วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569
เมื่อกรมราชทัณฑ์อ้าปากพูดเรื่อง“การพักโทษ”นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ก็เห็น“ลิ้นไก่”ทันที จากการชี้แจงผ่านเอกสารข่าวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยยืนยันว่ากระบวนการพิจารณาพักการลงโทษ“ทักษิณ” ได้ดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกประการ โดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างเสมอภาค โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
เรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากกรณีกรมราชทัณฑ์ส่ง“ทักษิณ ชินวัตร”ไปรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวในยามวิกาล กลางดึกคืนวันที่ 22 ต่อเช้าวันที่ 23 สิงหาคม 2566 โดยอ้างเหตุผลว่า“ป่วยวิกฤติ” และในที่สุดก็ถูก“แพทยสภา” และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจับได้ว่า ข้าราชการกรมราชทัณฑ์ กับแพทย์ใหญ่และบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลตำรวจสมคบคิดกับ“ทักษิณ”ร่วมมือกัน“โกหก”
และในที่สุด “ทักษิณ ชินวัตร”ก็ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งบังคับโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568 เป็นต้นมา และกำลังจะได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำกลางคลองเปรมไปอยู่ที่“บ้านจันทร์ส่องหล้า”ที่ใช้เป็น“คุกเทียม”ในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ เพื่อรอวันพ้นโทษในวันที่ 9 กันยายนอีก 4 เดือนข้างหน้า
ทั้งนี้ จากเอกสารข่าวที่กรมราชทัณฑ์ชี้แจงได้ให้รายละเอียดว่า “ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า การพิจารณาพักการลงโทษต้องเป็นนักโทษชั้นดีขึ้นไป ตามกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 มีเนื้อหาขัดต่อพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52 วรรคแรก ซึ่ง นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนักโทษชั้นกลางและจำคุกเป็นครั้งที่ 2 นั้น กรมราชทัณฑ์ขอเรียนดังนี้”
“1.พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52 วรรคแรก บัญญัติว่า ‘นักโทษเด็ดขาดคนใดแสดงให้เห็นว่ามีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดีหรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้’ นั้น เป็นการกล่าวถึงภาพรวมของนักโทษเด็ดขาดที่จะได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่ามี 8 ข้อ ได้แก่ (1) ได้รับความสะดวกในเรือนจำตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ (2) เลื่อนชั้น (3) ได้รับแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ (4) ลาไม่เกินเจ็ดวันในคราวหนึ่ง (5) ลดวันต้องโทษจำคุกให้เดือนละไม่เกินห้าวัน (6) ลดวันต้องโทษจำคุกลงอีกไม่เกินจำนวนวันที่ทำงานสาธารณะ (7) พักการลงโทษเมื่อนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้นแล้วแต่อย่างหนึ่งอย่างใดจะมากกว่า และ (8) ได้รับการพิจารณาอนุญาตให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการ ทั้งนี้ มิได้กล่าวถึงการกำหนดชั้นของนักโทษเด็ดขาดไว้แต่อย่างใด”
“2.กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดและเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 ได้กำหนดเรื่องการพักการลงโทษกรณีปกติไว้ โดยนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นกลางขึ้นไป อาจได้รับพักการลงโทษไม่เกินหนึ่งในสามของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด หากมีการพระราชทานอภัยโทษให้ถือกำหนดโทษตามหมายแจ้งโทษเด็ดขาดฉบับหลังสุด เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ มาตรา 52 (7) ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า การพักการลงโทษ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการราชทัณฑ์ ดังนั้น กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ฯ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2564 จึงมิได้เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52 แต่อย่างใด”
“3.นายทักษิณ ต้องโทษจำคุก รวม 3 คดี ต่อมาได้รับพระราชทานอภัยลดโทษ เหลือโทษจำคุก 1 ปี โดยต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้วินิจฉัยว่า การบังคับโทษไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเงื่อนไขของกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจถือเอาช่วงระยะเวลาที่จำเลยอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจมาหักเป็นวันคุมขังได้ จึงมีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุกแก่จำเลยมีกำหนด 1 ปี ดังนั้น การบังคับโทษ 1 ปี ของนายทักษิณจึงมิใช่กรณีกระทำความผิดซ้ำ ตามมาตรา 92 หรือมาตรา 93 แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือตามกฎหมายอื่น และมิใช่กรณีเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษแล้วกลับมากระทำความผิดอีกภายในห้าปี นับแต่วันที่พ้นโทษจำคุกคราวก่อน”
จาก 3 ประการดังกล่าว กรมราชทัณฑ์ได้ยืนยันย้ำว่า “นายทักษิณจึงมีคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 คือ เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง ต้องโทษจำคุกมาแล้ว 2 ใน 3 ของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด และได้รับพักการลงโทษไม่เกิน 1 ใน 3 ของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด”
สรุป ก็คือดังที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า กรมราชทัณฑ์อ้าปากพูดเรื่อง“การพักโทษ”นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ก็เห็น“ลิ้นไก่”ทันที คือถ้าไปถามใครก็คงจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า“ไม่เชื่อคำชี้แจง”ของกรมราชทัณฑ์ เพราะกรมราชทัณฑ์โกหกเรื่องของ“ทักษิณ ชินวัตร”มาตั้งแต่แต่ต้น และมีข้าราชการทั้งอดีตและปัจจุบันถึง 8 คน ที่เวลานี้ถูกคณะกรรมการ“ป.ป.ช.”ทั้งคณะไต่สวนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐาน“ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต” จากการเอื้อประโยชน์ให้“ทักษิณ”ไปนอน“ป่วยทิพย์”อยู่บนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ
ข้าราชการกรมราชทัณฑ์ 8 คนดังกล่าวก็มี นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์, นายสิทธิ สุธีวงศ์ อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์, นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์, นายนัสที ทองประหลาด อดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ, นพ.วัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุข อดีตผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษมีนบุรี, พญ.รวมทิพย์ สุภานันท์ แพทย์ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์, นายสัญญา วงค์หินกอง พัศดีเวรเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และ นายธัญพิสิษฐ์ขบวน พยาบาลเวรเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
นอกจากข้าราชการและอดีตข้าราชการกรมราชทัณฑ์ 8 คน ก็ยังมีบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลตำรวจอีก 4 คนที่ติดอยู่ใน“ร่างแห”เดียวกัน คือ พล.ต.อ.โสภณรัชต์ สิงหจารุ และพล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ อดีตนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ, พล.ต.ต.สามารถ ม่วงศิริ รองนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ และ พ.ต.อ.ชนะ จงโชคดี นายแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ
ทำไปทำมานอกจากกรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจแล้ว ป.ป.ช.ก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรอิสระที่มีคำถามเรื่อง“ความโปร่งใส” ในกรณีที่เกี่ยวพันกับ“ทักษิณ ชินวัตร” ว่าหลังจากที่คณะกรรมการ“ป.ป.ช.”มีมติรับเรื่องไว้ไต่สวนข้อเท็จจริงตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2567 จนถึงบัดนี้ผ่านมาเกือบปีครึ่ง ทำไมจึงยังไม่สรุปสำนวนคดีเพื่อให้สำนักงานอัยการสูงสุดสั่งฟ้อง 12 ข้าราชที่เข้าข่ายความผิดเหล่านั้น
ชาวบ้านก็เลยร้อง“เอ๊ะ”และมีคำถามตัวโตๆ ถึง ป.ป.ช.ว่า-จะฟ้อง“ชั่วโมงไหน” ?!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

รวมโครงการในพระดำริ 'พระองค์ภา' ที่สร้างโอกาสและชีวิตที่ดีให้คนไทย
นายกฯ เรียกประชุม ครม. หลังสำนักพระราชวังประกาศ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์
ชญาภา ลุยขอคะแนนเสียง ชูนโยบายคนพระโขนงต้องสุขภาพดีและปลอดภัย
รัฐบาลเตือนแฟนบอลไทย! ระวังมิจฉาชีพเกาะกระแสฟุตบอลโลก 2026
ประกาศสำนักพระราชวัง การถวายน้ำสรงและถวายสักการะพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี