเลิกมาตรการควบคุมโควิดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่จะเดินทางเข้าประเทศ ให้เท่าเทียมกันทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศแถบยุโรป หรือประเทศจีน
มาตรการดังกล่าวกลายเป็นเพียงแค่ข้อแนะนำทางด้านสาธารณสุข ที่ไม่ถือเป็นข้อบังคับอีกต่อไป
การเปลี่ยนนโยบายแบบเปลี่ยนแปลงกะทันหันจากหน้ามือเป็นหลังมือของรัฐบาล ถือเป็นเรื่องดีที่ทันต่อสถานการณ์ นับว่าเป็นเรื่องที่น่าชมเชย
แต่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า วิธีการทำงานของรัฐบาลและคนไทย จะไม่ปรึกษาหารือ เพื่อหาแนวทางร่วมกันที่ชัดเจนกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้ชัดเจน ก่อนที่จะกำหนดเป็นนโยบาย
เหมือนต่างคนต่างทำ พอเกิดปัญหา จึงแก้ปัญหาไม่ใช่เป็นการกำหนดกฎเกณฑ์ข้อบังคับซึ่งเป็นนโยบายที่เป็นการแก้ปัญหาในอนาคตล่วงหน้าตั้งแต่แรก
แม้รัฐบาลจะแก้นโยบายเรื่องมาตรการโควิดสำหรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยได้ทันเวลา แต่นับได้ว่า เป็นเรื่องที่เฉียดฉิวมาก และไม่ควรให้เกิดซ้ำขึ้นอีก

ชื่นมื่นวาเลนไทน์ 12 คู่รัก จดทะเบียนสมรสบน 'หินสามวาฬ' นักวิ่งกว่า 1,000 คน
ช็อกวงการ ต่อ KPN เสียชีวิตกะทันหัน หลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี
ชาวบ้านกะเบอะดินเฮ ศาลปกครองสูงสุดสั่งระงับเหมืองแร่ถ่านหิน
ไอติม โต้แหลก แก้วตา ปม พรรคประชาชน จ้างบริษัททำ IO
เปิดพิกัดหวานชื่น วาเลนไทน์นี้ ที่ไหนบ้าง คู่รักจูงมือจดทะเบียนสมรส

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี