วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569
“หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” หรือที่เรียกกันติดปากว่า “30 บาทรักษาทุกโรค” ริเริ่มตั้งขึ้นจากการผลักดันของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ด้วยมุ่งหวังให้คนไทยทุกคนมีสิทธิการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน“เพราะในครอบครัวหากมี 1 คนป่วย คนที่เหลืออาจถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว” เนื่องจากต้องนำเงินที่เก็บออมไปเป็นค่ารักษาพยาบาล กลายเป็นภาพน่าเวทนาต่อผู้ได้ทราบเรื่องราว
เกือบ 2 ทศวรรษที่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า “หยั่งรากลึก” ลงบนผืนแผ่นดินไทย ในมุมหนึ่งกลับถูกนำมาเป็น “ประเด็นทางการเมือง” อยู่หลายหนว่า“ประชานิยม” และสำทับด้วย “ใช้ประโยชน์ไม่ได้จริง”แล้วก็เรียกร้องให้ยกเลิกบ้าง ให้สิทธิเฉพาะคนจนบ้างหรือเปลี่ยนไปเป็นระบบร่วมจ่ายบ้าง ซึ่งสัปดาห์นี้“ที่นี่แนวหน้า” ขอนำเรื่องเล่า 2 เรื่อง ของผู้ที่เคยมีประสบการณ์ได้ใช้บริการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มาให้ผู้อ่านได้รับทราบกัน
เรื่องแรกมาจาก ผศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดีอาจารย์วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) เขียนบทความ “รักษาฟรีไม่มีข้อแม้” เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว “Sustarum Thammaboosadee” เมื่อ 30 พ.ค. 2562 เล่าว่า หลังจาก มธ. เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบ ทำให้ผู้ที่เข้าเป็นอาจารย์ หลังปี 2540 ไม่มีสถานะเป็นข้าราชการ จึงไม่ได้สิทธิรักษาพยาบาลสมาชิกในครอบครัว ตัวของอาจารย์เองนั้นใช้สิทธิประกันสังคม ขณะที่คุณแม่ใช้บัตร 30 บาท และภรรยาที่เคยซื้อประกันเอกชนต่อมาก็ยกเลิกและหันมาใช้บัตร 30 บาทเช่นกัน
อาจารย์ษัษฐรัมย์เล่าต่อไปว่า กรณีของคุณแม่นั้นป่วยเป็นโรคเรื้อรัง การมีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตร 30 บาทนั้น ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายพันบาท ส่วนกรณีของภรรยานั้นได้ไปใช้บริการคลินิกเวชกรรมที่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก ซึ่งนอกจากจะได้รับความสะดวกแล้ว “ยังทำให้ได้แก้ไขความเข้าใจผิดด้วยว่าการมีผู้มารักษามากๆ เป็นภาระ” ที่หลายคนยังเชื่อกันอยู่ ดังที่อาจารย์ได้บรรยายไว้ว่า..
“ถ้าคิดตามมโนสำนึกแบบชนชั้นกลาง ตอนไปลงทะเบียนสิทธิ สิ่งที่คิดคือ เจ้าหน้าที่น่าจะมองเราน่ารังเกียจมาเบียดบังสวัสดิการ เป็นปรสิต กาฝากฯลฯ แบบทัศนะชาวเนต pantip เป็นชนชั้นกลางวัยทำงานทำไมไม่ยอมจ่าย บลาๆๆๆ แต่นั่นคือแค่เรื่องมโนกันเอง เจ้าหน้าที่ดีมาก กุลีกุจอ ผมสอบถามพาซื่อว่าบัตรทองคนมาใช้ฟรีคลินิกไม่เจ๊งเหรอ คุณพยาบาลยิ้มๆ แล้วบอกว่า ไม่หรอก ยิ่งคนลงทะเบียนเยอะ ยิ่งได้งบประมาณเยอะ เอามาพัฒนาคลินิกได้ เพิ่มหมอเฉพาะทางมาประจำบางวัน
แล้วยิ่งคนอายุน้อย มาลงทะเบียนจริงๆ ก็ใช้น้อยปีหนึ่ง 2-3 ครั้ง บางคนไม่ใช้เลย ส่วนคนสูงอายุก็มียาประจำของเขามีโรคประจำตัว พบหมอติดตามอาการปกติ ไม่กระทบอะไรกับการบริหารคลินิกเลย ในคลินิกผมรอพร้อมกับลูกจ้างร้านขายส้มตำ วินมอเตอร์ไซค์ที่คุ้นหน้า คนที่เราอยู่ในสังคมเดียวกัน เราอาจทำงานต่างกัน แต่ได้ป่วยด้วยกันรักษาด้วยหมอคนเดียวกัน สิ่งที่เห็นคือ การปลอดความกังวลต่างๆ”
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ษัษฐรัมย์ มองว่าปัญหาที่พูดกันบ่อยๆ คือ “บุคลากรทางการแพทย์ขาดแคลน”ต้นเหตุน่าจะมาจาก “การกระจุกตัวในส่วนกลาง” โดยเฉพาะแพทย์ที่กว่าร้อยละ 50 อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ อาจมีหมอ 4-5 คนเท่านั้น หมอเฉพาะทางบางสาขาในจังหวัดประชากรมากกว่า 1 ล้านคน อาจมีแค่ 1 คนเท่านั้น “การกระจายอำนาจ” ลดระบบราชการรวมศูนย์จึงเป็นทางออก
อีกเรื่องหนึ่งมาจากทีมประชาสัมพันธ์ของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กับกรณีของ นายนริศร์ ศักดาพลรักษ์ อายุ 72 ปี เคยทำงานเป็น “วิศวกร” จึงจัดอยู่ในสถานะ “ชนชั้นกลาง”คนหนึ่ง “แต่แล้วเมื่อล้มป่วยด้วยสารพัดโรค” ตั้งแต่อาการปวดท้องจากภาวะติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ตามด้วยภาวะเส้นเลือดอุดตันในสมอง และต่อมายังมีภาวะลิ้นหัวใจรั่วอีก “ค่าใช้จ่ายในการรักษาคงแตะหลักล้านบาท” รู้สึกเครียดมาก
คุณนริศร์เล่าว่า ในช่วงรอคิวถึง 6 เดือนก่อนผ่าตัดนั้นมีพยาบาลโทรศัพท์มาสอบถามอาการทุกๆ 2 สัปดาห์ จนกระทั่งพักรักษาตัวหลังผ่าตัดอีก 7 วัน และตรวจเพื่อติดตามผลหลังกลับบ้าน “ทั้งหมดเป็นไปภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” หากต้องจ่ายเองทั้งหมดคงไมไหว ไม่พ้นต้องเป็นหนี้ “การใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้มีส่วนที่ต้องออกเงินเองเพียงหลักหมื่นบาทเท่านั้น” ลดค่าใช้จ่ายได้หลายเท่าตัว และย้ำว่า..
“วันนี้หากถามว่าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นสิทธิจำเป็นในกลุ่มคนชนชั้นกลางหรือไม่ ตอบได้ว่าจำเป็นในฐานะผู้ที่ประสบเหตุการณ์ด้วยตัวเองและในระหว่างที่เข้ารับการรักษายังพบผู้ป่วยบางคนที่ย้ายมาใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพหลังจากหมดเงินค่ารักษาที่ รพ.เอกชนเป็นหลักแสนหลักล้านบาทจนจ่ายไม่ไหว ส่วนที่มีข้อเสนอให้จำกัดสิทธิบัตรทองเฉพาะกับคนจนและผู้มีรายได้น้อยนั้น มีความเห็นว่าเราคงใช้เส้นแบ่งตรงจุดนั้นไม่ได้ เพราะคนที่มีเงินวันหนึ่งอาจจะประสบภาวะล้มเหลว กลายเป็นคนไม่มีเงินได้
และข้อเท็จจริงไม่มีใครอยากเจ็บป่วยหรือไม่สบายเพื่อขอใช้สิทธิ การใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพจึงเป็นการใช้สิทธิที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งงบประมาณของรัฐที่จ่ายกับระบบนี้ได้ยังประโยชน์ให้กับประชาชนโดยตรง ส่วนคนรวยนั้นมองว่าคงไม่มีใครอยากมาใช้สิทธิระบบนี้อยู่แล้ว ส่วนใหญ่หากมีเงินก็จะเข้ารักษาที่ รพ.เอกชน หรือจ่ายเงินเองมากกว่าเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว”
อนึ่ง คุณนริศร์กล่าวถึงสิ่งที่ควรเพิ่มเติมคือ “มาตรการลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คนเจ็บป่วย” เช่น การจำกัดการใช้ยาปราบศัตรูพืชด้วยการสนับสนุนใช้วิธีอื่นที่ปลอดภัยและไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การลดใช้น้ำมันประกอบอาหารที่ก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นต้น พร้อมมีมาตรการสนับสนุนการออกกำลังกายควบคู่ ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่ดีและมีประโยชน์กับประชาชนมากกว่าไปยกเลิก
เพราะไม่มีใครรู้ได้ว่าวันนี้ร่ำรวย วันหน้าไม่ตนเองก็คนที่รักอาจป่วยจนต้องใช้เงินเก็บทั้งหมดที่มีก็ได้ ยังไม่นับเรื่องที่ต้องยอมรับความจริงด้วยว่า“ที่ผ่านมาเมื่อรัฐพยายามตามหาคนจน กลับพบเสมอว่าคนจนไม่ได้สิทธิ์ แต่คนที่ได้สิทธิ์กลับไม่จน”ดูตัวอย่าง “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ที่เจออยู่หลายกรณี!!!

เสียงจากบุรีรัมย์ ขอรัฐช่วยตรึงดีเซล ค้านปิดปั๊ม 4 ทุ่ม
หนุ่มขับกระบะตกคลอง ร้องขอพลเมืองดีอย่าเรียกตำรวจ เจอยาบ้าตกข้างรถ
ซัมเมอร์เดือด พลอยชมพู เสิร์ฟบิกินี่ตัวจี๊ดโชว์หุ่นฟิตเป๊ะ
เจ้าเดียวกับตึก สตง.! ผู้รับเหมาทิ้งงานศูนย์ราชการแพร่ 539 ล้าน จ่อขึ้นแบล็กลิสต์
ฟ้า พรหมศร อดอาหารในคุก หลังศาลไม่ให้ประกันตัวคดี ม.112

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี