วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569
การบริจาคโลหิต เป็นการแสดงออกถึงน้ำใจและความเมตตาที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในสังคมมนุษย์ เนื่องจากในปัจจุบันโลหิตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถผลิตขึ้นได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และยังไม่มีสิ่งใดสามารถทดแทนได้อย่างสมบูรณ์ การบริจาคโลหิตเพียงหนึ่งถุงจึงมีศักยภาพในการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นผู้ประสบอุบัติเหตุ ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็งของระบบโลหิต หรือภาวะโลหิตจางชนิดต่างๆ เป็นต้น
ก่อนเข้ารับการบริจาคโลหิต ผู้บริจาคควรเตรียมร่างกายให้พร้อม โดยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างน้อย 2–3 ชั่วโมงก่อนบริจาค และดื่มน้ำในปริมาณ 500–1,000 มิลลิลิตร เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการวิงเวียนหลังการบริจาค นอกจากนี้ ควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินในช่วง 3 วันก่อนบริจาค การดูแลหลังบริจาคก็ไม่ซับซ้อน เพียงให้เวลากับร่างกายพักผ่อนอย่างเหมาะสม ดื่มน้ำให้มากขึ้น และงดกิจกรรมที่ต้องออกแรงหรือยกของหนักในวันเดียวกัน โลหิตที่ได้รับบริจาคจะถูกนำไปตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อที่สำคัญ เช่น เชื้อเอชไอวี (HIV), ไวรัสตับอักเสบบีและซี, ซิฟิลิส และมาลาเรีย จากนั้นจึงนำไปแยกส่วนประกอบ ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และพลาสมา ซึ่งสามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยที่มีความต้องการแตกต่างกันได้ถึงสามราย
แม้ว่าการบริจาคโลหิตจะเป็นกิจกรรมที่ได้รับการรณรงค์อย่างแพร่หลาย แต่ยังคงมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในหมู่ประชาชน เช่น ความเชื่อที่ว่าการบริจาคโลหิตบ่อยครั้งจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ หรือส่งผลให้เลือดจาง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายมนุษย์สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดใหม่ได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว และหากบริจาคภายในระยะเวลาที่แนะนำ เช่น ทุก 3 เดือนสำหรับเพศชาย และทุก 3-4 เดือนสำหรับเพศหญิง ก็จะไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ อีกทั้งผู้หญิงที่มีประจำเดือนซึ่งไม่มีอาการผิดปกติทางร่างกาย ก็สามารถบริจาคโลหิตได้ตามปกติ ในขณะเดียวกัน การบริจาคโลหิตก็มีข้อห้ามที่ควรพิจารณาเพื่อความปลอดภัยทั้งต่อผู้บริจาคและผู้รับโลหิต เช่น บุคคลที่มีประวัติเป็นโรคติดเชื้อเรื้อรัง ได้แก่ ไวรัสเอชไอวี, ไวรัสตับอักเสบบีหรือซี, ซิฟิลิส, มาลาเรีย หรือโรคตับแข็ง ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้อย่างถาวร เช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคเรื้อรังทางระบบทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ถุงลมโป่งพอง หรือโรคหลอดเลือดแดงอุดตัน นอกจากนี้ ผู้ที่เคยได้รับโลหิตจากผู้อื่นภายในระยะเวลา 1 ปี ผู้ที่เพิ่งผ่านการสัก เจาะ ถอนฟัน หรือขูดหินปูน ก็ต้องงดบริจาคชั่วคราวตามระยะเวลาที่เหมาะสม โดยขึ้นกับลักษณะของการรักษาหรือหัตถการ รวมถึงผู้ที่เพิ่งได้รับวัคซีน หรือเซรุ่มบางชนิดซึ่งอาจมีข้อกำหนดในการเว้นระยะเวลาตามแนวทางของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ
โดยสรุปการบริจาคโลหิตไม่ใช่เพียงแค่การมีความตั้งใจ แต่ยังต้องอาศัยคุณสมบัติทางสุขภาพที่เหมาะสม เพื่อให้การบริจาคเป็นไปอย่างปลอดภัยทั้งต่อผู้ให้และผู้รับ สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการบริจาคโลหิต คือทุก 3–4 เดือน สำหรับการบริจาคโลหิตเต็มถุง และทุก 2 สัปดาห์ สำหรับการบริจาคเกล็ดเลือดหรือพลาสมา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และเจ้าหน้าที่
และในท้ายที่สุด การบริจาคโลหิตถือเป็นการให้ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง แม้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่กลับสามารถมอบชีวิตใหม่ให้แก่ผู้ป่วยที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ หากท่านมีสุขภาพดีและมีความประสงค์จะร่วมเป็นผู้ให้ สามารถติดต่อศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หรือสถานบริการโลหิตในจังหวัดใกล้บ้าน เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืน

‘อี๊ด โปงลางสะออน’ ทุ่มเวลา 2 ปี ปั้นหนังเรื่องแรกในชีวิต
ป.ป.ช.สอบต่อ เขากระโดง หลัง DSI ยุติสืบสวน หลุดคดีพิเศษ เหตุคดีมีการฟ้องร้องในชั้นศาลแล้ว
โมเมนต์อบอุ่น เจ้าชายมาทีน ทรงโพสต์ภาพอุ้มเจ้าหญิงซาห์รา มาเรียม โบลเกียห์
ทุกเหล่าทัพ เห็นพ้องพัฒนาขีดความสามารถคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หวังเพิ่มศักยภาพกองทัพ
มาอีกแล้ว! 'ศรีสุวรรณ' บุก กกต.ชี้มูลยุบพรรคประชาชน ปมยอมรับว่าฐานข้อมูลสมาชิกพรรคถูกแฮก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี