วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569

อเมริกามีอาวุธชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “มินิทแมน” มินิทแมนที่ว่านี้เป็นชื่อขีปนาวุธข้ามทวีปที่ชอบเอามายิงข่มขวัญประเทศที่ลุงแซมคิดว่าไม่ยอมให้ลูบหัวนั่นเอง ยิงทีไรเปรี้ยงปร้างสะท้านโลก เล่นเอาอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน แท้จริงแล้วลุงแซมเอาชื่อนี้มาจากวีรกรรมนักสู้ผู้กล้าในยุคก่อนประกาศอิสรภาพเป็นสหรัฐอเมริกานั่นเอง
อาณานิคมอังกฤษแห่งแรกบนแผ่นดินอเมริกาก่อตั้งขึ้นปี ค.ศ.1607 บริเวณที่เป็นรัฐเวอร์จิเนียปัจจุบันส่วนแม่น้ำสายหลักได้รับการขนานนามว่าแม่น้ำเจมส์จากนั้นเรียกบริเวณนั้นว่า “เจมส์ทาวน์”
เมื่อตั้งอาณานิคมเวอร์จิเนียเป็นอาณานิคมแห่งแรกแล้วอาณานิคมแห่งที่สองคืออาณานิคมพลีมัธ หลังจากมีการตั้งอาณานิคมแห่งแรกและแห่งที่สองก็เกิดอาณานิคมแบบนี้ตามมาระหว่างปี ค.ศ.1607-1733 เรียงรายตามฝั่งตะวันออกของอเมริกาตั้งแต่เหนือจรดใต้รวมทั้งสิ้น 13 อาณานิคม
สมัยโน้นชาวยุโรปแห่มาอเมริกายังกับห่าฝนมาสุมอยู่ตามอาณานิคมต่างๆ พอพลเมืองเยอะขึ้นก็เริ่มขยับขยายมีการประชุมเพื่อหาทางปรับปรุงอาณานิคมให้ดีขึ้นจึงมีการพบปะพูดคุยเป็นประจำทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี รวมทั้งมีสิทธิเลือกตัวแทนเข้าสภาอาณานิคมจุดนี้เองที่เป็นต้นกำเนิดของเสรีภาพในการพูดหรือ Freedom of Speech อย่าคิดว่าการพบปะชุมนุมของชาวอาณานิคมจะทำให้อังกฤษพอใจการประชุมของชาวอาณานิคมทุกหนทำให้รัฐบาลอังกฤษหนวดกระดิก
ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่พี่หรั่งอังกฤษจะไม่พอใจเพราะปกครองอาณานิคมแบบทวงบุญคุณ ทวงโหดเหมือนโกรธมานานทวงบุญคุณพวกอาณานิคมรัวๆ ให้เอื้อผลประโยชน์อังกฤษเพียงฝ่ายเดียวหมายถึงอาณานิคมต้องผูกขาดการค้ากับอังกฤษเท่านั้น ห้ามค้าขายกับชาติอื่นเด็ดขาด อีกทั้งยังต้องปลูกพืชตามที่อังกฤษต้องการห้ามผลิตสินค้าแข่งกับอังกฤษ เมื่อประเทศแม่ผลิตอะไรมาขายชาวอาณานิคมต้องซื้อทั้งหมด สรุปง่ายๆคืออาณานิคมทั้ง 13 แห่งถูกรัฐบาลอังกฤษมัดมือชกนั่นเอง หักคอกันเห็นๆ แบบนี้ใครจะทนไหว
หนักหนาสาหัสกว่านั้นรัฐบาลอังกฤษไม่สนใจเรื่องสิทธิเสรีภาพอะไรเลย แถมไม่อนุญาตให้ชาวอาณานิคมส่งตัวแทนเข้าร่วมในรัฐสภาอังกฤษกลับออกกฎหมายหลายฉบับ บังคับให้ชาวอาณานิคมทำตามโดยเน้นการควบคุมและหาผลประโยชน์อย่างเดียว แต่ไม่คุ้มครองป้องกันชาวอาณานิคมทุกครั้งที่ชาวอาณานิคมมีปัญหากับอินเดียนแดง ตัวแทนรัฐบาลอังกฤษจะรักษาผลประโยชน์และความปลอดภัยเฉพาะส่วนรัฐบาลอังกฤษเท่านั้น นอกนั้นช่างหัวพวกอาณานิคมพอเป็นแบบนี้ชาวอาณานิคมเลยเบ้ปากมองบน แล้วฟันธงว่างั้นไม่ต้องหวังพึ่งอังกฤษก็ได้นี่หว่า
มีการรวมตัวของชาวอาณานิคมที่นิวยอร์กเพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อกษัตริย์ให้ยกเลิกกฎหมายที่กดหัวชาวอาณานิคมพร้อมทวงสิทธิในการส่งตัวแทนจากอาณานิคมเข้ารัฐสภาในอังกฤษความไม่พอใจขั้นสุดทำให้เกิดการรวมกลุ่มชาวอาณานิคมที่เรียกตัวเองว่า “บุตรแห่งเสรีภาพ” หรือ Son of Liberty
ชาวอาณานิคมตกลงกันว่าจะไม่ซื้อสินค้าของพวกอังกฤษอีกเป็นอันขาดแล้วจะยื่นข้อเสนอถึงกษัตริย์อังกฤษแม้ว่าชาวอาณานิคมยังไม่คิดแยกตัวหรือเรียกร้องอิสรภาพนอกจากขอให้ยกเลิกฎหมายบางฉบับ แต่อังกฤษระแวงชาวอาณานิคมจนส่งกองกำลังเข้าไปเพิ่มในอาณานิคมเป็นจำนวนมากแม่ทัพที่ส่งไปดูแลกำลังพลคือ นายพลโทมัส เกจส์ชาวอาณานิคมที่แมสซาจูเซสต์จึงรวมตัวกันตั้งกองอาสาเพื่อฝึกการรบโดยเรียกกลุ่มตนเองว่า “มินิทเมน” (Minutemen) ซึ่งก็ไม่ได้รอบรู้มาจากไหนลูกชาวไร่ชาวนาธรรมดานี่แหละลุกขึ้นจับปืนป้องกันตัวเองจากการข่มเหงของทหารอังกฤษ
มีการประชุมสภาแห่งทวีปครั้งที่ 2 ที่ฟิลลาเดลเฟีย แต่หนนี้ชาวอาณานิคมลงความเห็นตรงกันว่าควรแยกตัวออกจากอังกฤษ โดยทั้งสิบสามอาณานิคมรวมตัวกันเป็นสมาพันธ์อาณานิคม มีการส่งข่าวถึงชาวอาณานิคมทุกคนให้ร่วมมือและจัดตั้งกองกำลังแห่งทวีปขึ้นเพื่อต่อสู้กับอังกฤษ มีจอร์จวอชิงตันเป็นผู้บังคับบัญชาการกองกำลังแห่งทวีปซึ่งกองกำลังแห่งทวีปที่ว่านี้มีจุดเริ่มต้นมาจากพวกมินิแมนนี่แหละ
เมื่ออังกฤษรู้ข่าวก็ส่งเรือรบอังกฤษมาปิดล้อมท่าเรือของ 13 อาณานิคมเอาไว้ โดยมองว่าอาณานิคมตั้งตัวเป็นกบฎแม่ทัพฝ่ายอาณานิคมเวลานั้นคือ จอร์จ วอชิงตันรู้ดีว่ากองกำลังมินิทเมนไม่พอเพียงต่อการสู้รบกับทหารอังกฤษที่มีพร้อมทั้งอาวุธและทักษะทางการทหาร ฝ่ายอังกฤษตั้งกองบัญชาการที่บอสตันโดยมีนายพลวิลเลี่ยม ฮาวเป็นแม่ทัพ
ฝรั่งเศสและสเปนตัดสินใจเป็นพันธมิตรร่วมรบอังกฤษกับฝ่ายอาณานิคมอย่างลับๆ จอร์จ วอชิงตันจึงส่งกองกำลังแห่งทวีปไปขุดสนามเพลาะที่เนินเขาดอร์เชสเตอร์ไฮทส์ เพราะสามารถบุกโจมตีท่าเรือบอสตันได้จากนั้นระดมยิงเรืออังกฤษเสียหายทำให้นายพลอังกฤษถอยร่นไม่เป็นกระบวนทั้งแม่ทัพและทหารสองหมื่นกว่าคนหนีตายไปนิวยอร์กทิ้งข้าวของไว้เกลื่อนท่าเรือยกนี้ทางฝ่ายกองกำลังแห่งทวีปหรือฝ่ายอาณานิคมเป็นฝ่ายชนะ
สภาอาณานิคมตั้งคณะกรรมการร่างคำประกาศเอกราช (The Declaration of Independence) มีเบนจามิน แฟรงคลิน จอห์น แอดัมส์ โรเจอร์ เชอร์แมน ฟิลิป ลิฟวิงสโตน และโทมัส เจฟเฟอร์สัน เป็นคนร่างคำประกาศเอกราช แต่โทมัสเจฟเฟอร์สันเป็นคนร่างประกาศฉบับนี้เป็นส่วนใหญ่
จากนั้นนำเสนอต่อสภาอาณานิคมและมีผลบังคับใช้วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1776 สภาอาณานิคมประกาศว่าอาณานิคมทั้ง 13 แห่งไม่ขึ้นต่ออังกฤษอีกต่อไป แยกตัวออกเป็นประเทศโดยสมบูรณ์อังกฤษปกครองอเมริการวมทั้งสิ้น 169 ปี คือตั้งแต่ปี ค.ศ1607-1776 หรือรัชสมัยของพระเจ้าเจมส์ที่ 1 จนถึงพระเจ้าเจมส์ที่ 3 หลังประกาศเอกราชในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1776 และลงนามในสนธิสัญญาปารีส 1783 นับจากนั้นเป็นต้นมาโลกก็รู้จักดินแดนแห่งนี้ว่า “สหรัฐอเมริกา”

'อนุทิน' กั๊กหน้าตาพรรคร่วม ย้ำขอเลือกนายกฯ ให้จบก่อน
หนุ่มโรงงานร้อง! ถูกอดีตเพื่อนร่วมงานรุมสกรัม-คดีไม่คืบหวั่นไม่ปลอดภัย
สีหศักดิ์ เตือนศึก ตะวันออกกลาง ยืดเยื้อ สั่งเตรียมแผนอพยพรับมือขั้นสูงสุด
ควันดำพวยพุ่ง! ไฟไหม้ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ แก่งคอย จ.สระบุรี
เลขาสภาฯ ชี้ เปิดประชุมนัดแรก ต้องรอ กกต. รับรองส.ส. ถึง 95% ก่อน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี