วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
ทำไมข้ออ้างว่าโอนหุ้น 8 ม.ค. จึงไม่น่าเชื่อ?
แม้จะมีใบโอนหุ้น-เช็ค มาอ้าง ก็ไม่น่าเชื่อ?
นั่นก็เพราะว่า เอกสารทั้ง 2 อย่างนั้น ล้วนแต่เป็นเอกสารที่ “ทำกันเอง”โดยคนกันเอง ไม่ได้มีการนำไปเชื่อมต่อหรือยืนยันกับคนนอก จึงสามารถทำย้อนหลังกันขึ้นมาได้โดยง่าย กล่าวคือ ไม่ได้แจ้งนายทะเบียนเรื่องการโอนหุ้นส่วนเช็คก็ไม่ได้นำไปเข้าบัญชี (ค่อยเอาไปเข้าหลังเกิดเรื่องแล้ว)
จึงไม่แปลกเลยที่คนมีสติปัญญาปานกลางทั่วไป เขาจะไม่เชื่อ
แค่อ้างว่า ไม่มีเวลาว่างเอาเช็คไปเข้าบัญชี ไม่ไว้ใจคนอื่นให้เอาไปแทน ยาวนานตั้ง 128 วัน (เจ้าตัวไม่เคยทิ้งเวลานานแบบนี้) คนเขายิ่งหัวเราะกร๊าก เพราะเช็คขีดคร่อมแบบนั้น ต่อให้คนอื่นได้ไปก็เอาไปทำอะไรไม่ได้ นอกจากเอาไปเข้าบัญชีของคนที่มีชื่อได้รับเช็คนั้นๆ เรื่องแบบนี้เอาไว้หลอกคนที่ไม่เคยข้องเกี่ยวเรื่องเช็คก็พอได้
ในประเด็นเรื่องนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้อย่างเฉียบคม บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและเหตุผล
สรุปคร่าวๆ ดังนี้
1. ข้อเท็จจริงปรากฏตามพยานหลักฐานดังกล่าว นายธนาธร โอนหุ้นให้แก่นางสมพร เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2562 จริงหรือไม่ กล่าวคือ ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้น บริษัท วี-ลัคฯ มีหนังสือส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กทม. กรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยเร็วทุกครั้ง
แต่การโอนหุ้นของนายธนาธรให้นางสมพร ในวันที่ 8 ม.ค. 2562 กลับไม่ปรากฏการส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ที่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
2. ทั้งที่การส่ง บอจ.5 เป็นหลักฐานสำคัญ หากผู้ถูกร้องมีความประสงค์เข้าสู่การเมือง การที่ไม่มีการส่ง บอจ.5 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กทม. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นหลักฐานที่สำคัญหากนายธนาธรมีความประสงค์เข้าสู่การเมือง การที่ไม่มีการส่ง บอจ.5 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กทม. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงเป็นการผิดปกติที่เคยปฏิบัติมา
ย้ำ ทั้งที่การโอนหุ้นครั้งนี้มีความสำคัญต่อการเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองของนายธนาธรอย่างยิ่ง เพราะถ้ามิได้โอนไปก่อนสมัครรับเลือกตั้ง ย่อมทำให้นายธนาธรมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3)
3. แม้อ้างว่า บริษัท วี-ลัคฯ ได้เลิกจ้างพนักงานไปหมดแล้วตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย. 2561 จึงไม่มีนักบัญชีคอยติดตามเอกสารทางทะเบียนดังเช่นตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ประกอบกับการโอนหุ้นภายในครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ
อย่างไรก็ดี คำให้การดังกล่าวขัดแย้งกับ น.ส.ลาวัลย์ จันทร์เกษม พยานบุคคลที่ว่า ตนสามารถทำได้ ถ้ามีคำสั่งให้ทำ โดย น.ส.ลาวัลย์ เป็นเจ้าหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการแจ้ง บอจ.5 และเป็นเจ้าหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการแจ้ง บอจ.5 เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2562 ด้วย
ประกอบกับในทางปฏิบัติการยื่น บอจ.5 นั้น สามารถมอบหมายให้บุคคลอื่นดำเนินการได้ และการยื่นเอกสารดังกล่าว สามารถกระทำได้โดยไม่มีความยุ่งยากแต่ประการใด เพราะบริษัท วี-ลัคฯ ส่ง บอจ.5 และงบดุลประจำปี ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กทม. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทางอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่วันที่ 2559-2561
4. นายธนาธร อ้างว่า นางสมพรได้ชำระค่าหุ้นให้แก่นายธนาธร ด้วยเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขา ถ.บางนา-ตราด เซ็นทรัลซิตี้ ฉบับวันที่ 8 ม.ค. 2562 สั่งจ่ายนายธนาธร เป็นเงินจำนวน 6.75 ล้านบาท
ปรากฏนำฝากเข้าบัญชีเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2562 ตรงกับวันที่ กกต. ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย และระยะเวลานานถึง 128 วัน หลังจากวันที่ระบุในเช็ค
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 990 ให้ผู้ส่งเช็ค ต้องนำเช็คไปขึ้นธนาคารตามเช็ค เพื่อให้มีการใช้เงินภายใน 30 วัน หากเช็คออกเมืองเดียวกันกับเมืองที่ธนาคารตามเช็คมีหน้าที่จ่ายเงินตั้งอยู่ หรือภายใน 3 เดือนหากเช็คต่างเมืองสถานที่ออกเช็ค และธนาคารอยู่คนละจังหวัดกัน
กรณีนี้ธนาคารที่มีหน้าที่จ่ายเงิน คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขา ถ.บางนา-ตราดเซ็นทรัลซิตี้ อยู่ใน กทม. และในเมื่อไม่ระบุสถานที่ออกเช็ค ต้องถือว่าออกเช็ค ณ ภูมิลำเนาผู้สั่งจ่าย คือ นางสมพร มีภูมิลำเนาใน กทม. ดังนั้นนายธนาธรมีหน้าที่นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินในวันที่ 8 ก.พ. 2562
และเมื่อตรวจสอบย้อนหลัง 3 ปี พบว่า เช็ควงเงินตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป บริษัทวี-ลัค มีเดีย จะเรียกเก็บเงินภายใน 42-45 วัน แต่ในการเรียกเก็บเช็คฉบับนี้ลงวันที่ 8 ม.ค. 2562 กลับใช้เวลาถึง 128 วัน
ส่วนเช็คบางฉบับที่ใช้เวลา 98 วันในการขึ้นเงิน ก็มียอดเงินเพียง 27,000 บาทเท่านั้น
ข้ออ้างที่ นางรวิพรรณเบิกความว่าไม่สะดวกจะนำเช็คไปขึ้นเงิน เพราะต้องดูแลบุตรซึ่งเป็นเด็กทารก รวมถึงยังอ้างว่าทนายความนำเช็คต้นฉบับไปใช้ต่อสู้คดี ก็ขัดแย้งกับหนังสือของกกต. ที่ชี้แจงต่อเลขาฯกกต.ว่า นายธนาธร
ส่งสำเนาเช็คมาชี้แจงเท่านั้นไม่ได้ส่งเช็คต้นฉบับมาแต่อย่างใด
แสดงให้เห็นว่านางรวิพรรณสามารถนำเช็คเข้าบัญชีได้ตั้งแต่ 9 ม.ค. 2562 ข้อโต้แย้งจึงไม่มีน้ำหนัก เชื่อถือไม่ได้ เพราะเป็นเช็คขีดคร่อม โอนไปยังบุคคลอื่นไม่ได้ สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ เพราะนางรวิพรรณก็ไม่มีชื่อเป็นผู้รับเงินตามเช็ค จึงไม่ต้องรอเวลาถึง 4 เดือนเศษ
5. ประเด็นที่นางสมพรโอนหุ้นให้แก่นายทวี หลานชาย แล้วต่อมาได้โอนกลับคืนนางสมพรนั้น ศาลเห็นว่า การโอนหุ้นให้และการโอนหุ้นคืน โดยไม่มีค่าตอบแทนตามที่อ้างความสัมพันธ์เครือญาติ ย้อนแย้งกับการโอนหุ้นให้กับนายธนาธรซึ่งบุตร
แม้นางสมพรจะอ้างว่าต้องการให้นายทวีเข้ามาช่วยฟื้นฟูกิจการ แต่การโอนหุ้นโดยไม่มีค่าตอบแทนทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะเอกสารต่างๆ บริษัทวี-ลัคมีเดียสามารถจัดทำกันได้เองในภายหลัง
อีกทั้งการโอนหุ้นคืนภายในเวลา 2 เดือนเศษ โดยอ้างว่าศึกษาแล้วต้องใช้เงินลงทุนอีกหลายล้านบาท ข้อเท็จจริงส่วนนี้ขัดกับปกติวิสัยของนักลงทุนทั่วไป ที่ต้องศึกษาแผนและทดลองปฏิบัติตามแผนเสียก่อน และเมื่อเทียบกับสถานะทางเศรษฐกิจของนางสมพรแล้ว การอ้างว่ากิจการวี-ลัค มีเดีย มีหนี้สิน 10 ล้านบาท ก็ต่างจากการงบดุลที่นำส่ง โดยแจ้งว่ามีลูกหนี้เพียง 2 ล้านบาทเศษ จำนวนเงินดังกล่าวไม่ตรงกัน หนี้สินจำนวนไม่มาก การทวงถามและวิเคราะห์โครงสร้าง สามารถให้ทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญดำเนินการแทนได้ โดยไม่จำเป็นต้องโอนหุ้นให้หลานก็ได้ เนื่องจากการเป็นผู้ถือหุ้นไม่มีอำนาจบริหาร ติดตามหนี้สิน หรือบริหารเงินสด
การที่นายธนาธรอ้างว่า ได้โอนหุ้นเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2562 โดยอ้างพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตราสารโอนหุ้น พบว่า เป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน ใกล้ชิดกับนายธนาธร ประกอบกับเอกสารการโอนหุ้นของบริษัทวี-ลัคฯ ได้แก่ สำเนาเอกสารรับรองการโอนหุ้นที่มีทนายความรับรอง ตราสารการโอนหุ้น เช็คสั่งจ่ายค่าหุ้น สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท ต้นขั้วเช็ค และต้นขั้วใบหุ้น ล้วนเป็นเอกสารที่บริษัท วี-ลัคฯ จัดทำ และเก็บรักษาไว้ที่บริษัทวี-ลัคฯ ทั้งสิ้นจึงกล่าวอ้างเจือสมเพื่อให้ตรงกับหลักฐานในบอจ.5 ซึ่งบริษัท วี-ลัคฯยื่นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กทม. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในวันที่ 21 มี.ค. 2562 ซึ่งนางสมพรรับโอนหุ้น 6.75 แสนหุ้น กลับคืนมาจากนายทวีเท่านั้น
6. การที่นายธนาธร ชี้แจงว่า เดินทางกลับจาก อ.สะตึก จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2562 กลับมายังบ้านพักที่เล็กไซด์วิลล่า แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กทม. ซึ่งเป็นบ้านพักของนายธนาธร โอนหุ้นบริษัท วี-ลัคฯ ให้แก่นางสมพร
เห็นว่า แม้จะฟังได้ว่านายธนาธรเดินทางกลับจาก จ.บุรีรัมย์ มาบ้านพักในวันดังกล่าวจริง ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็รับฟังได้เพียงว่า นายธนาธร อยู่ กทม. เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2562 เท่านั้น
ไม่ได้หมายความว่ามีการโอนหุ้นบริษัท วี-ลัคฯ ในวันดังกล่าวจริง
การพิจารณาโอนหุ้นเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2562 จริงหรือไม่ ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานอื่นๆ ประกอบพฤติการณ์ทั้งปวงแห่งคดี
คดีนี้แม้นายธนาธร มีพยานหลักฐานแสดงว่า การโอนหุ้นให้นางสมพรเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2562 แม้นายธนาธรได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 และมาตรา 1141 แต่เมื่อพิจารณาพบว่า มีข้อพิรุธหลายจุด ประกอบพยานหลักฐาน พฤติการณ์แวดล้อม สอดรับแน่นหนา ย่อมมีความน่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานของนายธนาธรที่มีพิรุธหลายประการ ดังนั้น จึงมีน้ำหนักหลักล้างข้อสันนิษฐานของนายธนาธรได้
เมื่อพิจารณาข้อพิรุธหลายประการดังกล่าว ประกอบพฤติการณ์ทั้งปวงแห่งคดี ฟังได้ว่า นายธนาธรถือหุ้นบริษัท วี-ลัคฯ ประกอบกิจการสื่อมวลชน เมื่อวันที่6 ก.พ. 2562 อันเป็นวันที่พรรคอนาคตใหม่ ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อต่อ กกต. อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้นายธนาธรใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สส. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) ทำให้สมาชิกภาพ สส. ของนายธนาธร สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) โดยเมื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 จึงให้สมาชิกภาพ สส. ของนายธนาธร สิ้นสุดลงในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ คือวันที่23 พ.ค. 2562
สารส้ม

'ฮิม กุลชา'คว้ารองแชมป์โลกฮอกกี้น้ำแข็งบินกลับไทยเตรียมฟิตติ้งซีรีส์โลดแล่นสู่วงการบันเทิง
สลดพระประแดง! หนุ่มใหญ่วิน จยย. หลุดโค้งชนกระบะ ‘คอหัก-ขาหัก’ ดับสยอง
‘เต้ย-พงศกร’เปลี่ยนลุคทรงโจร ซิ่งตุ๊กตุ๊กแกล้ง ‘พรีม-รณิดา’ เปิดฉากป่วน
‘ตรัย จักรภัทร’ สุดปลื้ม!ฟีดแบ็ก ‘รื่องเล่าอาจารย์ยอด’ตอน 'บาตรแตก'
‘ซานิ’ ปล่อยพลังร็อกในเพลง ‘อยากลองดีก็ลองดู’ ปลุกใจแฟนละคร ‘เลดี้ทุ่งกระบือบาล’

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี