วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
.jpg)
โฉมหน้าอเมริกาปัจจุบันนี้คือผลผลิตจากสงครามกลางเมือง นับเป็นสงครามอันนองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกามีผู้บาดเจ็บล้มตายไม่น้อยกว่า 1,030,000 ราย หรือร้อยละสามของประชากรทั้งหมดทหารเสียชีวิต 620,000 นาย และพลเรือนเสียชีวิต 50,000 คน แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แท้จริงอาจสูงถึง 750,000 - 850,000 นาย ซึ่งจำนวนผู้เสียชีวิตในสงครามกลางเมืองนี้มากกว่าจำนวนทหารอเมริกันที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่สองถึงสองเท่า
สงครามกลางเมืองจบสิ้นลงท่ามกลางความสูญเสียของอเมริกันทั้งฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ รวมเวลาที่ทำสงครามกันสี่ปีเต็มจบลงด้วยการที่ฝ่ายเหนือเป็นฝ่ายชนะ จุดหักเหที่ทำให้กองทัพฝ่ายเหนือชนะกองทัพฝ่ายใต้คือศึกในสมรภูมิเก็ตตี้สเบิร์ก ที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ แวดล้อมด้วยหุบเขาในรัฐเพนซิลเวเนีย
การสู้รบในสมรภูมิเก็ตตี้สเบิร์กกินเวลาทั้งหมด 3 วันเต็ม การปะทะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม คศ 1863 จนถึงวันที่ 3 ซึ่งเป็นวันแตกหัก ถือเป็นการรบที่เป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของชาติ เป็นสมรภูมิที่นองเลือดที่สุดในอเมริกา
เก็ตตี้สเบิร์กจึงกลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยหยาดเลือด หยดน้ำตา และความตาย เต็มด้วยหลุมฝังศพทั้งเมือง บางครั้งไม่อาจระบุได้ว่าทหารที่ตายเป็นใครและฝ่ายไหน จึงขุดหลุมขนาดใหญ่แล้วเทซากศพทหารทั้งฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ลงฝังรวมกัน
ลองหลับตานึกภาพหลังสงครามในเก็ตตี้สเบิร์ก หลังจากกองทัพฝ่ายใต้เคลื่อนพลออกจากเมืองในคืนวันที่สี่ ซึ่งเกิดพายุฝนโหมกระหน่ำตลอดวันตลอดคืน ภาพที่ชาวเมืองเห็นในเช้าวันที่ 5 กรกฎาคมคือซากศพเกลื่อนเมือง ระเกะระกะทุกหนแห่ง
ศพทหารนั้นมีจำนวนถึงแปดพันศพ ยังไม่นับทหารบาดเจ็บนอนรอความตายในสนามรบ ซึ่งก็คือทุ่งข้าวสาลี สวน และอาณาบริเวณบ้านของชาวเมือง นอกจากศพทหารแล้วยังมีซากม้าอีก 3000 ซาก
ลองคิดดูสภาพศพและซากสัตว์มากกว่าหมื่นซาก ที่ถูกฝนชะมาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ ขณะที่ชาวเมืองมีประมาณ 2400 คนเวลานั้น ทั้งกลิ่นเหม็นและฝูงแมลงวันคงเป็นภาวะทำใจได้ยาก นอกจากต้องทนกับกลิ่นศพแล้ว ชิ้นส่วนมนุษย์กระจัดกระจายที่นั่นที่นี่เกลื่อนเมือง สร้างความสยดสยองให้ชาวเมืองไม่ใช่น้อย
ชาวเมืองเก็ตตี้สเบิร์กช่วยกันฝังศพทหารทั้งสองฝ่าย เรียกว่าเจอที่ไหนฝังที่นั่น หรือขุดหลุมใหญ่ๆ แล้วเทศพลงไปฝังในหลุมเดียวกัน ไม่แยกว่าเป็นทหารฝ่ายไหน ไม่สนใจสืบหาว่าศพเหล่านั้นเป็นศพใครมาจากหน่วยไหน การฝังศพเป็นไปอย่างลวกๆ เพราะปริมาณศพมากมายก่ายกอง ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะศพเหล่านั้นเริ่มเน่าเฟะ
กลิ่นซากศพไม่ได้ตลบอบอวลอยู่แค่ในเมืองเก็ตตี้สเบิร์กเท่านั้น หากยังส่งกลิ่นไปยังเมืองข้างเคียงอีกด้วย ทำให้ชาวเมืองเก็ตตี้สเบิร์กและเมืองข้างเคียงเจ็บไข้ได้ป่วยโดยถ้วนหน้ากัน ในส่วนของซากม้านั้น ชาวเมืองนำมาสุมรวมกันแล้วเผา กลิ่นเน่าน่าสะอิดสะเอียนและเสียงฉู่ฉี่ของเนื้อไหม้เหม็นตลบไปไกล ติดแน่นในจมูกและความรู้สึกของทุกคนที่ได้กลิ่น
นอกจากต้องทนกลิ่นศพแล้ว ปัญหาที่ตามมาอีกปัญหาหนึ่งคือ เรื่องอาหารการกิน จำนวนทหารบาดเจ็บมากมายจนไม่รู้ว่าจะหาอาหารมาให้ได้อย่างไร อีกทั้งแหล่งน้ำก็ปนเปื้อนได้ด้วยซากศพ จนดื่มแทบไม่ได้
บ้านทุกหลังในเก็ตตี้สเบิร์กแปรสภาพเป็นโรงพยาบาลแบบตามมีตามเกิด หากมีการสู้รบในเมืองใหญ่หรือตามสนามรบต่างๆ มักจะมีโรงพยาบาลรองรับ แต่กรณีเก็ตตี้สเบิร์กนั้น การรบเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด และไม่มีใครคิดว่าทหารทั้งสองฝ่ายจะมาประจัญหน้าและสู้รบกันในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ จึงไม่มีการเตรียมการแต่อย่างใด
ในเมืองเก็ตตี้สเบิร์กมีสุสานประจำเมืองอยู่แห่งหนึ่งในเวลานั้น นั่นคือเอเวอร์กรีน เซมิเทรี่ (Evergreen Cemetery) โดยก่อตั้งมาก่อนเกิดสงครามกลางเมือง คือในค.ศ.1853 ปากทางเข้าสุสานมีบ้านอิฐหลังใหญ่ที่เป็นบ้านของคนดูแลสุสาน เรียกว่า “เกตเฮาส์” (gatehouse) ช่วงสามวันแห่งการรบในเก็ตตี้สเบิร์ก บ้านหลังนี้กลายเป็นศูนย์บัญชาการรบของกองพันที่สิบเอ็ดแห่งกองทัพฝ่ายเหนือ
หลังจากฝังศพทหารทั้งฝ่ายเหนือฝ่ายใต้แล้ว ชาวเมืองเกิดความคิดว่าสมควรนำศพทหารฝ่ายเหนือมาฝังใหม่เพื่อเป็นการให้เกียรติโดยการระบุชื่อและหน่วยที่สังกัด โดยใช้พื้นที่เดิมของสุสานเอเวอร์กรีนและขยายที่ดินออกไปอีก และขนานนามว่า “สุสานทหารแห่งชาติ” ( Soldiers' National Cemetery)

แม่ปูจัดหนัก กางหลักฐานฟ้องหมิ่นฯ 3 รายรวด ใครแชร์ข้อมูลเท็จเตรียมตัว ชมคลิป
สะเทือนทั้งโลก! เปิดรายชื่อ 17 ขุนพลบริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ตาม ทรัมป์ บุกจีน
DSI ลุยล้างบางนอมินี เร่งตรวจสอบ 34 บริษัท ‘เกาะสมุย-พะงัน’ ส่อใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้า
เริ่มวันนี้ 8 สถานที่ต้องห้าม ห้ามดื่ม ห้ามขาย เหล้าเบียร์
เนติวิทย์ ดิ้น! บอกไม่ผิดคาด คำตัดสินศาล รธน. ลั่นทำไม่สำเร็จ แต่ไม่ได้แปลว่าจบ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี