วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เมื่อกรมราชทัณฑ์อ้าปากพูดเรื่อง“การพักโทษ”นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ก็เห็น“ลิ้นไก่”ทันที จากการชี้แจงผ่านเอกสารข่าวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยยืนยันว่ากระบวนการพิจารณาพักการลงโทษ“ทักษิณ” ได้ดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกประการ โดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างเสมอภาค โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
เรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากกรณีกรมราชทัณฑ์ส่ง“ทักษิณ ชินวัตร”ไปรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวในยามวิกาล กลางดึกคืนวันที่ 22 ต่อเช้าวันที่ 23 สิงหาคม 2566 โดยอ้างเหตุผลว่า“ป่วยวิกฤติ” และในที่สุดก็ถูก“แพทยสภา” และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจับได้ว่า ข้าราชการกรมราชทัณฑ์ กับแพทย์ใหญ่และบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลตำรวจสมคบคิดกับ“ทักษิณ”ร่วมมือกัน“โกหก”
และในที่สุด “ทักษิณ ชินวัตร”ก็ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งบังคับโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568 เป็นต้นมา และกำลังจะได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำกลางคลองเปรมไปอยู่ที่“บ้านจันทร์ส่องหล้า”ที่ใช้เป็น“คุกเทียม”ในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ เพื่อรอวันพ้นโทษในวันที่ 9 กันยายนอีก 4 เดือนข้างหน้า
ทั้งนี้ จากเอกสารข่าวที่กรมราชทัณฑ์ชี้แจงได้ให้รายละเอียดว่า “ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า การพิจารณาพักการลงโทษต้องเป็นนักโทษชั้นดีขึ้นไป ตามกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 มีเนื้อหาขัดต่อพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52 วรรคแรก ซึ่ง นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนักโทษชั้นกลางและจำคุกเป็นครั้งที่ 2 นั้น กรมราชทัณฑ์ขอเรียนดังนี้”
“1.พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52 วรรคแรก บัญญัติว่า ‘นักโทษเด็ดขาดคนใดแสดงให้เห็นว่ามีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดีหรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้’ นั้น เป็นการกล่าวถึงภาพรวมของนักโทษเด็ดขาดที่จะได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่ามี 8 ข้อ ได้แก่ (1) ได้รับความสะดวกในเรือนจำตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ (2) เลื่อนชั้น (3) ได้รับแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ (4) ลาไม่เกินเจ็ดวันในคราวหนึ่ง (5) ลดวันต้องโทษจำคุกให้เดือนละไม่เกินห้าวัน (6) ลดวันต้องโทษจำคุกลงอีกไม่เกินจำนวนวันที่ทำงานสาธารณะ (7) พักการลงโทษเมื่อนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้นแล้วแต่อย่างหนึ่งอย่างใดจะมากกว่า และ (8) ได้รับการพิจารณาอนุญาตให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการ ทั้งนี้ มิได้กล่าวถึงการกำหนดชั้นของนักโทษเด็ดขาดไว้แต่อย่างใด”
“2.กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดและเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 ได้กำหนดเรื่องการพักการลงโทษกรณีปกติไว้ โดยนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นกลางขึ้นไป อาจได้รับพักการลงโทษไม่เกินหนึ่งในสามของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด หากมีการพระราชทานอภัยโทษให้ถือกำหนดโทษตามหมายแจ้งโทษเด็ดขาดฉบับหลังสุด เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ มาตรา 52 (7) ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า การพักการลงโทษ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการราชทัณฑ์ ดังนั้น กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ฯ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2564 จึงมิได้เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52 แต่อย่างใด”
“3.นายทักษิณ ต้องโทษจำคุก รวม 3 คดี ต่อมาได้รับพระราชทานอภัยลดโทษ เหลือโทษจำคุก 1 ปี โดยต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้วินิจฉัยว่า การบังคับโทษไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเงื่อนไขของกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจถือเอาช่วงระยะเวลาที่จำเลยอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจมาหักเป็นวันคุมขังได้ จึงมีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุกแก่จำเลยมีกำหนด 1 ปี ดังนั้น การบังคับโทษ 1 ปี ของนายทักษิณจึงมิใช่กรณีกระทำความผิดซ้ำ ตามมาตรา 92 หรือมาตรา 93 แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือตามกฎหมายอื่น และมิใช่กรณีเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษแล้วกลับมากระทำความผิดอีกภายในห้าปี นับแต่วันที่พ้นโทษจำคุกคราวก่อน”
จาก 3 ประการดังกล่าว กรมราชทัณฑ์ได้ยืนยันย้ำว่า “นายทักษิณจึงมีคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 คือ เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง ต้องโทษจำคุกมาแล้ว 2 ใน 3 ของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด และได้รับพักการลงโทษไม่เกิน 1 ใน 3 ของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด”
สรุป ก็คือดังที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า กรมราชทัณฑ์อ้าปากพูดเรื่อง“การพักโทษ”นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ก็เห็น“ลิ้นไก่”ทันที คือถ้าไปถามใครก็คงจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า“ไม่เชื่อคำชี้แจง”ของกรมราชทัณฑ์ เพราะกรมราชทัณฑ์โกหกเรื่องของ“ทักษิณ ชินวัตร”มาตั้งแต่แต่ต้น และมีข้าราชการทั้งอดีตและปัจจุบันถึง 8 คน ที่เวลานี้ถูกคณะกรรมการ“ป.ป.ช.”ทั้งคณะไต่สวนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐาน“ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต” จากการเอื้อประโยชน์ให้“ทักษิณ”ไปนอน“ป่วยทิพย์”อยู่บนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ
ข้าราชการกรมราชทัณฑ์ 8 คนดังกล่าวก็มี นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์, นายสิทธิ สุธีวงศ์ อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์, นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์, นายนัสที ทองประหลาด อดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ, นพ.วัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุข อดีตผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษมีนบุรี, พญ.รวมทิพย์ สุภานันท์ แพทย์ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์, นายสัญญา วงค์หินกอง พัศดีเวรเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และ นายธัญพิสิษฐ์ขบวน พยาบาลเวรเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
นอกจากข้าราชการและอดีตข้าราชการกรมราชทัณฑ์ 8 คน ก็ยังมีบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลตำรวจอีก 4 คนที่ติดอยู่ใน“ร่างแห”เดียวกัน คือ พล.ต.อ.โสภณรัชต์ สิงหจารุ และพล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ อดีตนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ, พล.ต.ต.สามารถ ม่วงศิริ รองนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ และ พ.ต.อ.ชนะ จงโชคดี นายแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ
ทำไปทำมานอกจากกรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจแล้ว ป.ป.ช.ก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรอิสระที่มีคำถามเรื่อง“ความโปร่งใส” ในกรณีที่เกี่ยวพันกับ“ทักษิณ ชินวัตร” ว่าหลังจากที่คณะกรรมการ“ป.ป.ช.”มีมติรับเรื่องไว้ไต่สวนข้อเท็จจริงตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2567 จนถึงบัดนี้ผ่านมาเกือบปีครึ่ง ทำไมจึงยังไม่สรุปสำนวนคดีเพื่อให้สำนักงานอัยการสูงสุดสั่งฟ้อง 12 ข้าราชที่เข้าข่ายความผิดเหล่านั้น
ชาวบ้านก็เลยร้อง“เอ๊ะ”และมีคำถามตัวโตๆ ถึง ป.ป.ช.ว่า-จะฟ้อง“ชั่วโมงไหน” ?!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

ทภ.2 แจงปมทหารเขมรรัวปืน 11 นัด แนวชายแดนโอร์เสม็ด คาดฝีมือทหารขาดวินัย
'มิลลิ' ออกโรงขอโทษ ปมกดไลก์ 'มายด์-พาย' ยันไม่สนับสนุนความรุนแรง
รัสเซีย รู้ทัน ทรัมป์ แฉยับวางแผนคุมตลาดพลังงานโลก จ้องฮุบเส้นทางขนส่งทั้งหมด
อนุทิน เปิดทำเนียบฯ ถก CEO ยักษ์ใหญ่ ศุกร์นี้! ผุดเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง ปรับทิศทางเศรษฐกิจไทย
ใครว่า Gen Z ไม่อึด? ดู 2 หนุ่มปราจีนฯ ลุยงานหนักยันเช้า อาสาช่วยวาดกำแพงพ่อหลวงด้วยใจ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี