วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569
.png)
ถาม : พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เพิ่งจะตั้งขึ้นทำไมดูวุ่นวาย จะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งหัวหน้าพรรค เลขาฯพรรค ความวุ่นวายเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนอะไร ?
ตอบ : สะท้อนว่าพรรค พปชร. เป็นพรรค เฉพาะกิจเฉพาะการ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหนุนให้ใครบางคนเป็นนายกฯ และสามารถจัดตั้งรัฐบาล จึงได้กวาดต้อนกลุ่มก๊วนต่างๆในแวดวงการเมืองให้มารวมตัวกันด้วยผลประโยชน์ซึ่งไม่ใช่เกิดจากคนที่มีอุดมการณ์เหมือนกันมารวมตัวกัน
เริ่มต้นจาก การให้กลุ่มก๊วนของสมคิดจาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งมี 4 กุมาร เป็นไม้เป็นมือ ไปตั้งพรรคเพื่อให้ดูภาพลักษณ์ห่างจากทหาร ขณะเดียวกันขุนทหารใหญ่ทั้งสามคนก็มีท่าทีปฏิเสธว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวหรือล่วงรู้กับการจัดตั้งพรรค
แล้วดึงกลุ่มก๊วนการเมืองที่พร้อมจะย้ายพรรค ย้ายขั้วการเมือง จากกลุ่มที่เคยอยู่พรรคกิจสังคม พรรคชาติไทย
เร่ไปอยู่ความหวังใหม่และไทยรักไทย จนสุดท้ายก่อนย้ายไปพปชร. ก็อยู่ที่พรรคเพื่อไทย
มีกลุ่มก๊วนที่ย้ายขั้วมาจากระบอบทักษิณ เพราะเมื่อสังเกตจาก รธน.’60 ที่เขียนวางหมากกลไว้ให้คณะทหารที่ยึดอำนาจ (คสช.) ได้สามารถครองอำนาจต่อหลังการเลือกตั้ง ก็พากันย้ายเข้ามาร่วมกับพรรคพปชร. เพราะต้องการสังกัดอยู่กับรัฐบาลไม่อยากอยู่กับฝ่ายค้าน
ในปีแรกของการร่วมรัฐบาล เรื่องตำแหน่ง อำนาจ ผลประโยชน์ก็พอจะยอมๆกันไปได้ แต่เมื่อเข้าปีที่ 2
ผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่ม ที่ได้แล้วไม่แบ่งไม่จ่ายให้ลูกพรรค
ต่างกับหัวหน้ามุ้ง หัวหน้าก๊วนที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแล สส.ในสังกัดถึงเดือนละ 3 แสนบาทต่อคน ปฏิกิริยาของกลุ่มก๊วนและมุ้งต่างๆ จึงเกิดผลักดันให้พี่ใหญ่กระเป๋าใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลัง ให้ออกหน้ามารับตำแหน่ง และจะได้เอาตำแหน่งรัฐมนตรีของ 4 กุมาร มาจัดสรรใหม่
ก๊วน 4 กุมาร จึงได้แต่ร้องหาความเป็นธรรมและออกมาตำหนิการเมืองในพรรคที่เลวร้าย พปชร.จึงไม่ต่างอะไรกับพรรคเฉพาะกิจที่กลุ่มทหารจัดตั้งขึ้นหลังรัฐประหารไม่ว่าจะเป็น สหประชาไทย สามัคคีธรรม ฯลฯ
แต่ที่น่าเจ็บปวดที่สุด คือ พรรคพปชร. ก็เป็นพรรคที่ไม่ต่างจากระบอบทักษิณ ในเริ่มแรกของการตั้งพรรคไทยรักไทย ก็มีการนำนักวิชาการ และคนที่มีภาพลักษณ์ดีเข้ามาร่วมก่อตั้งพรรค หลังจากนั้นก็ดึงกลุ่มก๊วนต่างๆ จากพรรคชาติไทยและพรรคความหวังใหม่และอื่นๆ เข้ามารวมอยู่ในพรรคไทยรักไทย หากสังเกตกลุ่มคนที่ย้ายเข้ามาอยู่ พปชร. ไม่ว่าจะเป็น นายสมคิดนายสมศักดิ์ นายสุริยะ ร.อ.ธรรมนัส นายสันติ นายวิรัตน์ ฯลฯ ต่างก็เคยอยู่กับพรรคไทยรักไทยมาทั้งสิ้น จึงอาจพูดได้ว่าพรรค พปชร. ก็คือพรรคไทยรักไทยที่เปลี่ยนแต่หัว
ถาม : ถ้าบอกว่ากลุ่มทหาร คสช. อยู่เบื้องหลัง พปชร. แล้วทำไม พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ ดูจะมีบทบาทเข้าเกี่ยวข้องกับพปชร.แตกต่างกันมาก?
ตอบ : ทหารเขาก็เรียนรู้ว่า การเมืองไทย ธุรกิจไทย เขานิยมสร้างภาพตบตาประชาชน เขาจะกำหนดบทบาทให้คนหนึ่งเป็น “คนดี” ปล่อยงานสกปรกให้อีกคนหนึ่งเป็น “คนร้าย” และอีกคนหนึ่งดูสุภาพ ลุ่มลึกเป็นเสนาธิการเพื่อควบคุมและหาประโยชน์
คนหนึ่งเล่นบทไม่สังกัดพรรค รังเกียจพรรคการเมือง แต่ถ้าได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯก็ยอมรับ อะไรจะเกิดกับพรรคการเมืองก็บอกไม่ยุ่ง ไม่เกี่ยว
อีกคนเล่นบท “คนร้าย” ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเงินๆทองๆ ควบคุมกลุ่มก๊วนสส. และสว.ในวุฒิสภา และในที่สุดจำต้องเข้าเป็นสมาชิกพรรคพปชร. เพราะเกรงจะขัดต่อ รธน.’60 ที่ห้ามบุคคลภายนอกมีอิทธิพลเหนือพรรคการเมือง
คนที่ 3 เล่นบทสงบ เรียบร้อย ลุ่มลึก คุมท้องถิ่นและภูมิภาค สร้างประโยชน์กับตนพรรคการเมืองและพวกพ้อง
หลัง COVID-19 ผลโพลล์ที่ออกมาคะแนนนิยม พล.อ.ประยุทธ์ จึงสูงขึ้น แต่ขณะเดียวกันพรรคพปชร. และ พล.อ.ประวิตรตกต่ำลง
ถาม : หลังโรคระบาด COVID-19 จบลง การเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงดีขึ้นหรือเลวลง?
ตอบ : ความจริง ก่อน COVID-19 ระบาด รัฐบาลตกที่นั่งลำบากประสบปัญหาความศรัทธาของประชาชนลดต่ำอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ความเหลื่อมล้ำสูงมาก ถูกจับตาว่าโครงการและผลประโยชน์กระจุกอยู่กับเจ้าสัวเศรษฐี
เกิดเหตุการณ์ยิงกราดที่นครราชสีมา โดยทหารระดับชั้นประทวน นำปืนของค่ายทหาร ออกปฏิบัติการก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพความสามารถของกองทัพ ในการดูแลความมั่นคงของกองทัพเอง ไม่สามารถระงับเหตุในค่ายทหาร จนลุกลามถึงวัด และศูนย์การค้า ทำให้คนบาดเจ็บล้มตายหลายสิบคน
ธุรกิจของทหารในกองทัพถูกเปิดโปง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสวัสดิการบ้านจัดสรร การนำที่ดินหลวงไปหาประโยชน์ โรงแรมสนามกอล์ฟ สนามม้า เวทีมวย สถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์และอื่นๆ
การปฏิรูปกองทัพถูกหยิบยกขึ้น ประชาชนสนใจที่จะกดดันให้กองทัพต้องปรับตัว ผู้นำกองทัพถึงกับหลั่งน้ำตาสัญญาจะดำเนินการ
เกิดแรงกดดันในการปรับกองทัพให้จิ๋วแต่แจ๋ว โดยลดกำลังพล ลดหรือโยกงบประมาณไปใช้ที่เป็นประโยชน์ ระบบการเกณฑ์ทหารได้รับการกดดันให้เปลี่ยนแปลง จำนวนนายพลต้องมีน้อยลง บ้านพักหลวงต้องใช้อย่างคุ้มค่าไม่ใช่ให้ทหารเกษียณยังคงครอบครองใช้สอยต่อไป
แต่พอ COVID-19 ระบาด เรื่องก็เงียบหาย
เกิดเหตุการณ์สส.พรรครัฐบาลรุกที่ป่า รมต.บางคน ถูกกลาวหาว่าเคยค้ายาเสพติดแม้จะอ้างว่าเป็นแป้งแต่ก็ดูจะไม่มีใครเชื่อ กระหน่ำซ้ำเติมด้วยการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันของ สส. หลายคนพรรคภูมิใจไทยและ สส.พปชร. แต่พอ COVID-19 ระบาด เรื่องก็ถูกลืม
เหตุการณ์ท้ายสุด เมื่อนักเรียน นิสิต นักศึกษาออกมาชุมนุมเกือบจะทุกสถาบัน ผลัดเปลี่ยนเวียนวนทุกวัน เรียกร้องความยุติธรรม ความเป็นธรรม ขจัดการเลือกปฏิบัติ ก็อาจเป็นปรากฏการณ์การรวมตัวแบบใหม่ที่กระจายและใช้เทคโนโลยีระบบอินเตอร์เนต
เมื่อ COVID-19 ระบาด ทุกคนรุมสนใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ประกอบกับสังคมไทยลืมง่าย แต่เก่งและสนใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เราจึงแก้ไข COVID-19 ด้วยความกลัว ที่ถูกขู่ให้กลัวด้านสุขภาพ เศรษฐกิจจึงตกต่ำ ฝืดเคือง เพราะภาคการผลิตและบริการต้องยุติการผลิตจำนวนมาก ผู้คนว่างงานมหาศาล ขาดรายได้และตกงาน
รายได้ของประเทศ ที่พึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวหยุดชะงัก และจะต้องชะงักกันไปอีกนานเพราะทุกประเทศประสบปัญหาเหมือนกัน รายได้ของประชาชนลดน้อยลงก็สั่งสินค้าจากไทยน้อยลง ท่องเที่ยวก็ยังต้องปิดประเทศ หยุดการเดินทางระหว่างประเทศไปอีกนาน
ขณะปัจจุบัน ที่ผู้คนยากลำบากแสนเข็ญ แต่ส่วนหนึ่งมีเงินออม มีเงินเก็บสะสมก็ยังพออยู่ได้ แต่อีก 1-2 เดือนข้างหน้า คนที่สายป่านเงินออมน้อย เงินสะสมของธุรกิจหมดลงจะต้องปิดตัวกันอีกมาก คนจะว่างงานมากขึ้น เงินแจกจากรัฐก็จะร่อยหรอหมดลง มิหนำซ้ำยังมีการโกงกินในการใช้งบประมาณเงินกู้อีก
สองเดือนจากนี้ไป... เศรษฐกิจจะตกต่ำยากลำบากมากขึ้น สถานการณ์จะหนักหนากว่าวิกฤติต้มยำกุ้งหรือวิกฤติแฮมเบอเกอร์ เพราะวิกฤติ 2 ครั้งก่อนเกิดวิกฤติเฉพาะบางกลุ่มประเทศ แต่ครั้งนี้วิกฤติกระจายทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศไทยที่พึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งจะตกต่ำยาวนานกว่า
เมื่อผู้คนลำบาก การทำมาหากินฝืดเคือง ปัญหาสังคมโจร ผู้ร้าย จะชุกชุมมากขึ้น รัฐบาลจะหารายได้จากภาษีและอื่นๆน้อยลง ผู้คนจะหงุดหงิดกล่าวโทษผู้นำประเทศ จนรัฐบาลและสถาบันสำคัญสั่นคลอน
หากจะเทียบวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำที่จะเกิดขึ้น กับยุคเศรษฐกิจตกต่ำเมื่อปี ค.ศ. 1930 หรือ พ.ศ. 2473 วิกฤติที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้อาจจะรุนแรงและแพร่กระจายไปมากกว่า เพราะครั้งนี้กระทบภาคการผลิตเป็นวงกว้างรุนแรงรวดเร็วกว่า
สังคมการเมือง จึงต้องเตรียมปรับตัว เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง หรือใช้การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นให้เป็นประโยชน์ และต้องเรียนรู้ว่าหลัง ค.ศ. 1930 หรือ พ.ศ. 2473 ได้ไม่กี่ปี ประเทศไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัย

พิพัฒน์ โพสต์ ขอบคุณ อนุทิน ไว้วางใจ แจงเจตนาส่งหนังสือลาออก ผอ.ศบก. แสดงความบริสุทธิ์ใจ
ลิซ่า ลลิษา ปล่อยช็อตเด็ดอวดลุคแซ่บริมทะเล สวยสะพรั่งฉลองวันเกิดอายุครบ 29 ปี
กบน. มติขึ้นขึ้นอีก 1.80 บาท ดัน ดีเซลทะลุ 40 บาท
ไวรัลสนั่นโลก สื่อนอกตีข่าว มิสแกรนด์ปทุมฯ วีเนียร์หลุดกลางเวทีประกวดนางงาม
โปรดเกล้าฯ นาวาอากาศเอก ธนาศักดิ์ สีขาว เป็นนายทหารราชองครักษ์ประจำพระองค์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี