วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ยังพอลงทุนได้อีกหรือเปล่า???...เมื่อมีหลายปัจจัยหนุนราคาทองคำยังวิ่งไม่หยุด
** ตลอด 2 ปีมานี้ราคาทองคำราคาพุ่งทำนิวไฮต่อเนื่อง จนถึงวันนี้และตลอดทั้งเดือนตุลาคม ตลาดทองคำก็ยังคาดการณ์ว่าราคาก็ยังขยับขึ้นต่อไปอีก จากแรงหนุนความคาดหวังที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)จะลดดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือนตุลาคม หลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯยังซบเซา ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับใกล้เคียงกับคาดการณ์ จึงมีการให้กรอบราคาทองคำ 3,900-4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์
นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ประเมินว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ จากความคาดหวังที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมประจำวันที่ 28-29 ตุลาคมนี้ เนื่องจากการจ้างงานสหรัฐฯยังคงซบเซา โดยเจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% รวม 0.50% ภายสิ้นปีนี้ พร้อมกับส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 1 ครั้ง ในปี 2569 และลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% จำนวน 1 ครั้ง ในปี 2570 ขณะที่เงินเฟ้อใกล้เคียงกับคาดการณ์ และยังได้แรงหนุนเพิ่มเติมในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยทางธนาคารกลางของประเทศในกลุ่ม BRIC โดยเฉพาะจีน เดินหน้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องเพื่อกระจายความเสี่ยงในระบบทุนสำรอง ลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า การส่งออกทองคำจากสวิตเซอร์แลนด์ไปยังจีนในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นถึง 254% เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม สะท้อนแนวโน้มการสะสมทองคำที่ยังคงดำเนินต่อไป
ทั้งนี้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ได้เริ่มปิดการดำเนินงาน หรือ ชัตดาวน์ อย่างเป็นทางการแล้วในวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งจะเป็นการปิดหน่วยงานรัฐบาลครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี และครั้งที่ 3 ภายใต้การบริหารของ ประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้นักลงทุนเข้าถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และส่งผลกระทบต่อตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อาทิ ตัวเลขการจ้างงาน ตัวเลขเงินเฟ้อที่จะประกาศในช่วงกลางเดือนนี้ ไม่สามารถประกาศได้ ทำให้แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดมีความไม่แน่นอน
ส่วนสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้า ยังมีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจีนประกาศเก็บภาษีเพิ่มเติมสำหรับเส้นใยแก้วนำแสงที่นำเข้าจากสหรัฐฯ หลังการสอบสวนพบว่าบริษัทสหรัฐฯพยายามเลี่ยงมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด สร้างความกังวลต่อนักลงทุนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ และยังเรียกร้องให้สหภาพยุโรป (EU) เก็บภาษีศุลกากรจากอินเดียและจีนในอัตราสูงสุดถึง 100% เพื่อตอบโต้การที่ทั้งสองประเทศยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ขณะเดียวกัน EU เตรียมมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียรอบที่ 19 พร้อมเพิ่มความช่วยเหลือแก่ยูเครน โดยทรัมป์ยังโพสต์ข้อความใน Truth Social ระบุเหตุผลที่สหรัฐฯตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 50% ต่ออินเดีย เนื่องจากถูกเอาเปรียบมาโดยตลอด และประกาศเตรียมเรียกเก็บภาษีศุลกากร 100% จากยาที่มีแบรนด์หรือสิทธิบัตร โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ยกเว้นบริษัทที่ตั้งโรงงานผลิตในสหรัฐฯ
นอกจากนี้ความไม่แน่นอนของสงครามการค้ารอบใหม่ และความไม่แน่นอนของปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งผู้นำรัสเซีย กล่าวว่า รัสเซียไม่เคยคัดค้านการที่ยูเครนจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ EU และเขาคิดว่ายังคงเป็นไปได้ที่จะหาฉันทามติในประเด็นการรับประกันความมั่นคงของรัสเซียและยูเครน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวถือเป็นปัจจัยหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
อย่างไรก็ตามราคาทองคำยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 3 ปี 2568 ปรับขึ้นแล้วกว่า 16% ส่งผลให้นักวิเคราะห์เตือนนักลงทุนให้ระวังแรงขายทำกำไรในระยะสั้น ดังนั้นคาดการณ์แนวโน้มราคาทองคำในเดือนตุลาคมนี้จะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 3,900-4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ โดยหากราคาหลุดแนวรับที่ระดับล่างของกรอบดังกล่าว นักลงทุนควรชะลอการลงทุนเพื่อประเมินสถานการณ์อีกครั้ง
ขณะที่ นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ราคาทองคำปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ที่ระดับ 3,977.34 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ ในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 (เวลา11.00 น.) เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนใหม่เข้ามา ทั้งกรณีการชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลให้การเผยแพร่รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันศุกร์นี้เลื่อนออกไป ซึ่งจะเพิ่มความไม่แน่นอนต่อทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของเฟด ที่ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ภายในสิ้นเดือนนี้ นอกจากนี้ยังได้รับแรงสนับสนุนจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามในยุโรปตะวันออก หรือความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความกังวลว่าความเสี่ยงจะบานปลาย ซึ่งมักจะผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงธนาคารกลางทั่วโลกยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังมีแรงซื้อจากนักลงทุนรายย่อยผ่านกองทุน ETF ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากสุดในรอบกว่า 3 ปี และยังมีทิศทางขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังได้รับปัจจัยหนุนจากการเผชิญวิกฤตทางการเมืองของฝรั่งเศส หลังนายกรัฐมนตรีคนใหม่ลาออกภายในระยะเวลาเพียง 14 ชั่วโมง หลังจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ส่งผลให้ดัชนี CAC-40 ของฝรั่งเศสร่วงลงมากที่สุดในรอบ 6 สัปดาห์ รวมถึงให้ดัชนี Stoxx 600 ของภูมิภาคยุโรปติดลบ ขณะเดียวกันทองคำมีปัจจัยบวกใหม่จากฝั่งเอเชียเพิ่มเข้ามาจากกรณีที่พรรคเสรีประชาธิปไตย ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้เลือก ซานาเอะ ทาคาอิจิ สมาชิกสภานิติบัญญัติสายอนุรักษ์นิยม ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศ โดยทาคาอิจิถูกมองว่าเป็นผู้นำที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และได้ส่งสัญญาณการชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป จึงเป็นบวกต่อทองคำ
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนทองคำในช่วงนี้ YLG มองว่าราคาทองคำมีโอกาสเคลื่อนไหวในทิศทางบวกได้ต่อเนื่อง มองเป้าหมาย 4,000 และ 4,435 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ตามลำดับ ส่วนราคาทองคำในประเทศมีทิศทางเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับทองคำในตลาดโลก โดยมองเป้าทองไทยที่ 61,600-68,000 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณจากค่าเงินบาทระดับ 32.46 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)
** กระบองเพชร **
++++++++++++++++++++++

บิ๊กเกรียง เปิดเสวนาถอดบทเรียน 22 ปีจังหวัดชายแดนใต้ ลั่นสันติสุขเกิดแน่ หากทุกฝ่ายร่วมมือ
ศุภจี เผย พาณิชย์ บุกมาตรการเชิงรุก สกัดบัญชีม้านิติบุคคล
ปรับทัพครั้งใหญ่! Meta ทยอยปลดพนักงาน 8,000 คนทั่วโลก
ปฏิรูประบบราชการไทย! รัดเกล้า ดัน พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ขจัดต้นตอคอร์รัปชัน
สุริยะใส หนุนรัฐบาล เปลี่ยน ฟรีวีซ่า สู่ Smart Visa ย้ำไทยต้องเปิดประเทศแบบอัจฉริยะ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี