สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลียังคงระอุยิ่งกว่าการนั่งปิ้งย่างเหนือเตาเนื้ออย่างเกาหลี ไม่ว่าบิงชูชามเท่าสนามฟุตบอลก็ดูเหมือนจะดับร้อนไม่ได้อาตี๋คิมเด็กแว้นซ์ยังยักไหล่ไม่ยี่หระพลางขัดจรวดมั่งหรือไม่ก็นั่งล้างปืนอยู่หน้าบ้านหลังเล็กๆ ที่เถ้าแก่คิม ผู้เป็นพ่อทิ้งไว้ให้พร้อมจดหมายแนบฝาบ้านมากับพินัยกรรมว่าให้หมั่นเอาปืนของเตี่ยออกมาขัดล้างและซ้อมยิงบ่อยๆเพราะห่วงว่าฝรั่งมังฆ้องจะมาตีหัวเข้าบ้านรุกรานเอาง่ายๆเหมือนที่เคยไปปล้นบ้านแขกแถวอิรัก ซีเรีย และลิเบีย ถึงปืนจะเก่าไปนิดแต่ก็ใช้ขว้างหัวคนแตกได้ส่วนเพื่อนบ้านคือเถ้าแก่สีก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสียเรื่องเสียงหนวกหูของอาตี๋คิม คิดเสียว่าเสียงประทัดตรุษจีนแล้วหันไปแบ่งรับแบ่งสู้กับฝรั่งมะริกันที่ชอบมาวอแวบีบคอคาดคั้นให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ตามใจตัวเองแบบไม่เกรงใจคนผิวเหลืองที่จะว่าไปแล้วก็เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของตัวเองแท้ๆ
ส่วนเกาหลีใต้ก็ดันไปชักศึกเข้าบ้านตัวเองด้วยการเอาระบบTHAAD เข้ามาติดตั้งหลังบ้าน ซึ่งดูแล้วไม่เป็นผลดีกับตัวเองเลยเพราะเหมือนเปิดศึกกับทั้งเถ้าแก่สีและสหายปูติน ผู้เป็นเพื่อนบ้านแต่ก็น่าเห็นใจเพราะเกาหลีใต้เองจำเป็นต้องยอมตัวเป็นลูกหาบให้ลุงแซมเช่นเดียวกับญี่ปุ่น งานนี้เกาหลีใต้ซวยทั้งขึ้นทั้งล่องเพราะชาวเกาหลีใต้ลุกมาคัดค้านระบบ THAAD กันทั้งประเทศไม่แน่ใจว่าต้องจ่ายเงินเป็นค่ารักษาอุปกรณ์หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆคือชักสงครามเข้ามาในบ้านตัวเองชัดๆเพราะเกาหลีเหนือนี่ล่อเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นทันทีอยู่แล้ว ถ้าถูกลุงแซมกระทืบส่วนลุงแซมกระทืบไอ้เด็กแว้นซ์เสร็จก็ขี่เครื่องบินกลับไปนอนกินฮอทด็อกที่บ้านสบายใจเฉิบ
แถมลุงแซมเผยไต๋ออกมาแบบชัดแจ้งแดงแจ๋ว่า ไม่แคร์เกาหลีใต้เลย เอช. อาร์. แมคมาสเตอร์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการบาดเจ็บล้มตายมากมายในเกาหลีใต้ หากถูกเกาหลีเหนือโจมตี แมคมาสเตอร์กลับตอบว่า สิ่งที่ทรัมป์ใส่ใจเป็นอันดับแรกและมากที่สุดคือ การปกป้องพลเมืองอเมริกัน ฟังแบบนี้ลูกหาบอย่างเกาหลีใต้คงปากอ้าตาค้างกินเนื้อย่างเกาหลีฝืดคอไปหลายวัน
แม้จะได้ลูกหาบชั้นดีอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นแล้ว แต่ลุงแซมก็ยังไม่พอใจ เดินส่ายอาดๆ กระทืบตีนเข้ามาพลางกวาดสายตาไปทั่วแผ่นดินเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักของหมู่เฮาชาวสยามเพื่อหาลูกหาบให้แกวางตีนใช้เป็นฐานในการไปอัดอาตี๋คิม
เริ่มจากการเปิดสมุดโทรศัพท์โทรหาบรรดาผู้นำประเทศอาเซียน งานนี้ที่สีสันจัดกว่าใครก็ไม่ใช่ใครไหน แต่เป็นเฒ่าปากร้ายผู้นำฟิลิปปินส์ โรดริโก ดูเตอร์เตนั่นเอง คงจำกันได้ถึงความปากจัดด่าไม่เลือกหน้าของป๋าดูเตอร์เตที่จิกด่าโอบาม่าแบบจัดหนักว่า “ลูกกะหรี่” แล้วด่ารัวๆ ไม่เว้นแต่ละวันว่าลุงแซมนั้นมีอถือสาวกปากถือศีลเรื่องมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน ซ้ำขู่ว่าจะไม่ยอมร่วมมือใดๆ แบบผีไม่เผาเงาไม่เหยียบกับลุงแซมทิ้งท้ายรัฐบาลโอบาม่าจนกลายเป็นทอล์คออฟเดอะเวิร์ลมาแล้ว
ดูเหมือนว่าลุงแกกลายเป็นจิ้งจกเปลี่ยนสีทันที เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลในสมัยทรัมป์ คาดว่านกอินทรีโฉบปีกมาอาเซียนหนนี้จะบรรลัยไปทั้งย่านแน่ๆ เลยปรับสีหน้าจ๊ะจ๋ากับพี่ทรัมป์อย่างระรื่น เมื่อทรัมป์ต่อสายตรงหาจากนั้นก็คุยกันอย่างเป็นมิตร ตบท้ายด้วยป๋าทรัมป์ชวนผู้นำตากาล็อคไปเที่ยวทำเนียบขาว ท่ามกลางเสียงด่าขรมจากนักสิทธิมนุษยชนที่คัดค้านนโยบายสงครามยาเสพติดของผู้นำขาโหด ลุงซมได้ยินเสียงด่าก็หันไปค้อนสามตลบแล้วแถว่าไอไม่ได้มองข้ามเรื่องสิทธิมนุษยชนเว้ย แต่ภัยคุกคามหลายด้านที่เกาหลีเหนือเป็นต้นเหตุร้ายแรงเสียจนจำเป็นต้องขอความร่วมมือหลายๆ ประเทศ ยูโน๋วววว์
.jpg)
ดู๋ดี๋กับพี่ผินแล้วยังไม่หนำใจลุงแศม เลยหันมายิ้มหยาดเยิ้มใส่ผู้นำสิงคโปร์และนายกประยุทธ์ แถมโทรเข้ามือถือส่วนตัวของนายกตู่อีกต่างหาก สิงคโปร์คือศูนย์กลางธุรกิจและเป็นเมืองท่าสำคัญในภูมิภาคนี้ ส่วนไทยแลนด์ก็เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญเช่นกัน เพราะฉะนั้น ไอ้นกอินทรีหัวล้านมากเล่ห์จึงยอมกลืนน้ำลายตัวเองที่เคยด่าปาวๆ เอาไว้ว่า จะไม่ยอมคบค้าสมาคมกับประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยตามวิถีอเมริกันอย่างเด็ดขาด รีนซ์ พรีบัส ประธานเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวบอกโต้งๆ ถึงสาเหตุที่ทำให้ลุงแซมหันมายิ้มหวานใส่หมู่เฮาชาวอาเซียนนี่ก็เพราะเรื่องอาติ๋คิมเด็กแว้นซ์นั่นแหละ
“เราต้องการความร่วมมือในบางระดับจากชาติหุ้นส่วนต่างๆ ในภูมิภาคนี้ให้มากที่สุดเท่าที่เราสามารถหาได้ เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะเดินไปในแนวทางเดียวกัน ถ้าเกิดอะไรขึ้นในเกาหลีเหนือ เราต้องมีทุกๆ ชาติละแวกนั้นที่ความเห็นสอดคล้องต้องกัน คอยให้ความสนับสนุนแผนปฏิบัติการ จึงจำเป็นต้องนำเอาหุ้นส่วนต่างๆ ของเราในพื้นที่นั้นเข้ามาร่วมมือกัน”
สิ่งที่ทรัมป์ทำคือการระดมสร้างแนวร่วมพันธมิตรในภูมิภาคให้มากที่สุดในการต่อต้านเกาหลีเหนือ เห็นแบบนี้แล้วชัดหงุดงิดจนอยากจะตะโกนถามดังๆ ว่าแล้วใครล่ะเป็นคนก่อให้เกิดขึ้น หือ ลุงแซม
สรุปง่ายๆคือ พอจะใช้ประโยชน์ก็เห็นหัวขึ้นมาทันที ทั้งที่ก่อนหน้านั้นยังคำรามใส่ชาวสยามเมืองยิ้มอยู่ปาวๆ ด้วยข้อหาโกงอเมริกาเพราะค้าขายได้ดุล แถมบี้ให้ชี้แจงต่อลุงแซมแกด้วยว่าทำไมถึงดันได้เปรียบการค้าลุง
ลุงแซมหันมายิ้มหวานเจรจาเอาใจยังไม่พอ ดันจะลากบ้านเราไปร่วมสงครามโดยให้ยอมตัวเป็นลูกหาบลุงอีก นี่มันจะมากไปแล้วนะ ลุง เพราะเกิดรบกันขึ้นมาจริงๆ เด็กแว้นซ์อย่างที่คิมส่งจรวดมาถวายบ้านชาวบ้านทั้งนั้นแหละ แต่ไม่เดือดร้อนแผ่นดินมะริกันเลย เพราะลุงเล่นมารบไกลบ้านทุกหน ไม่ว่าจะเป็นสงครามครั้งไหนๆ
งานนี้ลุงแซมกลืนน้ำลายเน่าๆ ของตัวเองหลายอึกอย่างน่าแปลกใจ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวกับบรรดาเจ้าหน้าที่กระทรวงว่า จากนี้ไปอเมริกาจะไม่เน้นตอบโต้ปัญหาสิทธิมนุษยชนในบางประเทศมากเท่าแต่ก่อน แม้ค่านิยมเรื่องนี้จะยังคงเดิม แต่นโยบายนั้น “ปรับเปลี่ยนได้” แปลเป็นภาษาชาวบ้านคือ ลุงแซมสามารถกะล่อนและตลบแตลงได้ทุกครั้งที่พลิกลิ้นนั่นเอง เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองล้วนๆ
จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าหลังจากที่ทรัมป์หยอดยาหอมบรรดาผู้นำประเทศอาเซียนแล้ว เร็กซ์ ทิลเลอร์สันขอให้อาเซียนปฏิบัติตามมติคว่ำบาตรที่ยูเอ็นใช้ลงโทษเปียงยาง และแสดงจุดยืนที่เป็นหนึ่งเดียวต่อปัญหาเกาหลีเหนือ นั่นคือ ยอมก้มตัวเป็นฐานให้ลุงแซมเหยียบขึ้นไปถล่มอาตี๋คิมนั่นเอง
ลุงแซมคงกลัวไม่ขลัง เลยทั้งสั่งทั้งขู่ชาวโลกด้วยการเรียกร้องให้ทุกประเทศระงับหรือลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับเปียงยาง โดยให้เหตุผลว่าเกาหลีเหนือใช้อภิสิทธิ์ทางการทูตเหล่านี้สร้างรายได้อุดหนุนโครงการพัฒนาอาวุธ และยังเตือนว่าอเมริกาพร้อมที่จะลงโทษบริษัทต่างชาติหรือบุคคลใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับโสมแดง หากรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ยังคงเพิกเฉย นาทีนี้เกาหลีเหนือมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอาเซียนทุกประเทศ และมีสถานทูตอยู่ในภูมิภาคนี้ถึง 5 แห่งด้วยกัน แบบนี้เรียกว่า “เสือกเกิดพิกัด” แล้วนะ ยู มีสิทธิ์อะไรมาเที่ยวชี้หน้าข่มขู่ชาวบ้านชาวช่องแบบนี้
แต่ที่น่าหัวเราะที่สุดคือ ระหว่างที่ลุงแซมมาโอ้โลมอาเซียนแบบตบจูบๆ เพราะมีทั้งตบหัวแล้วลูบหลัง ทั้งอาตี๋คิมและพี่ทรัมป์ก็ยังไม่หยุดทดลองยิงจรวดเปรี้ยงปร้างกันเลย เดี๋ยวฝ่ายนั้นยิง เดี๋ยวฝ่ายนี้ยิง ข่มกันไปมาเหมือนหมาเห่าผ่านประตูรั้วบ้าน
นาทีนี้ไทยต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ อ่านประวัติศาสตร์มากๆ คิดถึง “สันดานอเมริกัน” ที่เคยเห็นมาประกอบการพิจารณา เอาใกล้ๆ ตัวนี่แหละ ครั้งสงครามเวียตนาม เรายอมให้อเมริกาเข้ามาใช้เป็นฐานทัพไปถล่มเพื่อนบ้านของเราเอง แต่พอถึงเวลาคับขัน มิตรประเทศที่แสนดีอย่างอเมริกาเปิดตูดเผ่นหนีไปก่อนใคร ปล่อยไทยโดดเดี่ยว ในเวลานั้นทั้งเวียตนามและเขมรแทบจะถลกหนังหัวเราให้ได้ โชคยังดีที่จีนมาช่วยรับหน้าให้
แต่การหันไปหาพญามังกรนั้นก็ใช่ว่าเป็นเรื่องดี ทั้งอาเซียนจำเป็นต้องอาศัยไอ้นกอินทรีหัวล้านมาคานอำนาจจีนอยู่ดีนั่นแหละ เพราะพญามังกรเองก็ไม่ได้เอื้ออาทรอะไรใครมากนัก ยังคงใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อแสวงหาประโยชน์จากอาเซียนทั้งทางตรงและทางอ้อม พี่ผินนั้นเล่นบทสองหน้า แต่ลึกๆ ก็ซูเอี๋ยวกับอาเฮียสี่ไว้แล้ว เช่นเดียวกับเขมรที่หมอบราบคาบแก้วต่อจีนโดนสิ้นเชิง ส่วนเวียตนามกับสิงคโปร์นั่งแกะถั่วปากอ้าแล้วโยนเข้าปากพลางจับตามองห่างๆ
ตอนนี้ขอร้องกันตรงๆ เลยว่าอย่าเอาประเทศเราไปเสี่ยง ลุงแซมหาเรื่องไปทั่วพอตัวเองจะไม่รอด ก็มาลากชาติอื่นไปร่วมยำตีนทริปเกาหลี ประเทศที่ชอบรบนอกบ้านตัวเองแล้วกระแดะมายืมประเทศอื่นเป็นฐานทัพ นี่ถือว่าเห็นแก่ตัวที่สุด เพราะถ้าเกิดสงครามจริง ประเทศที่ยอมเป็นลูกหาบเข้าร่วมทำสงครามอาจจะย่อยยับและเสียหายมากกว่าหลายร้อยเท่า ส่วนไอ้คนชวนนั้นบินกลับไปกินแฮมเบอร์เกอร์แกล้มโค้กสบายใจในบ้านตัวเองโน่น
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี