วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569
เป็นความท้าทายไม่น้อยกับ “Net Zero” เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือยุติการปลดปล่อยคาร์บอน ที่รัฐบาลไทยไปให้คำมั่นไว้ในเวทีนานาชาติ “COP26” ช่วงปลายปี 2564 ว่า ประเทศไทยตั้งเป้าเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 (2593) และเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 (2603) ซึ่งทั้ง 2 เป็นหมายที่ใหญ่มาก ในขณะที่ก็ต้องยอมรับว่า“ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา” ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ยังต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ จึงไม่ง่ายที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหากมองแล้วกระทบต้นทุนค่าใช้จ่าย
ในงาน GC Circular Living Symposium 2022 : Together to Net Zero เมื่อช่วงปลายเดือนส.ค. 2565 ที่ผ่านมา ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมให้มุมมองในเวทีอภิปราย CEO Panel ในหัวข้อ “How Sustainability Action is Unlocking New Possibilities ทุกภาคส่วนจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อโลกที่ยั่งยืนได้อย่างไร” ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ฝนตกในปีนี้ ที่พบปริมาณฝนมากผิดปกติในกรุงเทพฯ เช่น เขตประเวศ พบสูงถึง 140 มิลลิเมตร และเป็นฝนตกเป็นหย่อมๆ อย่างรุนแรง
หรือในต่างประเทศอย่างจีนหรือเกาหลีใต้ที่เจอปัญหาน้ำท่วมใหญ่ รวมถึงในทวีปยุโรปที่เจออากาศร้อนจัด เหล่านี้เป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) โดยไทยเป็นประเทศที่เผชิญความเสี่ยงกับปัญหาโลกร้อน (Global Warming)เป็นอันดับ 9 ของโลก โดยเฉพาะระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ซึ่งเป้าหมาย Net Zero นั้นประกอบด้วยการดำเนินการใน 4 เรื่อง 1.พาหนะที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) 2.การใช้พลังงานในอาคาร 3.ขยะและน้ำเสีย และ 4.การปลูกต้นไม้
“ปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น เป็น Campaign (หัวข้อรณรงค์) ตอนที่เราทำก็มีแต่คนหัวเราะ จะทำได้หรือ? ใครจะมาร่วม? จะปลูกที่ไหน? จะดูแลกันอย่างไร? จากวันนั้นถึงวันนี้ มีคน Pledge (รับปาก) ปลูกต้นไม้กับเราแล้ว 1,630,000 ต้น ในช่วงแค่ 3 เดือน นี่คือพลังของคนที่เห็นประโยชน์หรือความสำคัญของเรื่อง Global Warming ในมิติของการ Offset (ชดเชย) ด้วยต้นไม้ มิตินี้ผมว่าเป็นพลังที่เราไม่เคยเห็นมา
ผมเชื่อว่าถ้าเราสามารถสร้างกระบวนการที่สร้างความไว้ใจ ความมั่นใจให้กับภาคเอกชน ผมว่าเรื่อง Net Zero เรื่อง Global Warming เรื่อง Climate Change จะมีพลังความร่วมมือได้มากขึ้น ผมต้องเรียนว่าภาครัฐเป็นแค่ส่วนเล็ก คนที่ Create Pollution (สร้างมลพิษ) หรือก๊าซเรือนกระจก มาจากภาคเอกชนภาครัฐเองเป็นส่วนอำนวยความสะดวก แล้วก็เป็น Regulator (ผู้กำกับดูแล) เป็น Promoter (ผู้ส่งเสริม)แต่ไม่มีทางสำเร็จได้ถ้าภาคเอกชนไม่ร่วมมือกัน แต่ก็ยืนยันว่าช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เราเห็น Commitment (ความมุ่งมั่น)” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม “เงื่อนไขทางเศรษฐกิจทำให้ผู้คนยากที่จะมองเป้าหมายระยะยาว” เช่น ในขณะที่เป้าหมายNet Zero อยู่ไกลอีกหลายสิบปี หลายคนคงคิดว่า “แค่ให้อยู่รอดปีนี้ไปได้ก็บุญแล้ว” ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังขาดการศึกษาเรื่องที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง อาทิ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) ตกลงแล้วเป็นเท่าไรกันแน่? ซึ่งผู้ว่าฯ ชัชชาติให้ความเห็นว่า หากมีตัวเลขที่ชัดเจนจากงานวิจัย และสามารถเข้าถึงได้ในปีถัดไปอย่างต่อเนื่อง (Proximate Objective) เพื่อกำหนดเป้าหมายที่สามารถไปถึงได้
ถึงกระนั้น “ในขณะที่บริษัทใหญ่ๆ สามารถปรับตัวมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ได้ไม่ยาก แต่นั่นอาจไม่ใช่กับกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)”ซึ่งประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 3.1 กิจการ และกลุ่มนี้มีการจ้างงานถึงราว 10 ล้านคน “จึงเป็นบทบาทของภาครัฐที่ต้องส่งเสริมโดยเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่คนเล็กคนน้อย”ผ่าน 3 ด้าน คือ 1.บริการที่ดี เช่น รัฐต้องการให้ประชาชนแยกขยะก่อนทิ้ง แต่รัฐก็ไม่เคยจัดเตรียมรถขยะที่เก็บขยะแยกไว้รองรับ แต่หากมีรถที่เก็บแยกขยะเปียก ขยะแห้ง ขยะรีไซเคิล ประชาชนก็จะเริ่มแยกขยะได้เอง
2.โครงสร้างพื้นฐานที่ดี เช่น รัฐต้องการให้ประชาชนหันมาใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) แต่ประชาชนไม่สามารถจัดหาที่ชาร์จไฟฟ้าด้วยตนเองได้ เมืองจึงต้องสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมไว้ด้วย และ 3.การกำกับดูแล เช่น รัฐอยากให้ SME มีส่วนร่วมขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ก็ต้องให้แต้มต่อ (Handicap) ในการจัดซื้อจัดจ้างเมื่อต้องประมูลงานแข่งกับบริษัทใหญ่ๆ หาไม่แล้วทุกคนก็จะมุ่งไปที่ต้นทุนต่ำสุด ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน หรือใช้มาตรการทางภาษีเข้ามาช่วยสนับสนุน เป็นต้น
“ถามว่า กทม. เราจะทำอะไร เราเริ่มจากตัวเองก่อนอย่างน้อยเราตั้งก่อนว่าหน่วยงาน กทม. ทั้งหมด เราจะมีเป้าหมายในการดำเนินการเรื่อง Net Zero ในองค์กรเราก่อน ให้เราเข้าใจอุปสรรคต่างๆ แล้วเราก็เริ่มดำเนินการภายในก่อน อย่างน้อยหน่วยงานต้องเข้าใจก่อนจะไปบังคับใช้กับคนอื่น เริ่มมีโครงการที่ทำได้จริง เกิดผลและสามารถหาแนวร่วมได้ อย่างที่เราทำไปแล้วเรื่องปลูกต้นไม้ 3 เดือนเราปลูกไปประมาณ 110,000 ต้น นี่ทำได้ ทุกคนมีส่วนร่วมในการลดคาร์บอนได้” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุ
ในช่วงท้าย ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยังยกอีกตัวอย่าง คือ“การแยกขยะ” เรื่องที่ฟังดูเหมือนง่ายเพราะหลายๆประเทศก็ทำกันมานานแล้ว แต่ในความเป็นจริงประเทศไทยยังไม่ได้แยกแม้แต่ขยะเปียกกับขยะแห้ง ซึ่งนับตั้งแต่วันที่4 ก.ย. 2565 เป็นต้นไป กทม. จะเริ่มนำร่องใน 3 เขตคือ สาทร ปทุมวัน และหนองจอก “เป็นเรื่องไม่ง่ายในการไปบอกให้ครัวเรือนแยกเศษอาหารออกจากขยะทั่วไป” ขณะเดียวกัน กทม. ก็ต้องเตรียมหารถที่เก็บขยะแบบแยกขยะได้ไว้ด้วย “ขั้นแรกต้องลดคาร์บอนในใจคนก่อน” ตามด้วยมีพื้นที่นำร่องไว้ทดลองโครงการ เมื่อสำเร็จแล้วจึงขยายผลต่อไป
นอกจากนี้ กทม. ยังเริ่มเปลี่ยนมุมมองเรื่อง“การบำบัดน้ำเสีย” จากเดิมที่รวมมาบำบัดในส่วนกลางจุดเดียว ก็น่าจะใช้การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียตามชุมชนริมคลอง ซึ่งต้นทุนจะถูกลงและทำงานได้ละเอียดขึ้นรวมถึงยังมีนโยบาย “ทำกรุงเทพฯ ให้เย็นลง” ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อลดการใช้พลังงานในอาคาร หรือใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนด้านอาคารประหยัดพลังงาน
“ภาครัฐต้องเอาจริงเอาจัง แล้วต้อง Realistic (เข้าใจปัญหาที่แท้จริง) และมีมาตรการที่สามารถ Quick Win (บรรลุเป้าหมายระยะสั้น) Middle Term (ระยะกลาง) และ Long Term (ระยะยาว)” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวทิ้งท้าย

'ธรรมนัส'ร้องห๊ะ! ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท บอกถ้าจริงประเทศพินาศแน่ โวทุกโพลกธ.ติด 1 ใน 5 ตลอด
ส่องอนาคตสร้างรถไฟฟ้า5จังหวัด 'ดร.สามารถ'ชี้ช่องรัฐบาลใหม่ ถึงเวลาหรือยังที่ตจว.จะมีบ้าง
แฉหมดเปลือก! บรู๊คลิน เบ็คแฮม ลั่นไม่คืนดีครอบครัว ขอยืนหยัดเพื่อตัวเอง
เพจ'หมออนามัยขี้mouth'ข้องใจ'วิโรจน์' แฉเรื่อง'ส้ม'แค่เดือนเดียว โดนกล่าวหาเป็น'ไอโอ'
สะเทือนขวัญกลางหัวหิน! ล่า'ฆาตกรเหี้ยม'ย่องทุบหัวพนักงานสาวโรงแรมดับ ก่อนชิงทรัพย์หนี

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี