วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมวานนี้ “ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ตั้งตนเป็น“ผู้นำรัฐบาลเงา” ได้ออกมาแสดงภูมิปัญญาจากการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เสนอแนะเชิงรุกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก่อนเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48ณ ประเทศฟิลิปปินส์ โดยจั่วหัวเรื่องว่า “3 วาระประชาชน ที่นายกฯ อนุทิน ต้องกล้าแสดงบทบาทนำของไทยบนเวทีสุดยอดอาเซียน”
จากข้อความทั้งหมด 60 บรรทัดที่“เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ”เขียนโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ - Natthaphong Ruengpanyawut” เพื่อ“โชว์กึ๋น”แสดงศักยภาพของตนนั้น ปรากฏว่ามีคน“จับโป๊ะ”ได้ว่า “เท้ง-ณัฐพงษ์” ให้“AI”ประมวลความคิดแล้ว“ก๊อบปี้”มาใช้โดยไม่ได้ให้เครดิตอ้างอิง ซึ่ง“เท้ง”เปิดหัวเรื่องเป็นการส่งสารถึงนายอนุทินชาญวีรกูล ที่จะเข้าร่วมประชุม“ASEAN Summit” ที่เมืองเซบู ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคมนี้ว่า
“ผมอยากใช้โอกาสนี้ส่งข้อเสนอแนะไปยังคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาลไทย ถึงบทบาทและความสำคัญของการต่างประเทศของไทยในปัจจุบันที่กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญในยุคที่ชาติมหาอำนาจแข่งขันกันขยายอำนาจ โดยมีภูมิภาคอาเซียนเป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญ แต่บทบาทของไทยในอาเซียนกลับถดถอย และบทบาทอาเซียนในฐานะพลังต่อรองระดับภูมิภาคก็ถดถอยเช่นกัน”
“3 วาระประชาชน”ที่“ผู้นำรัฐบาลเงา”ฝากเป็นการบ้านแก่นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยสรุป ก็คือ หนึ่ง-การแก้ปัญหาข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา อันเนื่องมาจากการยกเลิก “MOU 44”, สอง-การแก้วิกฤตด้านพลังงานที่มีผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง และสาม-การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมว่าด้วย“PM 2.5” ในส่วนที่ข้ามพรมแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้าน
จาก“3 วาระประชาชน”ที่เป็น“กึ๋น”ของ“AI”ไม่ใช่สติปัญญาของ“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ”นั้น ขอยกเฉพาะแค่เรื่อง“MOU 44”มาขยายความต่อ ส่วนอีกสองเรื่องถือว่าเป็นเรื่องรองขอผ่านไปก่อน เพราะการยกเลิก“MOU 44”ของรัฐบาลไทย เป็นเรื่องที่ทำให้สองพ่อลูก“ตระกูลฮุน”ของเขมรอยู่ไม่เป็นสุข-โดย“เท้ง-ณัฐพงษ์” เขียนโพสต์ลงในเฟซบุ๊กว่า
“การแก้ปัญหาข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา พรรคประชาชนเห็นว่าการที่ ครม. มีมติยกเลิก MOU 44 ในห้วงเวลานี้ ถือเป็นความเสี่ยงต่อประเทศไทยทั้งในแง่ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก และพรรคประชาชนมองว่าการมีอยู่ของ MOU 44 อาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย แต่เมื่อที่ประชุม ครม. มีมติยกเลิก MOU 44 เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา และนายกฯ อนุทินอาจมีโอกาสได้พบนายกฯ ของกัมพูชา ผมเห็นว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะหาข้อยุติ โดยการเจรจาทวิภาคีที่ไทยสามารถกำหนดจังหวะก้าวของเราเองได้ คือหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าการเสนอให้ข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เพราะช่องทางนี้
จะมีบุคคลที่สามเข้ามาประนอมข้อพิพาท และเราอาจไม่สามารถควบคุมหรือคาดหมายผลของกระบวนการได้”
ประเด็นนี้ เมื่อลองสะกดรอย“เท้ง-ณัฐพงษ์”เข้าไปถาม“AI”ต่อ ก็ได้คำอธิบายเพิ่มเติมที่เป็นชุดเดียวกับที่“เท้ง-ณัฐพงษ์”ไปลอกมาเป็นการบ้านฝากไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูลโดย“AI”บอกว่า “การยกเลิก “MOU 44” ในช่วงเวลานี้มีความเสี่ยงสูงต่อภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก เนื่องจากอาจถูกมองว่าเป็นการผิดสัญญาหรือใช้มาตรการรุนแรงฝ่ายเดียว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในการเจรจาระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกัน MOU 44 ยังคงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดความขัดแย้งและรักษาผลประโยชน์ร่วมกันในการพัฒนาพื้นที่ในไหล่ทวีปทับซ้อน
การยกเลิก“MOU 44”มีความเสี่ยงสูงต่อภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลกอย่างไรนั้น, “AI” ให้เหตุผลโดยที่ถ้าใครไม่รู้เท่าทันก็คงนึกว่าเป็น“กึ๋น”ของ“เท้ง-ณัฐพงษ์” ซึ่ง“AI”บอกว่า การยกเลิก“MOU 44”ที่“ไทย-กัมพูชา”เคยทำร่วมกัน อาจส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นของไทยในเวทีระหว่างประเทศ และอาจถูกมองว่าประเทศไทยขาดความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย
ต่างประเทศ อันจะทำให้ประเทศคู่เจรจาขาดความมั่นใจ
อีกประการหนึ่งที่“AI” ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วมีข้อมูลและความรอบรู้มากกว่า“สติปัญญา”ของ“เท้ง-ณัฐพงษ์” ได้ขยายความเอาไว้และเป็นทรรศนะที่ย้อนแย้งกับคนไทยส่วนใหญ่ที่เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก“MOU 44” โดย“AI”บอกว่า การยกเลิก“MOU 44”ยังจะทำให้ในเวทีระหว่างประเทศมองว่า หากไม่ใช้แนวทางที่ยึดถือร่วมกันจัดการแก้“ปัญหาสองฝ่าย” (Bilateral) ก็จะทำให้การแก้ปัญหาไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล
นอกจากนั้น “AI” กลับเห็นว่า การคงอยู่ของ“MOU 44” จะเป็นประโยชน์ต่อกรอบการเจรจา เนื่องจาก“MOU 44” เป็นกลไกที่กัมพูชาและไทยใช้ในการเจรจาพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อน (OCA) เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางอาวุธ อีกทั้งยังเปิดทางให้ไทยและกัมพูชาสามารถบริหารจัดการและแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพลังงานในพื้นที่“OCA“ได้อย่างสันติวิธี
สำหรับความเห็นของ “AI”ข้อนี้ คือการคงอยู่ของ“MOU 44” จะสามารถบริหารจัดการและแบ่งปันผลประโยชน์ทรัพยากรพลังงานระหว่าง“ไทย-กัมพูชา”ได้นั้น ซึ่งถ้า“เท้ง-ณัฐพงษ์”ไปถาม“ทักษิณ ชินวัตร”ผู้ที่เป็นต้นเรื่องทำให้มี“MOU 44”ฉบับนี้ น่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนกว่า“AI” และ“ทักษิณ”คงบอกว่า ประโยชน์ที่จะได้คือแบ่งกัน“50:50” ส่วน“50:50”จะเป็นของ
“ตระกูลชิน”คนละครึ่งกับ“ตระกูลฮุน”หรือไม่นั้น วิญญูชนย่อมรู้ได้
ขณะเดียวกัน ถ้าหาก“MOU 44”ฉบับนี้ ที่จัดทำขึ้นมาในปี 2544 สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ซึ่งมี“ทักษิณ ชินวัตร”เป็นนายกรัฐมนตรี มีประโยชน์จริง ถามว่าแล้วทำไมตลอด 25 ปีที่ผ่านมา การเจรจาข้อตกลงใดๆ จึงไม่มีความคืบหน้าเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำกัมพูชานอกจากจะไม่เคารพแล้ว ก็ยังละเมิดอยู่ตลอดเวลา
ทั้งหมดนี้ ถ้านายอนุทิน ชาญวีรกูล รู้ว่า“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ”ผู้นำรัฐบาลเงาไปลอกข้อสอบมาจาก“AI” แล้วมานำเสนอเป็นการบ้านติดตัวไปประชุม“ASEAN Summit”ที่ประเทศฟิลิปปินส์ หากนายอนุทินไม่ขำกลิ้งก็คงจะรู้สึกเอ็นดูในความเป็น“เด็กน้อย”ของ“เท้ง-ณัฐพงษ์”
หรือถ้า“เท้ง”เกิดทันยุค“ป๋าเปรม-พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์”เป็นนายกรัฐมนตรี “ป๋าเปรม”คงบอกกับ“เท้ง”ว่า-“กลับบ้านเถอะลูก” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

ทภ.2 แจงปมทหารเขมรรัวปืน 11 นัด แนวชายแดนโอร์เสม็ด คาดฝีมือทหารขาดวินัย
'มิลลิ' ออกโรงขอโทษ ปมกดไลก์ 'มายด์-พาย' ยันไม่สนับสนุนความรุนแรง
รัสเซีย รู้ทัน ทรัมป์ แฉยับวางแผนคุมตลาดพลังงานโลก จ้องฮุบเส้นทางขนส่งทั้งหมด
อนุทิน เปิดทำเนียบฯ ถก CEO ยักษ์ใหญ่ ศุกร์นี้! ผุดเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง ปรับทิศทางเศรษฐกิจไทย
ใครว่า Gen Z ไม่อึด? ดู 2 หนุ่มปราจีนฯ ลุยงานหนักยันเช้า อาสาช่วยวาดกำแพงพ่อหลวงด้วยใจ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี