วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นจากช่องปากของสุนัข เป็นเรื่องที่เจ้าของสุนัขหลายคนประสบ อาจเนื่องจากในปัจจุบันความใกล้ชิดระหว่างเจ้าของกับสุนัขนั้น แนบแน่น (จนบางบ้านถึงกับนอนร่วมหมอนกันเลยทีเดียว) เมื่อสุนัขมีกลิ่นปากเจ้าของก็จะรู้สึกและสังเกตได้อย่างง่ายดาย
@ กลิ่นเหม็นที่เกิดจากช่องปากสุนัขมีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง
ปัญหาเรื่องช่องปากของสุนัขนั้น มีหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นหินปูน โรคเหงือกอักเสบ ฟันผุ ซึ่งสามารถเกิดได้เหมือนในคนเราเลยครับ แต่ในสุนัขนั้น เมื่อตรวจเจอก็มักจะพบว่าเป็นระยะที่รุนแรงกว่าในคนมากๆ เพราะในสัตว์เลี้ยงนั้น เราไม่ค่อยได้พาไปตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำเหมือนในคน ดังนั้น “การดูแลช่องปากของสุนัข” จึงมีความสำคัญครับ
ในปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่าการเลี้ยงสัตว์นั้น สุนัขจะได้รับการเอาใจใส่ดูแล ดีขึ้นกว่าในสมัยก่อนมาก สุนัขจะมีอายุขัยที่ยาวขึ้น และอยู่กับเราได้นานกว่าสมัยก่อนเนื่องจากได้รับการทำวัคซีนครบถ้วน และพบสัตวแพทย์เพื่อดูแลป้องกันโรคต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงในปัจจุบันมียาและเครื่องมือที่ใช้ในการรักษายามที่สัตว์เลี้ยงป่วยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นเมื่อสุนัขอายุยืนหรือเข้าสู่วัยชรา ก็มักพบปัญหาความเสื่อมตามวัยของร่างกาย รวมถึงโรคเกี่ยวกับช่องปากได้ง่าย เช่น โรคเหงือกอักเสบ ฟันผุ ฟันโยก โรคปริทนต์กรามหักอันเกิดจากกระดูกติดเชื้อจากโรคปริทนต์ ฝีที่รากฟัน ซึ่งปัญหาต่างๆเหล่านี้สามารถ “ป้องกันได้” หากเราให้การดูแลสุขภาพช่องปากของสุนัขเป็นประจำครับ
@ การดูแลสุขภาพช่องปากในสุนัขนั้น ทำได้อย่างไร?
หลักง่ายๆ ในการดูแลสุขภาพช่องปากของสุนัขและแมวนั้น ก็คือ
1.การพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและช่องปากอย่างสม่ำเสมอ ปีละครั้ง
2.ได้รับการขูดหินปูนตามช่วงเวลาและวิธีการที่เหมาะสม
3.มีการดูแลสุขภาพช่องปากสุนัขด้วยตนเองที่บ้านเป็นประจำเพื่อสังเกตความผิดปกติตั้งแต่เริ่มแรก
@ เมื่อไรที่เราต้องพาสุนัขไปตรวจร่างกายรวมถึงตรวจสุขภาพช่องปาก?
โปรแกรมการตรวจร่างกายของลูกสุนัขโดยคร่าวๆ แบ่งเป็นช่วงได้ดังนี้
1.การตรวจร่างกายช่วงแรก ที่อายุ “2 เดือน”
เมื่อลูกสุนัขมีอายุประมาณ 2 เดือน หรือ 8 สัปดาห์นั้น สุนัขควรมีฟันน้ำนมขึ้นครบทั้งหมดแล้ว และควรอยู่ในแนวการสบฟันที่เหมาะสม ซึ่งหากฟันน้ำนมขึ้นผิดที่ จะสามารถทำให้การสบฟันผิดปกติไป ซึ่งอาจทำให้เกิดการเจริญของขากรรไกรล่างหรือขากรรไกรบน หรือทั้งคู่ผิดปกติตามมาได้ไปทางทฤษฎี เมื่อเห็นว่ามีฟันน้ำนมขึ้นผิดปกติ สัตวแพทย์จะแนะนำให้ถอนฟันน้ำนมที่ขึ้นผิดตำแหน่งนั้นออกครับ
แต่ในการถอนฟันสุนัขและแมวนั้น จะดูยุ่งยากกว่าในคน คือต้องทำการ “วางยาสลบ” ด้วย เนื่องจากคุณหมอ (สัตวแพทย์) ไม่สามารถบอกให้คนไข้ (สุนัข) นอนอ้าปากเฉยๆ เหมือนบอกคนไข้ที่เป็นคนได้ครับ ดังนั้นจึงก่อนหน้าที่จะถอนฟัน (และวางยาสลบนั้น จึงจำเป็นต้องทำการตรวจเลือด และทำการนัดหมายล่วงหน้าก่อน เพื่อที่จะสามารถเตรียมตัวร่างกายของสุนัขและแมวให้พร้อมก่อนการวางยาสลบด้วยครับ
2.การตรวจร่างกายช่วงที่ 2 ที่อายุประมาณ “4-6 เดือน”
เมื่อลูกสุนัขมีอายุได้ 4 เดือน จะเป็นช่วงที่มีการ “ผลัดเปลี่ยนฟัน”จาก “ฟันน้ำนม” เป็น “ฟันแท้” บางตัวอาจพบว่า มีฟันแท้ขึ้นแล้วโดยที่ฟันน้ำนมที่ตำแหน่งเดียวกันยังไม่ยอมหลุด นั่นถือว่าเกิดความผิดปกติที่เรียกว่า“ฟันน้ำนมค้าง” สัตวแพทย์จะประเมินสภาพและแนะนำให้ถอนฟันน้ำนมที่ค้างเหล่านั้นออกเนื่องจากหากปล่อยไว้ ฟันน้ำนมที่ค้างอาจทำให้ฟันแท้ขึ้นผิดตำแหน่ง ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาได้ เช่น การสบฟันที่ผิดปกติ การเจริญอย่างไม่สัมพันธ์กันของขากรรไกรบนและล่าง หรือฟันแท้ที่ขึ้นผิดตำแหน่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายของเหงือก เพดานปาก ลิ้น หรือริมฝีปากได้ แล้วแต่ตำแหน่งของฟัน โดยตำแหน่งของฟันที่พบฟันน้ำนมค้างได้บ่อยคือ ฟันตัด(ฟันหน้า) และฟันเขี้ยว ความผิดปกตินี้พบได้บ่อยในสุนัขพันธุ์เล็ก เช่น ชิวาวาปอมเมอเรเนียน พุดเดิ้ล และเป็นความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมด้วยครับ
3.การตรวจร่างกายประจำปี (ปีละครั้ง)
โดยปกติเราควรพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำทุก 1 ปี เพื่อรับการฉีดวัคซันประจำปี รวมถึงตรวจสุขภาพโดยรวมทั้งช่องปากและตรวจร่างกายอื่นๆ ด้วย
@ การขุดหินปูนมีความจำเป็นต้องทำในสุนัขหรือไม่?
เมื่อเราสังเกตในช่องปากของสุนัขด้วยตัวเราเองที่บ้านแล้ว พบว่ามีหินปูนเกาะตามคอฟัน เราควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อให้สัตวแพทย์ช่วยประเมินว่าควรได้รับการขูดหินปูนแล้วหรือยัง
หากสุนัขมีหินปูนเกาะในปริมาณไม่มาก เราอาจใช้แค่การดูแลโดยเจ้าของเพื่อไม่ให้หินปูนก่อตัวเพิ่มขึ้น โดยยังไม่จำเป็นต้องขูดหินปูนก็ได้ เนื่องจากการขูดหินปูนในสุนัขและแมวนั้นต้องใช้การ “วางยาสลบ” (การวางยาสลบบ่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีครับ)
แต่ถ้าหากพิจารณาแล้ว พบว่ามีหินปูนที่โคนฟันจำนวนมาก ก็ควรได้รับการวางยาสลบและทำการขูดหินปูนเสีย เนื่องจากหากปล่อยไว้นั้นจะทำให้หินปูนซึ่งจะเป็นแหล่งที่อยู่ของเชื้อโรคในช่องปาก ทำให้เกิดปัญหาเหงือกอักเสบ โรคปริทนต์ กระดูกขากรรไกรหักจากการติดเชื้อจากโรคปริทนต์ตามมาได้
ขอเรียนย้ำว่า การขูดหินปูนในสุนัขและแมวนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางยาสลบ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งต่อ “ตัวสุนัขเองและผู้ปฏิบัติงาน” จะพบว่าการวางแต่ “ยาซึม” แล้วทำการขูดหินปูนนั้น อาจยังทำให้สุนัขเครียด หวาดกลัว ดิ้นรน จนทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอนครับ
สัปดาห์หน้า เรามารู้จักวิธีการเตรียมตัวสัตว์เลี้ยง ก่อนเข้ารับการขูดหินปูนกันครับ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ยกระดับจุดผ่านแดนถาวรบ้านคกไผ่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-ความมั่นคงชายแดน
สะเทือนใจคนรักสัตว์ เวียดนามทลายแก๊งขโมยแมวส่งโรงเชือด ช่วยได้กว่า400ตัว
คุกตลอดชีวิต สาธิต รังคสิริ อัยการไม่ฎีกา ปิดฉากคดีโกงภาษี 3 พันล้าน
ด่วน! ถนนลาดพร้าวทรุดตัวหน้าโลตัสบางกะปิ จราจรติดขัดหนัก แนะเลี่ยงเส้นทาง
น้ำมันลดอีก!!! เบนซิน ลง 75 สตางค์ ดีเซล คงเดิม

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี