วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ออกจากคุกเรือนจำกลางคลองเปรมวันนี้ มีสถานภาพเป็น“นักโทษ”ที่ได้รับการพักโทษ หลังจากติดคุกมาตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568 ซึ่งนับรวมวันนี้วันที่ 11 พฤษภาคม ก็เป็นเวลา 8 เดือน 5 วัน หรือ 245 วัน เมื่อออกจากคุกมาแล้วระหว่างพักโทษอยู่ที่“บ้านจันทร์ส่องหล้า”ก็ยังต้องติดกำไล“EM”ที่ข้อเท้า จนกว่าจะถึงวันพ้นโทษในวันที่ 9 กันยายน อีกสี่เดือนข้างหน้า
บรรยากาศหน้าเรือนจำกลางคลองเปรมคึกคักตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมวานนี้ โดยแกนนำคนเสื้อแดงและนักการเมืองพรรคเพื่อไทย ทั้งที่เป็น สส.และอดีต สส. ได้จัดรถบัสขนมวลชนเสื้อแดงที่เป็นทัพหลักนับพันคนจากจังหวัดสมุทรปราการ, ปทุมธานี, อุบลราชธานี, ขอนแก่น และนครพนม จังหวัดละ 2-3 คันรถบัส มาปักหลักพักค้าง และจัดเวทีตั้งแต่ช่วงบ่ายของเมื่อวานนี้ พร้อมกินอาหารเย็นร่วมกัน เป็นการนับถอยหลังและต้อนรับวันแห่งอิสรภาพของนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร และช่วงเช้าวันนี้ก็มีมวลชนเสื้อแดงมาสมทบเพิ่มเติมอีกจำนวนไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม สำหรับ“ทักษิณ ชินวัตร” ถึงแม้จะเป็นนักโทษคดีทุจริตโกงบ้านกินเมือง แต่กลับได้รับการยกย่องเชิดชูจากนักการเมืองพรรคเพื่อไทย และมวลชนเสื้อแดง ว่าเป็น“วีรบุรุษประชาธิปไตย” เพราะต่างเห็นว่า “ทักษิณ”เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากที่สุดถูกกระทำมากที่สุด และไม่ได้รับความยุติธรรมมากที่สุด รวมทั้งยังเชื่อด้วยว่าการที่“ทักษิณ”ต้องกลายเป็นนักโทษคดีทุจริตโกงบ้านกินเมือง ก็เนื่องจากถูกดำเนินคดีโดยอำนาจเผด็จการของคณะรัฐประหาร จากการตั้งฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของ“ทักษิณ”มาทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวน
ขณะที่โดยข้อเท็จจริง คนไทยส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่คนเสื้อแดงหรือ“บริวารรับใช้”ของ“ทักษิณ ชินวัตร” ต่างก็เห็นและรับทราบกันดีว่า ระหว่าง“ทักษิณ”ครองอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงปี 2544-2549 นั้น“ทักษิณ” ได้ชื่อว่า“โกงโคตร-โคตรโกง” อันเป็นเงื่อนไขสำคัญทำให้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยถูกยึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน 2549
การยึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน 2549 โดย“คมช.” ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ประเด็นใหญ่ก็คือการฉ้อฉลอำนาจ โดย“ทักษิณ ชินวัตร”มีผลประโยชน์ทับซ้อนจากขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่“บริษัทเทมาเส็ก”หรือกองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ มูลค่ากว่า 7.3 หมื่นล้านบาท อันเป็นชนวนเหตุให้เกิดการประท้วงใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ก่อนจะนำไปสู่การรัฐประหารในที่สุด และต่อมา“ทักษิณ ชินวัตร”ก็ได้ตกเป็นจำเลยในคดีให้“นอมินี” หรือ“บุคคลอื่น”ถือหุ้นบริษัท
ชินคอร์ปแทน
คดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาลับหลังเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 ระหว่าง“ทักษิณ ชินวัตร”หลบหนีอยู่ในต่างประเทศ โดยองค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมาก ให้ลงโทษ“ทักษิณ”ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ จำคุก 2 ปี และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการเข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น จำคุก3 ปี รวมเป็นจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา
คดีนี้ถือเป็น 1 ใน 3 คดีที่“ทักษิณ ชินวัตร”ต้องกลายเป็นนักโทษเข้าไปอยู่ในคุก จนกระทั่งได้รับการพักโทษในครั้งนี้ และเป็นการ“โกงโคตร”แบบ“โคตรโกง”ของ“ทักษิณ” ซึ่งการขาย
“หุ้นชินคอร์ป”ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของตลาดทุนไทย เมื่อเกิดธุรกรรมขายหุ้น“บิ๊กลอต”ของบริษัทชินคอร์ปจำนวน 1,487,740,120 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 49.6 เปอร์เซ็นต์ของบริษัท ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท ทำให้มีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 73,271 ล้านบาท ให้แก่“เทมาเส็ก“อย่างซับซ้อนซ่อนเงื่อนของ“ตระกูลชินวัตร”
ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนก็เพราะ มีการแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 มกราคม 2549 เพียง 3 วันก่อน“ดีลขายหุ้น”จะมีขึ้นในวันที่ 23 มกราคม 2549 ทั้งนี้ การแก้ไขกฎหมายฉบับดังกล่าวของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มี“ทักษิณชินวัตร”เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคมไทยได้สูงถึง 49 เปอร์เซ็นต์จากเดิมไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้“เทมาเส็ก”สามารถซื้อหุ้นชินคอร์ปได้ในสัดส่วนเต็มเพดานกฎหมายใหม่ทันที
นอกจากนี้ การขายหุ้น“ชินคอร์ป”เป็นเงินมูลค่ามหาศาลยังไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย เนื่องจากกฎหมายภาษีระบุว่า กำไรจากการขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ของบุคคลธรรมดาได้รับการยกเว้น ซึ่งรายชื่อผู้ขายหุ้นชินคอร์ปก็ล้วนเป็นคนใกล้ชิด“ทักษิณ ชินวัตร” ทั้งลูกชายลูกสาวและพี่ชายคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์
ประกอบด้วย นางสาวพินทองทา ชินวัตร เป็นผู้ขายรายใหญ่จำนวน 604 ล้านหุ้น มูลค่า 29,776.55 ล้านบาทรองลงมาคือ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ จำนวน 404.43 ล้านหุ้นมูลค่า 19,918.19 ล้านบาท นายพานทองแท้ ชินวัตร 458.55 ล้านหุ้น มูลค่า 22,584 ล้านบาท นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 20 ล้านหุ้น มูลค่า 985 ล้านบาท และนางบุษบา ดามาพงศ์ 159,600 หุ้น มูลค่า 7.86 ล้านบาท
คดี“หุ้นชินคอร์ป”อันเป็นมหากาพย์การโกงของ“ทักษิณ ชินวัตร”นี้ ไม่เพียงแต่“ทักษิณ”จะถูกจำคุก 5 ปีเท่านั้น วันนี้“ทักษิณ”ก็ยังจะต้องจ่ายเงินภาษีจำนวน1.7 หมื่นล้านบาทคืนให้แก่กรมสรรพากร ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่มีข่าวว่า“ทักษิณ”สั่งให้คนในครอบครัวจ่ายคืนให้แก่กรมสรรพากรแล้วหรือยัง
รวมทั้งคดีนี้ยังทำให้บุคคลนอกที่ไม่ใช่คนของตระกูลชินวัตร คือ นางสุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และพวกรวม 3 คน ต้องตกเป็นจำเลยคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
จากการที่ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในคดีการประเมินภาษีจากการซื้อขายหุ้น“ชินคอร์ป” ที่ให้รัฐเสียหายมูลค่ากว่า 1.76 หมื่นล้านบาท โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพิ่งประทับรับฟ้องคดีนี้จากสำนักงานอัยการสูงสุดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง
ย้อนกลับขึ้นไปดูก็ยังพบอีกว่า ในปี 2562นางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง สมัยรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสรรพากร ร่วมกับพวกรวม 5 คนก็ยังติดคุกมาแล้ว โดยศาลฎีกาพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปีไม่รอลงอาญา ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากการช่วยเหลือนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร เลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์ป
“ทักษิณ ชินวัตร”ออกมาจากคุกครั้งนี้ นักข่าวถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันก่อนว่า ถ้า“ทักษิณ ชินวัตร” ไม่วางมือทางการเมือง จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองหรือไม่,นายอนุทินซึ่งเป็นอดีตลูกน้องเก่าของ“ทักษิณ”ตอบว่า“ผมไม่คิดไกลถึงขนาดนั้น ยังไงท่านก็ยังเป็นคนที่ผมให้ความเคารพ”
จากนี้ไปต้องจับตาดูกันชนิดที่อย่าได้กะพริบตาเป็นอันขาด ว่าฤทธิ์เดชของ“ทักษิณ ชินวัตร”จะเกินกำลังรับมือของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือไม่ ?!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

บุกค้นบ้านหรูกลางเมืองพัทยา รวบ 3 จีนเทา ลักลอบผลิต บุหรี่ไฟฟ้าซอมบี้
ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ทูตต่างประเทศ เฝ้าฯ กราบบังคมทูลลา
ทูตอิหร่าน ดัน จีน เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยหยุดสงคราม ก่อน ทรัมป์ เหยียบแผ่นดินมังกร
ต๊ะ นารากร เผยเหตุผลไม่ทำช่องข่าวตัวเอง เพราะไม่อยากขโมยงานใคร
ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพลบาดเจ็บเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี