วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2561 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฆ่าแขวนคอวัยรุ่นชาวกาฬสินธุ์ หมายเลขดำ อ.3252/2552 ที่มีอดีตตำรวจจังหวัดกาฬสินธุ์ ตกเป็นจำเลย
ประกอบด้วย ด.ต.อังคาร คำมูลนา ด.ต.สุดธินันท์ โนนทิง ด.ต.พรรณศิลป์ อุปนันท์ พ.ต.ท.สำเภา อินดี อดีต สวป.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ อดีต ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ และ พ.ต.ท.สุมิตร นันท์สถิต อดีต รอง ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ (ทั้งหมดมียศและตำแหน่งขณะนั้น) เป็นจำเลยที่ 1-6
ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย และเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องรับโทษ
ตามฟ้องระบุว่า เหตุเกิดระหว่างวันที่ 22- 23 ก.ค. 2547 จำเลยที่ 1-3 และจำเลยที่ 6 ซึ่งขณะนั้น เป็นตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์
ร่วมกันฆ่านายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง อายุ 17 ปีเศษ ผู้ต้องหาคดีลักรถ จยย. ขณะนำตัวออกจากสภ.เมืองกาฬสินธุ์ ด้วยการบีบรัดคอจนเสียชีวิต จากนั้นร่วมกันปิดบังเหตุการณ์ตาย โดยย้ายศพผู้ตายจากท้องที่เกิดเหตุ ไปแขวนคอไว้ที่กระท่อมนาบ้านบึงโดน ม.5 ต.แสนชาติ อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด โดยจำเลยที่ 4- 6 ได้ร่วมกันข่มขู่พยานเพื่อให้การอันเป็นเท็จ จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 30 ก.ค.2555 ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ และย้ายศพเพื่อปิดบังสาเหตุการตาย ส่วนจำเลยที่ 6 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ ส่วนจำเลยที่ 5 ลงโทษจำคุก 7 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบฯ และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4
ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 มีประโยชน์ในการพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 50 ปี
พิพากษาแก้ ให้ลงโทษจำคุก จำเลยที่ 5-6 คนละ 5 ปี
และพิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ ลงโทษประหารชีวิต แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ลดโทษ 1 ใน 3 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ตลอดชีวิต
อัยการโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลย ต่างยื่นฎีกา
1.เมื่อวานนี้ มีบรรดาญาติ ผู้เสียชีวิต และญาติฝ่ายจำเลยเกือบ 20 คน เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาศาลฎีกา
แต่ถึงเวลา ปรากฏว่า พ.ต.อ.มนตรี จำเลยที่ 5 ที่ได้รับการประกันตัว ไม่มาศาล ทนายความระบุว่าไม่สามารถติดต่อกับจำเลยที่ 5 ได้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พ.ต.อ.มนตรี จำเลยที่ 5 ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาล ถือว่ามีพฤติการณ์หลบหนี ให้ออกหมายจับ ปรับนายประกันเต็มตามจำนวน 1 ล้านบาท
นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาอีกครั้ง วันที่ 11 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น.
2.น่าสนใจว่า สุดท้าย ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาในคดีนี้อย่างไร?
คดีนี้ อาจเป็นคดีฆาตกรรมคดีหนึ่ง แต่มีจำเลยเป็นตำรวจในพื้นที่ ถูกฟ้องว่ามีพฤติกรรมอุ้มฆ่า แล้วอำพรางด้วยการแขวนคอ แต่ที่น่าสนใจ คือ ฉากหลังของการสังหารโหดนั้น คือ สงครามยาเสพติด ในยุครัฐบาลทักษิณ ซึ่งเป็นบริบททางนโยบายที่ทำให้เกิดการสังหารโหดขึ้นทั่วประเทศในช่วงเวลานั้น
3.ยังจำได้ มีการเสียชีวิตกว่า 2,500 ศพ ในระหว่างประกาศสงครามยาเสพติดของนายทักษิณ ชินวัตร
ตำรวจยุคนั้น อ้างว่า “ฆ่าตัดตอน” คือ พ่อค้ายาเสพติดฆ่าเครือข่ายยาเสพติดด้วยกันเอง เพื่อตัดตอนความผิด มิให้สาวมาถึงตนเอง
ในความเป็นจริง คนที่ถูกฆ่าตายกว่า 2,500 ราย ในช่วงนั้น ส่วนใหญ่มีชื่ออยู่ในบัญชีดำของทางการ แต่ยังไม่มีการพิสูจน์เลยว่าเขาเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดจริงหรือไม่?
ถูกนักค้ายาฆ่ากันเองกี่ราย?
ถูกเจ้าหน้าที่ฆ่าตายกี่ราย?
และมีกี่รายที่ถูกเจ้าหน้าที่ใส่ร้ายป้ายสีเพื่อให้มีผลงานตามนโยบายของทักษิณ?
ส่วนใหญ่มีชื่ออยู่ในบัญชีดำของทางการ จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่
4.การขึ้นบัญชีดำของทางการในขณะนั้น มีความบกพร่องร้ายแรง
พ่อค้ายาบางรายไม่ได้มีชื่ออยู่ในบัญชีดำ
แต่คนมีชื่ออยู่ในบัญชีดำจำนวนมาก กลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับการค้าขายยาเสพติดเลย
รัฐบาลทักษิณ ขณะนั้น ได้สั่งการเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจัดทำบัญชีรายชื่อของประชาชนผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด (บัญชีดำ) โดยวิธีการให้ประชาชนในชุมชนแจ้งรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทั้งผู้เสพและผู้ค้า โดยหย่อนรายชื่อในกล่องให้ทางการ เหมือนลงคะแนนโหวตเลือกผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จึงเกิดความคลาดเคลื่อน ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องถูกขึ้นชื่ออยู่ในบัญชีดำจำนวนมาก เพราะเกิดการใส่ร้ายป้ายสีกันระหว่างผู้มีความขัดแย้ง ศัตรูคู่อาฆาต คู่แข่งทางธุรกิจการค้าในท้องถิ่น คู่แข่งทางการเมือง เกิดการแก้แค้นผู้ที่มีความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือทางราชการ รวมไปถึงการเลือกปฏิบัติโดยอคติทางชาติพันธุ์ อคติต่อชาวเขา คนมีชื่อในบัญชีดำ จึงไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเสมอไป
5.ในสงครามยาเสพติดนั้น ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะตำรวจ ถูกทักษิณเร่งรัด สั่งการ กดดัน อ้างปฏิบัติการทำสงครามขั้นแตกหักในระยะเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2546
มีการกำหนดให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ต้องปราบปรามผู้มีรายชื่อในบัญชีดำให้ได้อย่างน้อยถึงร้อยละ 25
พูดง่ายๆ ว่า ต้องตัดยอดบัญชีดำ ทำให้ลดลงอย่างน้อย 25% ภายในเวลา 3 เดือน
โดยกำหนดหลักเกณฑ์ที่ใช้วัดผลในการตัดยอดคนในบัญชีดำ 3 อย่าง คือ
(1) การจับกุมดำเนินคดีจนถึงขั้นอัยการส่งฟ้องศาล
(2) การวิสามัญฆาตกรรม
และ (3) การที่ผู้มีรายชื่อในบัญชีดำเสียชีวิต ไม่ว่าด้วยกรณีใดก็ตาม
รัฐบาลทักษิณ ถึงกับสั่งการ กดดันเจ้าหน้าที่ให้เร่งทำยอด ซึ่งหากไม่สามารถทำได้ ก็จะต้องถูกโยกย้ายหรือพิจารณาโทษทางวินัย โดยทักษิณถึงกับกำชับและข่มขู่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานว่า “ถ้าล้มเหลว ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดก็คงต้องไปด้วยกัน”
ยิ่งกว่านั้น นอกจากรัฐบาลทักษิณจะได้กำหนดหลักเกณฑ์ปฏิบัติดังกล่าวแล้ว ทักษิณยังได้สั่งการ มอบหมายนโยบาย และชี้นำผู้ปฏิบัติงานโดยใช้ถ้อยคำ วาทกรรมที่รุนแรง ในลักษณะยุงยงส่งเสริมให้ใช้ความรุนแรงนอกระบบกฎหมายเข้าจัดการอย่างเด็ดขาด เช่น
“ท่านต้องใช้ Iron fist หรือกำปั้นเหล็ก ใช้ความเด็ดขาดอย่างชนิดไม่ต้องปรานี พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ เคยกล่าวไว้ว่า ภายใต้แสงอาทิตย์ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องยาเสพติดผมมั่นใจว่าตำรวจไทยจัดการได้”
“การทำงานหนักของท่าน 3 เดือน ถ้าจะมีผู้ค้ายาตายไปบ้างก็เป็นเรื่องปกติ” หรือ “บางทีถูกยิงตายแล้วต้องถูกยึดทรัพย์ด้วย ผมคิดว่าเราต้องพอกัน” หรือ “ที่อยู่ของขบวนการค้ายาเสพติดมี 2 ที่ คือถ้าไม่ไปคุก ก็ไปวัด”
รวมไปถึง “ผมจัดการแน่นอน ไม่เก็บไว้ทำพ่อหรอก ขอให้บอกเบาะแสมา ใครขายยาผมจะหิ้วให้หมด จะส่งไปเยี่ยมยมบาลให้หมด”
ด้วยเหตุนี้ ภายในช่วงเวลา 3 เดือน จึงมีการ “ทำยอด” และปรากฏว่า ประชาชนที่มีชื่ออยู่ในบัญชีดำของทางการถูกยิงทิ้งจำนวนมาก
6.เหยื่อจากนโยบายสงครามยาเสพติดของระบอบทักษิณ จึงไม่ใช่แค่ผู้ที่ถูกฆ่าตายไปโดยไม่ทันได้พิสูจน์ในชั้นศาลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตำรวจ ที่ถูกกดดัน สั่งการเชิงนโยบาย และนำไปสู่การฆาตกรรมอย่างเป็นระบบในวงกว้าง
นี่คืออาชญากรรมร้ายแรงต่อมนุษยชาติ
นี่คือบาดแผลจากนโยบายสงครามยาเสพติด ที่มุ่งเอาคะแนนนิยมทางการเมือง มากกว่าจะขุดรากถอนโคนผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่จริงๆ
สารส้ม

'สุนารี'เตรียมปรับตัวรับมือหากสงครามยืดเยื้อเงินอาจไม่มีความหมาย
ผบ.ทสส. ยันกองทัพสนับสนุน กต.อพยพคนไทย ออกจากพื้นที่ตะวันออกกลาง
‘ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง’บุกนครพนม! ทวงคืนศักดิ์ศรีสาวลาววัย 15 ถูกอดีตพี่เขยไทยขืนใจ
AMATAV กางแผนรุก‘อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ’ ปั้นฮับไฮเทคใหม่ในเวียดนาม
‘ตุ๊กกี้’ ของขึ้นโพสต์ฉะ ถึงใคร? เงินต้น 80,000 แต่ดอก ปาไป 200,000 สายไหมต้องเข้าละ?

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี