วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ไม่ได้จับผิดแต่ทำให้เห็นว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน คิดอย่างไรต่อ“สถาบันพระมหากษัตริย์” ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประมุขของประเทศ จากการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมเมื่อวานนี้ที่รัฐสภา ในพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
ทั้งนี้ สามารถพิจารณาและตีความได้จากถ้อยแถลงของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้ซึ่งเป็น “1 ในอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล” ที่ศาลฎีกาได้รับคำร้องจาก ป.ป.ช.ไว้พิจารณากรณี“ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ฐาน“มีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ฯลฯ”จากการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112- นายณัฐพงษ์”แถลงว่าอย่างนี้
“ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมขอให้คำมั่นสัญญาต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนทุกท่านว่า ผมจะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้ด้วยสำนึกความเป็นผู้แทนราษฎร ความเป็นตัวแทนของประชาชน ในการให้ข้อเสนอแนะและตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารอย่างตรงไปตรงมา โดยยึดถือผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นตัวตั้ง ตลอดจนการทำหน้าที่ในคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระต่างๆ ให้ปราศจากการถูกครอบงำและแทรกแซงจากกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยผมจะเร่งแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้านโดยเร็วที่สุด เพื่อให้องค์ประกอบของรัฐสภามีความครบถ้วนสมบูรณ์”
“สุดท้ายนี้ ผมหวังเป็นอย่างว่า เพื่อนสมาชิกรัฐสภาในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย และรัฐสภาในฐานะองค์กรที่เป็นศูนย์รวมอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ จะเร่งเดินหน้ากระบวนการการจัดทำรัฐธรรมนูญบับใหม่ ตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่ได้ลงประชามติไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา”
หากย้อนไปดูตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นประธานรัฐสภา หรือนายกรัฐมนตรี เวลากล่าวในพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ที่ถือเป็นจารีตประเพณีสำคัญสำหรับผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จะต้องกล่าวถ้อยคำอันแสดงถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและความตั้งใจจริงในการปฏิบัติหน้าที่ว่า “เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้” จากนั้นจึงค่อยประกาศคำมั่นว่า“จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ฯลฯ” หรืออะไรก็ว่าไป
ก็แค่นี้เองไม่เห็นจะยาก ซึ่งก็ขึ้นอยู่ที่“ใจ”และ“สำนึก”ของบุคคลผู้นั้น ว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ และจากคำแถลงของ“เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ”ที่ยกมา “เท้ง”ได้ให้คำมั่นสัญญาต่อ“พ่อแม่พี่น้องประชาชน”และ“สื่อมวลชน” ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้ด้วยสำนึก“ความเป็นผู้แทนราษฎร-ความเป็นตัวแทนของประชาชน” นอกจากนี้ก็ยังสะท้อนให้เห็นว่า ในหัวสมองของนักการเมืองพรรคส้มนั้น หมกมุ่นอยู่กับเรื่องการจัดทำรัฐธรรมธรรมนูญฉบับใหม่อย่างจดจ่อเท่านั้น
ขณะที่สถานการณ์โลกกำลังวุ่นวายปั่นป่วนจาก“สงครามอิหร่าน” และเวลานี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่การเยือนจีนของ“โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งบินจากสหรัฐฯไปถึงจีนเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่าน และจะอยู่จีนจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคมพรุ่งนี้ การเยือนจีนของ“ทรัมป์”ครั้งนี้ นับเป็นการเยือนดินแดนมังกรอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 9 ปี หลังจาก“ทรัมป์”ได้รับเลือกกลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯอีกรอบ
การเดินทางไปเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯครั้งนี้ ถูกจับตามองว่า การเจรจาระหว่าง“โดนัลด์ ทรัมป์”กับประธานาธิบดี“สี จิ้นผิง”ของจีน ซึ่งเป็นผู้นำของ“สองขั้วอำนาจ” และเป็นสองผู้นำประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก ในประเด็นที่เกี่ยวกับ“สงครามการค้า” และ“สงครามอิหร่าน” จะมีผลออกมาอย่างไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นไต้หวันที่เป็นจุดอ่อนไหวในความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่ง ซึ่งล่าสุดมีความตึงเครียดกรณีที่สหรัฐฯจะขายอาวุธยุทโธปกรณ์“บิ๊กล็อต”ให้แก่ไต้หวัน มูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.56 แสนล้านบาท
ก่อนหน้านี้ จีนได้ออกมาประกาศคัดค้านตั้งแต่มีรายงานเมื่อปลายที่แล้ว ว่าการที่สหรัฐฯจะขายอาวุธยุทโธปกรณ์ล็อตมโหฬารให้แก่ไต้หวัน ถือว่าเป็นการละเมิด“หลักการจีนเดียว”ของปักกิ่ง โดยให้เหตุผลว่า การที่สหรัฐฯทำเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน และบ่อนทำลายอธิปไตยของจีนแล้ว ยังถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของจีนอย่างร้ายแรง ซึ่งจีนได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ยึดมั่นในนโยบาย“จีนเดียว”อย่างเคร่งครัด
อย่างไรก็ตาม ในการกล่าวเปิดการหารืออย่างเป็นทางการระหว่าง “สี จิ้นผิง” กับ “โดนัลด์ ทรัมป์” เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมวานนี้ ณ มหาศาลาประชาชน “สี จิ้นผิง” ระบุว่า จีนเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างจีนและสหรัฐฯ มีความสำคัญมากกว่าความขัดแย้งหรือความแตกต่างที่เกิดขึ้น พร้อมย้ำว่าความสำเร็จของประเทศหนึ่งควรเป็นโอกาสของอีกประเทศ ไม่ใช่ภัยคุกคาม
“พญามังกร”ที่นาทีนี้ถือไพ่เหนือกว่า“พญาอินทรี”และมีความสุขุมนุ่มลึกกว่า ยังได้กล่าวเหมือนเตือนสติ“ทรัมป์บ้า”ว่า“ความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ ถือเป็นหัวใจสำคัญของสันติภาพและเสถียรภาพของโลก ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ยังเต็มไปด้วยความตึงเครียดในหลายภูมิภาค”
ขณะที่“โดนัลด์ ทรัมป์”ตอบกลับแบบลู่ตามลม โดยกล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯว่า เป็นความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม พร้อมทั้งยังแสดงความมั่นใจว่า ความร่วมมือระหว่างปักกิ่งกับวอชิงตัน จะช่วยให้ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีพัฒนาไปในทางที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา
จะอะไรก็ตามแต่ สหรัฐฯในวันนี้ที่มี“ทรัมป์”เป็นผู้นำ นับวันยิ่งตกต่ำและเสื่อมสิ้นความเป็นมหาอำนาจลงเรื่อยๆ รบกับอิหร่านก็ถือว่าแพ้ เชื่อได้จากข่าวทางฝั่งสหรัฐฯเองเป็นผู้แฉ และมีการจี้ถามในสภาคองเกรสจากการซักฟอกงบประมาณกลาโหมปี 2570 ของ“ทรัมป์” จำนวน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ที่เพิ่มขึ้นจากปี 2569 เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้คนทั้งโลกรู้ว่า สงครามที่สหรัฐฯร่วมมือกับอิสราเอลรุกรานอิหร่าน ในปฏิบัติการ“Epic Fury”ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น สหรัฐฯใช้เงินไปแล้วมากกว่า 1 ล้านล้านบาท
ยิ่งไปกว่านั้น “พญาอินทรี”ที่ว่าแน่ และ“ทรัมป์”คุยโม้แบบโกหกพกลมว่า ได้ทำลายกองทัพอากาศและกองทัพเรือของอิหร่านพินาศย่อยยับไปหมดสิ้นแล้วนั้น แต่กลับกลายเป็นว่า“เขี้ยวเล็บ”ที่สำคัญของสหรัฐฯ เช่นเครื่องบินรบ ถูกอิหร่านสอยจนเดี้ยงปีกหักถึง 39 ลำ
ขนาด“F-35A”ที่ว่าสร้างด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยก็ยังร่วงไม่เป็นท่า !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

เลขนี้มาแน่! มัดรวมเลขเด็ด 16 พ.ค.69 สถิติวันเสาร์ทำถึงมาก ใครพลาดมีร้อง
ดร.ธนพร เข้าขอโทษ ภูมิธรรม หลังเจอฟ้อง ยกเป็นบทเรียนเตือนสตินักวิพากษ์วิจารณ์
จุดธูปขอเลขสร้างเจดีย์ อึ้งผลลัพธ์ตรงเป๊ะ ทะเบียนรถช่าง-อายุคนตาย!
ทรัมป์ คุยกับ สี จิ้นผิง ปมอิหร่านแค่ย้ำจุดยืน ไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากจีน
ทร.ลุ้นรัฐบาลไฟเขียวแจงงบ ฟริเกตลำที่ 2 ปี 70 ผบ.ทร.ระบุ นายกฯ กำชับให้เลือกสิ่งที่ที่ดีที่สุด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี