วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569
ภาพของความโกลาหลที่สนามบินในกรุงคาบูลของอัฟกานิสถานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา เป็นการตอกย้ำว่าครึ่งศตวรรษผ่านมาสหรัฐอเมริกา แพ้ในสงครามหลายสมรภูมิซึ่งล้วนเกิดจากความมั่นใจในข่าวปลอมที่หน่วยงานของรัฐปั่นกระแสขึ้นมา
คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 70 หน้าฝนจึงได้เห็นภาพฝูงชนที่รับใช้กองทัพสหรัฐอเมริกาทะลักกันมาที่สนามบินเพื่อหนีออกนอกประเทศหลังจากคู่สงครามของอเมริกาลุยเข้ามายึดเมืองหลวง ความโกลาหลครั้งแรกได้เห็นเมื่อเดือนเมษายน 2518 ที่สนามบินเวียดนามใต้
และครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคมที่สนามบินในกรุงคาบูล อัฟกานิสถาน และดูเหมือนว่าจะรุนแรงกว่า เมื่อมีคนวิ่งตามเครื่องบิน เกาะใต้ท้องเครื่องบินตกลงมาตายสามราย แต่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าในวันที่โกลาหลมีคนตายคาสนามบิน 5 คน และไม่แน่ใจว่าตายเพราะกระสุนที่ทหารอเมริกัน 4,000 นาย ถูกส่งมารักษาความปลอดภัยในการอพยพนักการทูตและเจ้าหน้าที่ของสหรัฐอพยพออกจากอัฟกานิสถาน ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อระงับการจลาจลและพลาดมาโดนผู้เคราะห์ร้ายตายหรือไม่
แต่ที่สำนักข่าวต่างประเทศทั้งหลายรายงานอย่างมั่นใจว่าความล้มเหลวของสหรัฐอเมริกาสองสมรภูมิที่ผ่านมาเป็นเพราะว่ารัฐบาลดันไปมั่นใจในข่าวปลอมของหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลเอง อันดับแรกข่าวกรองของซีไอเอและจากหน่วยงานมั่นคงอื่นๆ ของอเมริกา ยืนยันว่าตาลิบันจะเข้ามาถึงกรุงคาบูลได้อย่างไวก็ 90 วัน
ประการที่สอง เชื่อมั่นในแสนยานุภาพอันเกรียงไกรของกองทัพอัฟกานิสถานที่อเมริกันสร้างขึ้นมากับมือ
ประการที่สาม เชื่อมั่นในความมุ่งมั่นของรัฐบาลอัฟกานิสถานโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่สหรัฐอเมริกาปั้นมากับมือนายอัชราฟ กานี อเมริกัน-อัฟกัน ซึ่งอิมพอร์ตจากสหรัฐอเมริกา มาเป็นนายกรัฐมนตรีรับปากรับคำยืนยันว่าจะสู้จนลมหายใจเฮือกสุดท้ายและสู้กับตาลิบันได้สบายมาก เพราะทหาร ตำรวจและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่สหรัฐจัดให้มากกว่ามีประสิทธิภาพกว่าขบถตาลิบันหลายเท่าตัว
แต่พอเอาเข้าจริงเมื่อรู้ข่าวว่าตาลิบันยึดเมืองสำคัญๆ ได้ 15 เมือง ในห้วงเวลาสองอาทิตย์ที่ผ่านมาคืนวันที่ 13 สิงหาคม นายอัชราฟหอบเงินดอลลาร์ยัดใส่รถยนต์4 คันพร้อมภริยาและสมุนบริวารหนีออกจากทำเนียบรัฐบาลไปอยู่ที่ไหนยังไม่มีใครยืนยันได้ แต่อัล-จาซีรารายงานว่านายอัชราฟและภริยาหนีไปพึ่งพาอุซเบกิสถานซึ่งมีชายแดนติดกัน
อัล-จาซีรา รายงานด้วยว่าวันที่ 16 สิงหาคม กองกำลังตาลิบันได้เข้ายึดอาวุธและยานพาหนะทั้งหมดจากกองทัพรัฐบาลอัฟกานิสถาน นอกจากนั้นตาลิบันได้เข้าตรวจค้นอาคารบ้านเรือนและยึดอาวุธพลเรือนทั้งหมดที่ค้นได้และประชาชนมอบให้ กองกำลังตาลิบันให้เหตุผลสั้นๆ ว่า “บัดนี้พลเรือนไม่จำเป็นต้องมีอาวุธแล้วตาลิบันจะดูแลและรับรองความปลอดภัยให้”
ตาลิบันยึดเมืองหลวงและอาวุธที่อเมริกันทิ้งไว้ทำให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ถูกคนอเมริกันด่าว่าล้มเหลว เพราะเชื่อข่าวกรองไม่ถอดบทเรียนที่ผ่านมาว่ากองทัพสหรัฐอเมริกาเสียเงิน เสียกำลังทหารมากมายในสงครามทำลายประเทศอิรักเพราะไปเชื่อข่าวลวงของซีไอเอและของหน่วยงานมั่นคงอื่นๆ บอกว่าอิรัก สะสมอาวุธนิวเคลียร์ไว้มากมายพอพร้อมถล่มทำลายสหรัฐอเมริกา
สหรัฐใช้ขีปนาวุธยิงจากระยะไกลและกำลังภาคพื้นดินเข้าทำลายล้างอิรักทำให้คนตายไปประมาณ 500,000 คน ประเทศอิรักล่มสลายไปแต่สหรัฐยังหาอาวุธนิวเคลียร์ไม่เจอแม้แต่นัดเดียว
วันนี้สหรัฐอเมริกาล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะข่าวกรองยืนยันว่ากองทัพอัฟกานิสถานสู้ต่อต้าน “ตาลิบัน” ได้สบายๆ และนายกฯเด็กสร้างหลอกเจ้านายว่าจะสู้จนลมหายใจเฮือกสุดท้าย จนสื่อมวลชนและนักวิเคราะห์ นักวิชาการตลอดถึงสื่ออเมริกันวิจารณ์ว่ารัฐบาลไม่เคยถอดบทเรียนเรื่องถูกหลอกใช้ที่ผ่านมา
สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อวันที่ 17 ส.ค. พาดหัวว่า “สหรัฐฯทุ่มเงินเป็นแสนล้านดอลลาร์กับกองทัพอัฟกานิสถานผลลัพธ์ที่ได้กลายเป็นผลประโยชน์ยื่นให้ตาลิบัน”
เอพีให้รายละเอียดว่า “สหรัฐอเมริกาสร้างและฝึกกองกำลังรักษาความปลอดภัยในอัฟกานิสถาน ใช้เวลานานสองทศวรรษและทุ่มเงินไป 83,000 ล้านดอลลาร์ แต่กองทัพอัฟกานิสถานล้มสลายในเวลาอันรวดเร็วเกินความคาดหมาย ในบางกรณีไม่มีการยิงกระสุนแม้แต่นัดเดียว สุดท้ายสิ่งที่สหรัฐอเมริกาไปลงทุนลงแรงไว้ ตกเป็นผลให้ประโยชน์ตาลิบันโดยสิ้นเชิง
ตาลิบันไม่เพียงแต่คว้าอำนาจการเมืองได้เท่านั้น แต่แสนยานุภาพในการรบ กระสุน ปืน เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินรบที่มากกว่านั้นตาลิบันได้อาวุธสงครามล้ำสมัยมีอานุภาพทำลายล้างสูงและยุทโธปกรณ์ใช้ในกองทัพไว้ในครอบครอง
“เมื่อตาลิบันเข้ายึดฐานที่มั่นกองทัพอัฟกานิสถานที่ล้มเหลวในการต่อสู้ต่อต้านและปกป้องอาวุธมีค่ามหาศาลเหล่านั้นไว้ได้แม้แต่ฐานที่มั่นเดียว สิ่งที่ตาลิบันยึดได้มีค่ากว่ากองทัพคือ เครื่องบินรบ... กองกำลังตาลิบันรุกคืบหน้าเข้ามาถึงเมืองหลวงรวดเร็วเกินความคาดหมายและได้อาวุธทันสมัยไว้เป็นรางวัล
แหล่งข่าวในกระทรวงกลาโหมสหรัฐผู้ไม่ประสงค์เปิดเผยนามเพราะเกรงผลกระทบที่ตามมากล่าวว่า ตาลิบันเข้ารวบรวมยึดครองอาวุธที่สหรัฐส่งให้กับฐานทัพต่างๆในต่างจังหวัดเป็นมูลค่ามหาศาล เป็นผลให้รัฐบาลสหรัฐเสียหายและขายหน้าเพราะว่าประเมินกองทัพอัฟกานิสถานผิดไป
จากหน่วยข่าวของสหรัฐและแหล่งข่าวในพื้นที่บอกว่า บางกรณีทหารรัฐบาลอัฟกานิสถานเลือกที่จะมอบตัวและยานพาหนะทหารพร้อมทั้งอาวุธให้กับตาลิบันเพราะกลัวตายไม่ยอมสู้รบ
สหรัฐไม่สามารถทำให้ทหารและตำรวจอัฟกานิสถานมั่นคงมั่นใจในการต่อสู้เป็นเหตุผลที่กองทัพล่มสลาย ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกาต้องศึกษาและวิเคราะห์บทเรียนครั้งนี้อีกหลายปี อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวครั้งนี้แตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศอิรัก เพราะกองทัพอัฟกานิสถานกลายเป็น กองทัพกลวงใน เป็นกองทัพมีแสนยานุภาพเหนือกว่าแต่ไม่มีแรงดลใจไม่มีจิตวิญญาณในการต่อสู้
“เงินไม่สามารถซื้อความมุ่งมั่น และคุณไม่สามารถซื้อความเป็นผู้นำได้” จอห์น เคอร์บี้ หัวหน้าทีมโฆษกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลอยด์ ออสติน กล่าว
พลโทดัก ลูเต้ ซึ่งเคยเป็นปรึกษาและแนะนำเชิงยุทธศาสตร์ในสงครามอัฟกานิสถานแก่ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช และรัฐบาลของนายบารัค โอบามา กล่าวว่า“กองทัพอัฟกานิสถานได้รับวัตถุที่มองเห็นจับต้องได้ แต่ขาดสิ่งสำคัญที่มองไม่เห็นด้วยสายตา “คือหลักการยึดมั่นในสงคราม กำลังใจ และความมั่นใจว่ามีแสนยานุภาพที่เหนือกว่า..ซึ่งตรงกันข้ามกับตาลิบัน ซึ่งมีกำลังน้อยกว่า มีอาวุธที่ทันสมัย อานุภาพทำลายล้างสูงน้อยกว่า แต่พวกเขาได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจิตวิญญาณความเป็นทหารที่เหนือกว่า หน่วยข่าวกรองอเมริกันส่วนใหญ่ประเมินความเหนือกว่าของตาลิบันน้อยไป และเมื่อประธานาธิบดีไบเดน ประกาศในเดือนเมษายนว่าเขาจะถอนกองทัพสหรัฐออกมา หน่วยข่าวกรองอเมริกาไม่มีสายตาที่ยาวไกลไปถึงว่าตาลิบันต่อสู้ในสมรภูมิสุดท้ายได้สำเร็จอย่างตื่นตาตื่นใจ...”
“เราไม่สำเหนียกว่าการถอนกำลังทหารอเมริกันอย่างเร่งรีบนั้น คือการส่งสัญญาณให้กับกองกำลังแห่งชาติอัฟกานิสถาน ว่าพวกเขากำลังถูกทอดทิ้ง”คริส มิลเลอร์ ผู้บัญชาการสู้รบในอัฟกานิสถานปี 2554 และรักษาการ รมต.กลาโหมของนายโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าว
สตีเฟน บิดเดิล ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียและเคยเป็นที่ปรึกษาของผู้บัญชาการกองทัพในอัฟกานิสถานกล่าวว่า “ไบเดน” ประกาศถอนกำลังเป็นการจบสิ้นของการเคลื่อนไหวคือโบกไม้โบกมือลา “ปัญหาคือการถอนกองทัพสหรัฐเป็นการส่งสัญญาณไปทั่วประเทศว่าละครเรื่องนี้จบแล้ว” บิดเดิลกล่าว และเสริมว่า “ก่อนเดือนเมษายนกองทัพอัฟกานิสถานค่อยๆแพ้สงครามไปหลายสมรภูมิ และเมื่อรู้ว่าทหารอเมริกันจะกลับบ้าน กำลังใจที่มีก็ถดถอยไม่มีแรงกระตุ้นให้สู้ต่อไป โรคขาดแรงดลใจระบาดไวเหมือนไฟลามทุ่ง”
ความล้มเหลวที่มากไปกว่าการพัฒนากองทัพคือสหรัฐพยายามให้เครดิต ให้ค่าแก่อัฟกานิสถานเรื่องความก้าวหน้าในการบินมากเกินไป พร้อมกับความตั้งใจจะขยายฐานการเมืองให้กับรัฐบาลคาบูล ด้วยการแสวงหาวิถีประชาธิปไตยในประเทศที่เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่นและอุปถัมภ์ค้ำชู
ในหลายปีที่ผ่านมาสหรัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องคอร์รัปชั่นและระบอบอุปถัมภ์ค้ำชู เพราะมัวแต่ดึงดันว่าความสำเร็จกำลังจะมาถึง แต่คนอื่นๆ เห็นต่างออกไปปี 2558 ศาสตราจารย์ด้านสงครามในมหาวิทยาลัยได้เขียนไว้ว่า “ความล้มเหลวของกองทัพให้ย้อนกลับไปมองอดีต” ในหนังสื่อชื่อว่า “why the afghan National Security Force will no hold”
สืบเนื่องจากว่าอนาคตของอัฟกานิสถานที่สหรัฐอเมริกาเดินทื่อๆ บนเส้นทางยุทธศาสตร์สายนี้มาสองครั้งในอดีต คือเวียดนามและอิรัก เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ไม่มีหลักการเหตุผลในทางปฏิบัติ แล้วทำไมผลลัพธ์ต้องแตกต่างจากอัฟกานิสถาน....การเสื่อมลงอย่างช้าๆ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้และการเป็นรัฐล้มเหลวมันรออยู่ข้างหน้าเพียงแค่นับเวลาเท่านั้น
แอนโธนี่ คอร์ดส์แมน นักวิเคราะห์เรื่องอัฟกานิสถานในศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษาเคยกล่าวว่า “กองทัพอัฟกานิสถานสร้างขึ้นและฝึกซ้อมทั้งหมดขึ้นอยู่กับกองทัพและกลาโหมสหรัฐโดยสิ้นเชิง แม้แต่การจ่ายเงินเดือนทหารในกองทัพอัฟกานิสถาน ในหลายครั้งเงินและพลังงานเชื้อเพลิงจำนวนมากไม่ได้เปิดเผยอย่างโปร่งใสและมีการคอร์รัปชั่นแต่รัฐบาลมองข้ามประเด็นนี้ไปไม่เคยตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ตบแต่งบัญชีและสร้าง “ทหารผี” ขึ้นมาบ้างทำให้ให้จ่ายเงินดอลลาร์ผิดที่ผิดทางไปมากขึ้น
ข้อมูลจากผู้ตรวจบัญชีทั่วไปสำหรับการปฏิรูปกองทัพอัฟกานิสถาน ทำให้วุฒิสภา ตั้งหน่วยงานตรวจสอบว่าเส้นทางการเงินที่ใช้ในสงครามตั้งแต่ปี 2551 มีจำนวนเงินเพิ่มเติมจาก 837 พันล้านดอลลาร์ ที่สหรัฐใช้ในกิจการสงครามซึ่งเริ่มเข้ารุกรานอัฟกานิสถานตั้งแต่ปี 2544
เงิน 83,000 ล้าน ที่ลงทุนในกองทัพอัฟกานิสถานในห้วงเวลา 20 ปี เกือบจะเป็นสองเท่าที่ใช้กับงบประมาณกองทัพเรือทั้งหมดและมันมากกว่าสิ่งที่วอชิงตันให้งบประมาณกับการช่วยเหลือแสตมป์อาหาร แก่ชาวอเมริกัน 40 ล้านคน เมื่อปี 2563
ในหนังสือ “The African papers” ของเครก วิทล๊อค เขียนว่า “ครูฝึกชาวอเมริกันพยายามใช้วิถีทางแบบตะวันตกกับชาวอัฟกานิสถาน การคัดเลือกทหารตำรวจ เอาเงินภาษีคนอเมริกันไปใช้ราวกับว่า ยุทธศาสตร์สงครามขึ้นอยู่กับปฏิบัติการของกองทัพอัฟกานิสถาน อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมให้ความสนใจน้อยอย่างน่าประหลาดใจในคำถามของปัญหาที่ว่า..“ทหารอัฟกานิสถาน พร้อมจะตายเพื่อรัฐบาลพวกเขาไหม” เครก เขียนสรุปไว้
นำเรื่องนี้มาเล่ายืดยาวเพื่อให้เป็นอุทาหรณ์ว่าที่ผ่านมาสหรัฐฯได้เสียกำลังทรัพย์และกำลังคนไปมากมายมหาศาลในการทำสงครามรุกรานที่มีพื้นฐานมาจากข่าวปลอม รัฐบาลวอชิงตันเลือกที่จะให้ความเชื่อมั่นกับข่าวปั่นกระแสและเอาเป็นเอาตายถ้าข่าวปลอมเหล่านั้นได้มาจากซีไอเอและหน่วยงานมั่นคงของอเมริกา
อาจเป็นเพราะว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศค้าอาวุธรายใหญ่ ข่าวลวงข่าวปลอมข่าวปั่นกระแสถ้ามันมีน้ำหนักพอที่จะรองรับการขายอาวุธได้ สหรัฐฯก็ใช้ข่าวปั่นกระแสเหล่านั้นเป็นการรองรับเหตุผลในการทำสงครามรุกรานล้างผลาญทั่วไปเพราะอย่างน้อยมันทำให้สหรัฐฯได้ขายอาวุธ
จึงไม่เป็นน่าประหลาดใจที่สื่อตะวันตกในประเทศไทยมักปั่นกระแสผู้ประท้วงฝักใฝ่ประชาธิปไตยต้องการเปลี่ยนแปลงราชอาณาจักรไทยให้เป็นสาธารณรัฐและขจัดสถาบันสูงสุดออกไป สื่อตะวันตกและโดยเฉพาะสื่อจากอเมริกาจึงสนับสนุนถือฝักถือฝ่ายให้ท้ายคณะสามสัส และเครือข่ายคณะราษฎรยุคใหม่
และเมื่อเกิดวิกฤติทางการเมืองในพม่า ซีไอเอและเอ็นจีโอซึ่งเป็นอดีตทหารอเมริกันจึงสมคบกับสื่อตะวันตกและสื่อไทยบางค่ายปั่นกระแสให้พม่าเกิดสงครามกลางเมืองให้ได้
แต่สื่อและคนรุ่นใหม่ที่รับใช้ตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ให้ดูความโกลาหลที่สนามบินในอัฟกานิสถานไว้ ว่าคนที่รับใช้อเมริกาในวาระสุดท้ายได้พบกับชะตากรรมอย่างไร
สุทิน วรรณบวร

สภาฯเดือด! ณัฐพงษ์ ซัด รัฐบาล ละเลยฝุ่น PM 2.5 ดักคออย่าสองมาตรฐาน
คืนนี้ยาวแน่! พังงาแห่ออกมาเติมดีเซล หลังประกาศขึ้นพรุ่งนี้รวดเดียว 3.50 บาท
ราชกิจจาฯ แพร่ประกาศ ก.ต.ชุดใหม่ ชั้นศาลฎีกา-อุทธรณ์-ชั้นต้น รวม 12 ราย
ทรัมป์ เตรียมพิจารณาถอนสหรัฐฯจากนาโต ลั่นองค์กรนี้เป็นเพียงเสือกระดาษ
ทุบสถิติประวัติศาสตร์ น้ำมันดีเซลสิงคโปร์พุ่งทำนิวไฮ 192 ดอลลาร์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี