วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569
นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ปฏิเสธเสียงแข็ง ว่าไม่ได้ใช้โควตาของกองทัพไทยเข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยต์ สหรัฐอเมริกา โดยยืนยันว่าเป็นโควตาของกัมพูชาเสนอชื่อโดยกระทรวงกลาโหมกัมพูชา รับรองโดยสถานทูตสหรัฐฯ ในพนมเปญ
1. ฮุน มาเนต โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Hun Manet ระบุว่า
“เมื่อวานนี้ ผมได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกสหรัฐอเมริกา West Point ของผมเมื่อ 27 ปีก่อน (29 พฤษภาคม 1999)
มีชาวไทยบางส่วนเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่าผมได้เข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกสหรัฐฯ West Point ผ่านโควตาของกองทัพไทย
ความเห็นในลักษณะนี้มีมาหลายครั้งแล้ว แต่ผมไม่เคยตอบโต้ เพราะไม่ต้องการนำเรื่องนี้มาขยายความให้ยืดเยื้อโดยไม่จำเป็น
ครั้งนี้ ผมขอชี้แจงเล็กน้อยเพื่อยุติความเข้าใจผิดดังกล่าว
คำตอบสั้นๆ คือ ผมไม่ได้เข้าเรียนที่ West Point โดยใช้โควตาของกองทัพไทย
โดยมีเหตุผลง่ายๆ ดังนี้
1. สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจ และมีศักยภาพเพียงพอที่จะมอบทุนการศึกษาให้แก่ประเทศใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องนำโควตาของประเทศหนึ่ง (ไทย)ไปมอบให้แก่ผู้สมัครจากอีกประเทศหนึ่ง (กัมพูชา)
2. ประเทศที่ได้รับโควตาเพื่อส่งนักเรียนไปศึกษาใน West Point ไม่มีสิทธิ์โอนโควตาของตนให้แก่ประเทศอื่น สหรัฐอเมริกาเป็นผู้กำหนดเองว่าประเทศใดจะได้รับโควตา และได้รับจำนวนกี่ที่นั่งในแต่ละปี
3. ประกาศนียบัตรจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกสหรัฐฯ West Point ของผม ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าผมเป็นนักเรียนนายร้อยจากประเทศกัมพูชา ไม่ใช่จากประเทศอื่น
4. เงื่อนไขสำคัญสำหรับผู้สมัครนักเรียนนายร้อยต่างชาติที่จะเข้าเรียนที่ West Point คือ ต้องได้รับการเสนอชื่อ (Nomination) จากกระทรวงกลาโหมของประเทศตนเอง และได้รับการรับรอง (Endorsement) จากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศนั้น
หากผมใช้โควตาของกองทัพไทยเพื่อเข้าเรียนจริง ผมก็ต้องได้รับการเสนอชื่อจากกระทรวงกลาโหมไทย และได้รับการรับรองจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
สำหรับตัวผม ในปี 1995 ผมได้รับการเสนอชื่อจากกระทรวงกลาโหมกัมพูชา และได้รับการรับรองจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำกัมพูชา (ไม่ใช่จากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย)
ดังนั้น จึงเป็นข้อพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า โควตาที่ผมได้รับเพื่อศึกษาใน West Point เป็นโควตาที่สหรัฐอเมริกามอบให้แก่กัมพูชา ไม่ใช่โควตาที่มอบให้แก่ประเทศไทยตามที่มีการกล่าวอ้าง
หากใครต้องการตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก็สามารถขอคำยืนยันจากกระทรวงกลาโหมไทย หรือสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้ว่าเคยมีการเสนอชื่อหรือให้การรับรองผู้สมัครจากกัมพูชา เพื่อเข้าเรียนแทนผู้สมัครชาวไทยที่ West Point หรือไม่
หรือจะขอคำยืนยันโดยตรงจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกสหรัฐฯ West Point ในกรณีนี้ก็ได้เช่นกัน ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ไม่มีกรณีเช่นนั้นเกิดขึ้น
5. ผมหวังว่าคำชี้แจงนี้ จะช่วยยุติความเข้าใจผิดที่ว่าผมได้เข้าเรียนที่ West Point โดยใช้โควตาของกองทัพไทย ซึ่งไม่เป็นความจริง”
2. คำชี้แจงข้างต้นของฮุน มาเนต เน้นไปที่ การยืนยันว่าตนเองไปเรียนในนามกระทรวงกลาโหมกัมพูชา
โดยพยายามเอาบริบทปัจจุบัน ที่กัมพูชามีสถานะตัวตนมากกว่าในอดีตนำมาอ้างอิงเพิ่มความน่าเชื่อถือกับข้อครหาในอดีต
.jpeg)
.jpeg)
.jpeg)
ไม่กล่าวถึงความเป็นจริงในเรื่อง “ข้อจำกัด” ของประเทศกัมพูชาในอดีต โดยเฉพาะในช่วงปี พ.ศ. 2538 (ยุคที่ฮุน มาเนต เข้าเรียน) ขณะนั้น ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัมพูชากับสหรัฐฯ ยังไม่ได้แนบแน่น
เอาจริงๆ กัมพูชายังไม่มีระบบโรงเรียนเตรียมทหาร หรือโรงเรียนนายร้อยที่พร้อมรองรับเกณฑ์ของเวสต์ปอยต์เลยด้วยซ้ำไป
แต่ฮุน มาเนตละเลยที่จะกล่าวถึงบริบทความเป็นจริงเหล่านี้
3. เพจกรุงเทพแฉ ระบุว่า
“ฮุน มาเนตใช้โควตานักเรียนทหารไทย
ปี 2538 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (รมว.กลาโหมไทยตอนนั้น) เป็นคนใช้ความสัมพันธ์พิเศษเจรจากับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพื่อสลับสิทธิ์หรือแบ่งโควตาของนักเรียนทหารไทยในปี พ.ศ. 2538 ส่งต่อให้ “ฮุน มาเนต” เข้าเรียนเวสต์พอยต์ตามที่สมเด็จฯ ฮุนเซน ร้องขอ
เพราะยุคนั้น ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัมพูชากับสหรัฐฯ ในขณะนั้นยังไม่ได้แนบแน่นพอที่จะขอโอนย้ายหรือขอทุนการศึกษาทหารระดับสูงได้เอง สมเด็จฯฮุนเซน จึงต้องอาศัยบารมีและการเจรจาผ่าน พล.อ.ชวลิต ซึ่งสนิทสนมกันมากให้ช่วยเป็นตัวกลางเคลียร์กับทางสหรัฐฯ ให้”
ทำให้ “ฮุน มาเนต” กลายเป็นคนเขมรคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่ได้ทุนเรียนเวสต์พอยต์
4. ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง โพสต์เฟซบุ๊กให้ข้อมูลและความเห็นน่าสนใจ ระบุว่า
“ฮุน มาเนต ออกมาโพสต์ถึงการได้ไปเรียนที่โรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยต์ สหรัฐอเมริกา ว่าด้วยเป็นความช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐ โดยอ้างว่าไม่เกี่ยวกับกองทัพบกไทยนั้น
ผมอยากจะบอกว่า มัน “แตหลอ” ครับ
คนเนรคุณจะพูดอะไรให้ตัวเองดูดีก็ได้
ผมจะไล่เลียงให้ฟัง ว่า ฮุนมาเน็ต ไปเรียนที่โน่นได้อย่างไร
1. ชาติมิตรประเทศที่ไปเรียนเวสต์ปอยต์ในอาเซียน ที่เรียกว่า “ขาประจำ” ได้แก่ ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ ส่วน สิงคโปร์ เพิ่งมาถี่ช่วงหลังได้รับเอกราชแล้ว ดังนั้น เขมรอยากเรียนต้องทำอย่างไร
1.1 ต้องได้รับความเห็นชอบ และได้รับการ “รับรอง” จากสมาชิกมิตรประเทศ ว่าจะให้ เขมร มีโควตามาเรียน จึงจะเรียนได้
1.2 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรักษาการ ผบ.สูงสุด และ ผบ.ทบ. อนุมัติหลักการเห็นชอบ และ “รับรอง” ฮุน มาเนต จึงจะเข้าเรียนได้
1.3 เพราะมิตรประเทศ ที่ส่งคนตัวเองไปเรียนเวสต์ปอยต์ ต้องมีพื้นฐานจบโรงเรียนเตรียมทหาร หรือ สำเร็จการศึกษานายร้อยขั้นปีที่ 1 ในฐานะผู้มีผลการเรียนดีที่สุด เสียก่อน จึงจะได้รับสิทธิตรงนี้ เพราะสมัยนั้น เขมรไม่มีโรงเรียนเตรียมทหาร หรือ โรงเรียนนายร้อยเลย ฮุน มาเน็ต จะมีปัญญาเข้าไปเรียนที่อเมริกาได้ยังไง ถ้า “ลุงจิ๋ว” ไม่กรุณา
2. ฮุน มาเน็ต ปากแจ๋ว เพราะมั่นใจในระบบ “เกียรติศักดิ์” ของเวสต์ปอยต์ความลับที่มาของตัวเองไม่มีวันรั่วไหล และไม่มีใครออกมาแฉ แต่ผมรู้มาว่าสมัยที่มันเรียนที่โน่นจากนายทหารที่เคยเรียนเวสต์ปอยต์ เล่าให้ฟังว่ามีผลการเรียน “ไม่โดดเด่น”คือถ้าพ่อไม่ได้เป็นนายกจะเข้าได้ยังไง
3. กองทัพบกไทย แบ่งทุนให้จริง เพราะเชื่อว่า นโยบายรัฐบาลพลเอกชาติชายว่า เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า จะทำให้กัมพูชากลับมาสงบสุขในภูมิภาค
4. ไม่อยากจะบูลลี่ ฮุนเซน หรอกครับ แต่สมัยนั้นผมเคยเห็นรังแคยังเต็มหัว อยู่เลย จะมีช่องทางส่งลูกไปเรียนยังไง ถ้าไม่กราบกรานไทย
ป.ล. ไม่เคยขอร้องให้เชื่ออะไรเท่าครั้งนี้ว่า เรื่องนี้คือ เรื่องจริง ไม่ได้ปั่น ทหารที่จบ จปร.รุ่น1-20 รู้กันทั้งบาง”
5. ความจริงมีหนึ่งเดียว
ขณะนี้ ยังไม่มีการแสดงหลักฐาน ที่ทางไทยรับรองให้ฮุน มาเนต ได้ไปเรียน แต่เรื่องแบบนี้จะมีหลักฐานที่แสดงต่อสาธารณะได้หรือไม่ ตามบริบทความเป็นจริงในขณะนั้นๆ ที่เขมรยังไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐ ทำอะไรยังต้องพึ่งพาไทยเกือบทุกเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา ทุนการศึกษา สาธารณสุข การักษาพยาบาล การลงทุน การค้า แหล่งทำงาน แหล่งระบายสินค้าเกษตร ฯลฯ
อย่าลืมว่า นอกจากกฎหมายแล้ว ยังมีกฎแห่งกรรม
กฎแห่งกรรม ไร้พรมแดน ไม่ต้องลงนามสัตยาบัน ไม่มีขาดอายุความ
ตามหลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนา การเนรคุณหรืออกตัญญู ถือเป็น “กรรมหนัก”
ผู้กระทำต้องเผชิญกับวิบากกรรม ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
ชีวิตตกอับ และไร้คนช่วยเหลือ
คนเนรคุณจะทำมาหากินไม่ขึ้น ชีวิตพบเจอแต่ความวิบัติและขัดสน
เมื่อถึงคราวเดือดร้อน จะไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วย เพราะความไม่จริงใจและขาดความน่าเชื่อถือ
มักจะพบเจอกับการถูกทรยศหักหลัง ถูกทอดทิ้ง แบบ “กรรมตามสนอง” (เช่นเดียวกับที่ตนเคยทำไว้กับผู้มีพระคุณ)
ในจิตใจของเจ้าตัว ก็จะต้องอยู่อย่างหวาดระแวง ร้อนรน และไม่มีความสุขที่แท้จริงในชีวิต
หากเนรคุณผู้มีพระคุณขั้นสูงสุด อย่างพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือผู้มีพระคุณล้นพ้น จะจัดเป็น อนันตริยกรรม (กรรมหนักที่ให้ผลทันที) ซึ่งอาจนำพาไปสู่หนทางแห่งความตกต่ำอย่างที่สุดในสังสารวัฏ
สารส้ม

อิสราเอล ยึดปราสาทใน เลบานอน รุกลึกสุดในรอบกว่า 26 ปี
ทรัมป์เตรียมเปิดงานฉลอง 250 ปีสหรัฐฯด้วยตัวเอง หลังศิลปินแห่ถอนตัว
รอรับหมายอีกราย! แก้วตา ฮึ่ม แอคหลุม พรรคชายแท้ หลังแชร์โพสต์เจ้าตัว ตั้งแคปชันปากแจ๋ว
ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ คณะบุคคลต่างๆ เฝ้าฯ
แตกตื่นทั้งเมือง! อุกกาบาตระเบิดเหนือสหรัฐฯ พลังเทียบเท่าระเบิดTNT300 ตัน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี