วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569
ขณะนี้กำลังเป็นเทศกาลกลางฤดูฝน ฝนกำลังเคลื่อนคล้อยจากเหนือตอนบนสุดและอีสานตอนบนสุด มายังจุดสะดือของพระราชอาณาจักร และแค่ฝนตกเพียงห่าเดียวน้ำก็ท่วมอาณาบริเวณนั้นจนเสียหายป่นปี้
ที่สำคัญคือไม่มีดำริหรือการสั่งการใดๆ ในการแก้ไขความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนเลย มีก็แต่ขอให้ประชาชนช่วยกันสวดมนต์ ในขณะที่พระสงฆ์ตามวัดต่างๆ ในพื้นที่นั้นซึ่งสวดมนต์กันอยู่วันละ 3 เวลา ก็ถูกน้ำท่วมเดือดร้อนเช่นเดียวกัน
ประเทศไทยของเรานี้ถือกันว่ามีพื้นที่อันเป็นศูนย์กลางหรือที่เรียกว่าสะดือของประเทศอยู่ที่บริเวณรอบเทือกเขาพังเหย ซึ่งแต่ก่อนนี้ก็เป็นเทือกเขาหนึ่งในเขตเทือกเขาดงพญาไฟ และต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็นดงพญาเย็น เพื่อหวังจะแก้เคล็ดจากความโหดร้ายของป่า แต่ถึงวันนี้ป่าดงพญาเย็นก็ไม่เหลือร่องรอยให้เห็นแล้ว
บริเวณเทือกเขาพังเหยเป็นหุบเขาลึก ถ้าหากขึ้นไปอยู่บนยอดเขาก็จะเห็นเมฆลอยพลิ้วงดงามนักหนา ไม่ได้แพ้แหล่งท่องเที่ยวสวยงามเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติแบบนี้ในประเทศใดๆ เลย
บริเวณเทือกเขาพังเหยนี้เป็นจุดศูนย์รวมของตอนใต้สุดของภาคเหนือคือจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นจุดบรรจบของตอนใต้สุดของภาคอีสานคือจังหวัดชัยภูมิ และเป็นจุดบรรจบของพื้นที่เหนือสุดของภาคกลาง คือ จังหวัดลพบุรี เหตุนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นสะดือของประเทศ
จุดสะดือของประเทศนี้เป็นจุดหักเหของผืนแผ่นดินประเทศไทย ที่มีสภาพลาดจากเหนือสุดและอีสานสุดค่อยๆ ลาดลงต่ำ และมาบรรจบกันที่สะดือของประเทศตรงจุดนี้ ดังนั้นจึงเป็นแหล่งรวมศูนย์ของน้ำทั้งจากภาคเหนือและภาคอีสาน
ในพื้นที่ภาคเหนือที่เชื่อมต่อกับภาคกลาง มีแม่น้ำหลัก4 สายมาแต่โบราณกาล คือ ปิง วัง ยม น่าน ซึ่งแต่ก่อนมาเป็นแม่น้ำกว้างใหญ่มีความลึก เก็บน้ำได้มาก สองฝั่งฟากก็มีป่าไม้ที่ชะลอความเร็วของน้ำในเทศกาลฝน แม่น้ำ 4 สายนี้จึงสามารถรองรับปริมาณน้ำจากภาคเหนือทั้งหมดได้แล้วค่อยๆ ไหลลงสู่ภาคกลางไหลออกสู่ทะเลที่ภาคกลางและภาคตะวันออก
ส่วนพื้นที่ในภาคอีสานนั้นนอกจากเป็นพื้นที่ลาดจากอีสานตอนบนสุดแล้ว เมื่อมาถึงจุดสะดือของประเทศก็ยังลาดเอียงไปทางด้านตะวันออก โดยมีแม่น้ำหลัก 2 สาย ไหลจากพื้นที่ศูนย์กลางนี้ไปออกยังแม่น้ำโขงทางแม่น้ำชีและแม่น้ำมูล ซึ่งทำให้สภาพการชะลอน้ำ การกักเก็บน้ำเพียงพอต่อปริมาณน้ำ
สภาพเช่นนี้เป็นมานับร้อยนับพันปีแล้ว ดังนั้นเมื่อถึงเทศกาลหน้าฝน ปริมาณน้ำแต่ก่อนมานั้นก็ไม่ได้ต่างกับปริมาณน้ำในปัจจุบันนี้ แต่สภาพการไหลและการกักเก็บน้ำแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เพราะแม่น้ำหลักทั้ง 6 สายถูกปล่อยปละละเลย ไม่มีการขุดลอก จึงตื้นเขินโดยลำดับ ถึงขนาดฝนเม็ดสุดท้ายของฤดูฝนหมดลงเมื่อใด ท้องน้ำของแม่น้ำทั้ง 6 สายนี้ก็เหลือน้ำไม่มาก ผ่านไปไม่ทันนานก็แห้งขอด พอเข้าหน้าแล้งท้องน้ำก็แตกระแหงจึงไม่มีการกักเก็บน้ำเพื่อประโยชน์ใดๆ เหมือนอดีตอีกเลย ความอุดมสมบูรณ์ของน้ำและแหล่งสัตว์น้ำจึงเสื่อมสิ้นสูญสลายไป
เพราะเหตุที่มีความตื้นเขิน ประกอบกับมีการทำลายป่าไม้ทั่วทั้งพื้นที่ ดังนั้นเมื่อถึงเทศกาลฝนกระแสน้ำที่ไหลลงต่ำก็ไม่มีสิ่งใดปะทะประทังให้ชะลอความเร็วลง น้ำจึงไหลพรวดพราดทะลักลงสู่ที่ต่ำ และเมื่อแม่น้ำทั้งหลายตื้นเขินรองรับปริมาณน้ำได้ไม่มากและระบายไม่ทัน น้ำก็ไหลบ่าท่วมสองฝั่งฟากแม่น้ำ จึงเกิดเป็นอุทกภัยขึ้นและรุนแรงมากขึ้นทุกปี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งกว่าใครในประเทศนี้ ทรงเห็นว่าแม่น้ำชีและแม่น้ำมูลหากมีการขุดลอกด้วยดีแล้วก็ยังพอรองรับปริมาณน้ำของภาคอีสานตอนบนได้
แต่ทางด้านเหนือนั้นปริมาณน้ำมากและเป็นพื้นที่ลาดยิ่งกว่าภาคอีสาน ปริมาณน้ำมากและไหลแรงเร็ว แม่น้ำหลักทั้ง 4 สายรองรับไม่ทันและระบายก็ไม่ทัน มีหนทางเดียวเท่านั้นที่จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างถาวรได้และยังกักเก็บน้ำไว้ได้อีก จึงมีพระราชดำริ 2 ประการ คือ ให้ขุดแม่น้ำเป็นสายที่ 5 เชื่อมภาคเหนือเข้าสู่ภาคกลาง และขยายแม่น้ำที่รองรับน้ำในภาคกลาง
และแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อให้ระบายออกอ่าวไทยให้เร็วที่สุด
อีกประการหนึ่งคือการสร้างเขื่อนเสือเต้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้ให้มากที่สุด ด้านหนึ่งเพื่อชะลอความแรงเร็วของน้ำไม่ให้ท่วมภาคกลางและกรุงเทพฯ แล้ว ยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรในพื้นที่หลายสิบกิโลเมตรรอบแก่งได้
น่าเสียดายนัก พระปัญญาทัศนะและความรอบรู้กระจ่างแจ้งแห่งองค์พระมหาราชพระองค์นั้นยังไม่ได้รับการปฏิบัติให้เป็นจริงดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ประชาชนทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลางและกรุงเทพฯ ต้องรับพิบัติภัยจากน้ำท่วมซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกปี
มิหนำซ้ำยังมีการสร้างความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงขึ้นนั่นคือการสร้างถนนที่กระทำกันอย่างคึกคักครึกโครมทั่วประเทศทุกหัวระแหง แม้กระทั่งในตำบลและหมู่บ้าน ซึ่งแม้ไม่บอกกล่าวกันก็เห็นชัดถึงวาระซ่อนเร้นในการเพิ่มพื้นที่ถนนเพื่อขยายพื้นที่รองรับกับการใช้รถยนต์ซึ่งต่างชาติมาบงการชี้นำในการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ มาตั้งแต่ครั้งเริ่มทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1
ซึ่งเป็นแผนการที่ชั่วร้าย ล้มล้างพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงวางยุทธศาสตร์การคมนาคมของประเทศให้เป็นแบบระบบราง เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย ให้กลับกลายเป็นยุทธศาสตร์ระบบถนนเพื่อรองรับและส่งเสริมการใช้รถยนต์ในประเทศ เมื่อประกอบเข้ากับการเอาตีนเหยียบการพัฒนารถไฟหลังจากสิ้นรัชกาลเป็นต้นมาถึงบัดนี้ ประเทศไทยจึงเต็มไปด้วยถนนทุกหนแห่ง
เมื่อประกอบเข้ากับเถยจิตคิดโกงบ้านกินเมืองจึงทำถนนกันแบบมักง่าย นั่นคือสร้างแต่ถนน มิได้คำนึงถึงเส้นทางน้ำไหลและไม่มีการสร้างท่อระบายน้ำหรือทางระบายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นถนนที่สร้างโดยส่วนกลางหรือส่วนท้องถิ่น ก็จะเป็นแบบเดียวกัน
เพราะเหตุที่บ้านเรือนราษฎรทั้งหลายปลูกอยู่ในพื้นที่ดั้งเดิม เมื่อมีการก่อสร้างถนนก็จะมีการถมดินจนระดับถนนสูงกว่าบ้านเรือนราษฎรโดยทั่วไป ดังนั้นเมื่อมีน้ำหลากไหลมาก็จะถูกถนนกั้นประดุจดังเขื่อนกั้นน้ำ ให้ปริมาณน้ำประมวลรวมกันอยู่ด้านหนึ่งของถนนและท่วมบ้านเรือนราษฎรจนกว่าระดับน้ำจะถึงขอบบนของถนน
และประกอบกับถนนที่สร้างขึ้นไม่ได้มาตรฐาน การทำชั้นรองพื้น ชั้นกลาง ชั้นรองบน และชั้นบนมีระดับไม่เป็นไปตามมาตรฐาน การบดอัดไม่เป็นตามมาตรฐาน ส่วนใหญ่ใช้เพียงดินลูกรังถมแล้วใช้หินคลุกฉาบหน้า จากนั้นก็ใช้ยางราดบางๆ ราวกับแผ่นกระดาษ เมื่อปริมาณน้ำถึงขอบถนนก็จะกดดันจนพื้นผิวถนนพังทลายเป็นช่วงๆ กระแสน้ำอีกฟากหนึ่งที่ท่วมท้นก็จะไหลทะลักท่วมท้นบ้านเรือนอีกฟากหนึ่งเป็นที่เวทนานัก
นี่คือปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศ จนกระทั่งมีการตั้งคณะกรรมการสารพัดชุดต่อเนื่องกันมาหลายปีแล้ว บางยุคบางสมัยก็แสดงทัศนะว่าให้ความสำคัญประกาศเป็นวาระแห่งชาติ แต่ในความเป็นจริงก็เป็นแค่การผายลมทั้งสิ้น
ไม่มีใครแก้ไขใดๆ เลย เพราะสภาพที่น้ำท่วมแต่ละครั้งกลายเป็นสภาพเหมือนกับการถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง1,000 ฉบับ สำหรับพื้นที่นั้น เพราะเอื้อเฟื้อต่อการใช้งบประมาณแบบฉุกเฉินและจัดซื้อจัดจ้างแบบวิธีพิเศษ น้ำท่วมที่ไหนเสียงเฮลั่นของผู้มีอำนาจอำนาจหน้าที่ก็เกิดขึ้นทุกครั้งไป
ครั้นสิ้นฤดูฝนเข้าสู่ฤดูแล้งก็เกิดภัยแล้ง สร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่ราษฎรสุดที่จะเวทนา จนมีการตั้งคณะกรรมการแก้ภัยแล้งสารพัดชุด แต่ในที่สุดเมื่อภัยแล้งเป็นอุบัติภัยจึงเอื้อเฟื้อต่อการโกงชาติฉ้อราษฎร์บังหลวงเช่นเดียวกับเรื่องน้ำท่วม
แต่ทว่าความเดือดร้อนเสียหายเพิ่มหนักขึ้นทุกปี ก่อความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกำหนดให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งเป็นวาระแห่งชาติที่สามารถจัดการให้เสร็จสิ้นได้ภายในไม่เกิน 3 ปี โดยใช้งบประมาณไม่เกิน 500,000 ล้านบาท พอๆ กับความเสียหายจากอุทกภัยและภัยแล้งเพียงปีเดียวเท่านั้น
ประเทศไทยเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์เมื่อใด วาระแห่งชาตินี้จะต้องเป็นวาระเร่งด่วนที่สุดที่ต้องทำให้สำเร็จ และวิธีการทำให้สำเร็จนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็ทรงทำ
ตัวอย่างให้เห็นแล้วที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งบัดนี้เวลาผ่านไปกว่าสิบปีแล้ว น้ำก็ไม่ท่วมอำเภอหาดใหญ่อีกเลย
โอ้พระมหาราชเจ้าของชาวไทยพระองค์นั้นทรงมีพระเมตตาคุณแก่อาณาประชาราษฎรยิ่งแล้ว ไม่ว่าเกิดภัยไหนประการใด คนไทยก็มีแต่ถวิลหาพระองค์ท่าน และหลอมรวมความถวิลหานั้นมาสู่การต่อยอดสืบทอดในรัชกาลปัจจุบัน

จับตาพรุ่งนี้!!! CIB แถลงผลปฏิบัติการ ตัดวงจรเครือข่ายล้งมะพร้าวนอมินีข้ามชาติ
ป.ป.ช.ยืดเวลาส่งคำร้องฟัน อดีต 44 สส. ก้าวไกล แก้ไข ม.112 ออกไปอีก
สะกดทุกสายตา ปู ไปรยา นั่งฟรอนต์โรว์ชมแฟชั่นโชว์ กระทบไหล่คนดัง
เอาแล้วไง! 'แบงก์กรุงเทพ' ออกกฎ 'บัญชี e-Saving' มีต่ำกว่า 2,000 ถอนเงินจากบัญชีไม่ได้
เลขาฯ กฤษฎีกา ชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. ปัดคุยแยกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี