ทำไมต้องออม
ออมแล้วทำไมยังต้องลงทุน
เพราะปัจจุบันนี้ชาวไทยมีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น อายุ 60 ปียังดูหนุ่มสาวมาก เฉลี่ยอายุขัยเกือบ 80 ปี หญิงอายุยืนกว่าชาย อายุ 70 ปีขึ้นไปพบได้บ่อยมาก 80-90 ปีก็พบบ่อยขึ้น สรุปแล้วประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว (คือ มีประชาชนที่อายุมากกว่า 60 ปี 10% หรือมากกว่า) โดยเป็นมาตั้งแต่ พ.ศ.2548โดยขณะนี้ประเทศไทยเป็นสังคมสูงอายุแบบสมบูรณ์ กล่าวคือ มีผู้สูงอายุ 20% ขึ้นไป รวมแล้วมีผู้สูงอายุถึง 14 ล้านคน
ต้องออม ต้องลงทุน เพราะช่วงชีวิตของการทำงานสั้นมาก ปกติจะเกษียณอายุเมื่อมีอายุ 60 ปี ยกเว้นท่านที่มีอาชีพอิสระ เช่น แพทย์ วิศวะ สถาปนิก หรือทำธุรกิจส่วนตัว หลังจาก 60 ปีคนส่วนใหญ่มักไม่มีรายได้จากการทำงาน (active income) และทุกคนจะต้องกิน ที่อยู่อาศัยคงมีแล้วเมื่ออายุ 60 ปี เสื้อผ้าถ้าไม่เป็น คนฟุ่มเฟือยก็คงไม่ต้องซื้อเพิ่มมากมาย ส่วนยารักษาโรค เรื่องสุขภาพเช่น การตรวจวินิจฉัย รักษา ฟื้นฟูโรค ก็คงต้องใช้เงินมากขึ้นเมื่อมีอายุมากขึ้น รายจ่ายทางด้านสุขภาพอาจมีมากขึ้น แต่รายรับไม่มี เพราะแม้แต่ข้าราชการสมัยนี้ก็อาจไม่มีบำเหน็จ บำนาญ มีแต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และผู้ที่เป็นพนักงานของรัฐก็ไม่มีสิทธิ์ทางด้านรักษาพยาบาล ยกเว้นบัตรทอง ซึ่งอาจจะต้องมีรายจ่ายเสริมเกี่ยวกับสุขภาพบ้าง นอกเหนือจากสิทธิ์ในการรักษาพยาบาล
การออมเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่การออมอย่างเดียวไม่เพียงพอแน่ เพราะเงินเฟ้ออาจสูงถึง 1-3% ต่อปี ฉะนั้นควรคำนวณว่าเงินเฟ้อต่อปีไว้ที่ 3% ก่อนจะปลอดภัยกว่า ถ้าเป็นเช่นนี้เงิน 100 บาทในปีนี้พอปีหน้าจะมีค่าเพียงประมาณ 97 บาทหรือของที่มีราคา 100 บาทปีนี้ ปีหน้าจะมีราคา 103 บาท
ฉะนั้นคนที่ออมเงินเฉยๆ เก็บไว้ที่บ้าน ค่าของเงินจะลดลงปีละ 3 บาท
และถ้าเราเอาเงินไปฝากไว้ที่ธนาคาร 100 บาทใน 1 ปี อาจจะได้ดอกผลเพียง 1 บาท แต่จะมีเงินเฟ้อถึง 3 บาท ฉะนั้นการเก็บเงินไว้เฉยๆหรือแม้แต่เอาไปฝากธนาคารแบบออมทรัพย์หรือฝากประจำ อาจได้ดอกผลเพียง 1 บาท หรือ 1% จะยังน้อยกว่าค่าของเงินเฟ้อเสียอีก
ด้วยเหตุผลนี้เอง เงินที่เราออมเราจึงต้องเอาไปลงทุนโดยเฉลี่ยอาจพอสรุปได้ว่า ถ้าเราซื้อหุ้นที่ดีและลงทุนระยะยาว อาจได้ค่าตอบแทนปีละประมาณ 10% รวมทั้งราคาของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและปันผลที่ได้ โดยสรุปถ้าเราลงทุนและได้ผล 10% ต่อปี และฝากไว้ 30 ปี เงิน 10,000 บาทต่อเดือน ใน 30 ปีข้างหน้าจะเป็น 174,500 บาท หรือถ้าลงทุนเดือนละ 1,000 บาท อีก 30 ปีข้างหน้าเงิน 1,000 บาทนี้ จะกลายเป็นประมาณ 17,450 บาท
และถ้าเราฝาก 1,000 บาททุกเดือน 30 ปีจากนี้เราจะมีเงินเข้ากระเป๋าเราประมาณ 17,450 บาททุกเดือน ซึ่งถือได้ว่าน่าจะเพียงพอสำหรับการอยู่รอด เพราะควรมีบ้าน รถ แล้ว และหวังว่าเราคงไม่ได้ลงทุนเดือนละ 1,000 บาทเท่านั้น แต่พอมีรายได้สูงขึ้น จำนวนที่ลงทุนอาจค่อยๆ เพิ่มเป็นหลายพันหรือหลายหมื่น
ประเด็นที่สำคัญ คือ การออม การลงทุน ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี ตั้งแต่เงินเดือนเดือนแรกเมื่อมีอายุ 20-25 ปี ซึ่งก็เหมือนการดูแลสุขภาพยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี ไม่ใช่ไปดูแลสุขภาพตอนเกษียณ หรือตอนเป็นความดัน เบาหวานแล้ว!? เราต้องดูแลสุขภาพตั้งแต่เกิด!? เพื่อที่จะลดโอกาสที่จะมีความดัน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ฯลฯ
อย่าดูถูกยอดเงินที่เราลงทุนที่อาจเป็นยอดที่น้อยมาก เช่น300 บาทแต่ลงทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เงินเดือนเดือนแรก ปล่อยให้เงินน้อยนิดนี่และเวลาเป็นเครื่องหาเงินให้เรา การลงทุนควรเริ่มตั้งแต่อายุน้อย แต่ลงทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ เช่น ลงทุนแบบ DCA-dollar cost average คือ การสั่งครั้งเดียวให้บริษัทหลักทรัพย์ซื้อหุ้นให้เราทุกเดือนเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น 12 เดือน เพื่อกันเราลืม เราจะได้ไม่ต้องคอยจำว่าถึงเวลาแล้ว แต่ประเด็นคือเราต้องมีเงินอยู่ในบัญชีที่จะให้บริษัทเขาหักได้
การลงทุนไม่ใช่ไปกู้เงินเขามาซื้อหุ้น ควรเป็นเงินของเราเองที่เราเรียกว่าเงินเย็น ที่เราไม่ต้องใช้ในระยะยาว
วิธีการออม คือ พอได้เงินเดือน ต้องมีระบบอัตโนมัติให้หักยอดเงิน 15% ของเงินเดือนไว้ก่อนเลยเป็นกองทุน สำหรับกรณีฉุกเฉิน ทำให้เราสามารถอยู่ได้ 1 ปี โดยที่ไม่มีรายได้เข้ามา เช่น ถ้าเราใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท เราควรมีกองทุนสำรองสำหรับช่วงฉุกเฉิน 120,000 บาท เงินนี้เนื่องจากเป็นเงินสำหรับกรณีฉุกเฉินจริงๆ ที่เราคงไม่ได้ใช้ จึงไม่ควรอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ แต่ควรเอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่อาจได้ผลตอบแทน 3-4% แต่ยังสามารถถอนได้เมื่อจำเป็น
เมื่อมีเงิน “กองทุนฉุกเฉิน” แล้ว ควรเก็บต่อเพื่อเอาไปลงทุน ก่อนอื่นเลยควรซื้ออะไรที่รัฐบาลให้หักภาษีได้ เช่น RMF, ประกันสังคม ฯลฯ ซื้อเท่าที่มีสิทธิ์ อย่าซื้อมากกว่านั้น เพราะเงินจะไปดอง เช่น RMF จะเอาคืนได้เมื่ออายุ 55 ปี หรือถ้าซื้อหลัง 55 ปี เอาคืนได้ภายใน 5 ปี
เมื่อหัก 15% ของเงินเดือนแล้ว เราจึงค่อยใช้จ่ายอย่างเศรษฐกิจพอเพียง อย่าใช้ก่อนและถ้าเหลือค่อยออม เพราะอาจไม่มีเงินเหลือให้ออม ทุกๆ เดือน หาได้เท่าไหร่ ควรใช้น้อยกว่ารายได้ ช่วงนี้เป็นช่วงการลงทุน จึงควรประหยัดเพื่อความสุขสบายในอนาคตไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย กินข้าวที่บ้าน ที่ทำงาน แทนที่จะออกไปทานที่ร้านข้างนอก กาแฟ ชา ชงกินเอง และถ้าเงินไม่ค่อยมีเหลือควรทำบัญชีรายรับรายจ่าย จะทำให้เราสามารถเห็นได้ทันทีว่าเราจะประหยัดได้ตรงไหน เช่น ซื้อกาแฟนอกบ้านดื่ม กินข้าวข้างนอกสัปดาห์ละครั้ง เงินที่ประหยัดได้เพียง 300 กว่าบาท อาจนำไปซื้อหุ้นธนาคารทหารไทยได้เดือนละ 100 หุ้น(จะซื้อหุ้นได้ในแต่ละครั้งจะต้องซื้ออย่างน้อย 100 หุ้น) เพราะหุ้นขณะนี้ต่ำกว่า 3 บาท ถ้าเราซื้อ 100 หุ้นทุกเดือน ปีหนึ่งก็จะเป็น 1,200 หุ้น 10 ปีก็ 12,000 หุ้น 30 ปีก็ 36,000 หุ้น ราคาหุ้นจะขึ้นและช่วงนี้ได้ปันผลด้วย
การลงทุนมีความเสี่ยง ต้องศึกษาก่อน ต้องมีความรู้ทางด้านพื้นฐาน PE,ROE,DE ฯลฯ) และทางด้านเทคนิค คือ หุ้นดีก็จริงแต่ควรซื้อขายเมื่อไหร่ การลงทุนมีความเสี่ยงจากน้อยไปมากยิ่งถ้าจะได้ผลมากก็อาจมีความเสี่ยงมาก แต่ถ้าเรามีความรู้ มีเวลา การลงทุนที่เสี่ยงมากก็จะกลายเป็นเสี่ยงน้อย การลงทุนที่เสี่ยงน้อยที่สุดไปหามาก คือ ฝากธนาคาร เช่น ออมทรัพย์ ฝากประจำ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ กองทุน หุ้น ฯลฯ
สำหรับทองคำผู้ชำนาญแนะนำให้ซื้อบ้าง ไม่เกิน 10% ของยอดการลงทุนทั้งหมดอาจซื้อรถบ้านไว้ให้เช่าฯลฯ
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี