วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
การประชุมสภาคองเกรส ครั้งที่ 20 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้มีขึ้นในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งก็ยุติลงอย่างราบรื่นด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางชุดใหม่ (The Central Committee) จำนวนประมาณ 208 คน การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร (Politburo) ประมาณ 25 คน โดยจากจำนวนนี้ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการประจำ (Standing Committee) จำนวน 7 คน ซึ่งจัดว่าเป็นองค์กรบริหารสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ตำแหน่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เลขาธิการพรรค ได้แก่ นายสี จิ้นผิง ซึ่งก็ได้รับฉันทามติให้ดำรงตำแหน่งไปอีกวาระหนึ่งเป็นเวลาอีก 5 ปี (หลังจากดำรงตำแหน่งมาแล้ว 2 วาระ รวม10 ปี) นอกจากนั้น นาย สี จิ้นผิง จะยังดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารกองทัพของพรรคคอมมิวนิสต์จีนไปเป็นเวลาอีก 5 ปีเช่นกัน และหลังจากนี้ก็จะมีการยืนยันให้เป็นประธานาธิบดีอีก 5 ปี ในระหว่างการประชุมสภาสมัชชาแห่งชาติที่จะมีขึ้นในต้นปีหน้า ซึ่งเท่ากับว่า นายสี จิ้นผิง จะดำรงตำแหน่งที่สำคัญที่สุดของจีน ทั้งการเป็นเลขาธิการพรรค เป็นประธานาธิบดีหรือประมุขสูงสุดของประเทศ และประธานคณะกรรมการบริหารกองทัพ จัดได้ว่านายสี จิ้นผิง ควบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ เหมือนในยุคสมัยเหมา เจ๋อตุง
ในการนี้ สี จิ้นผิง ถือเป็นผู้นำสูงสุด (Paramount Leader) หามีผู้ใดเสมอเหมือนไม่ ความคิดอ่านของเขาจะเป็นแนวทางให้พรรค และสังคมจีนยึดมั่นและปฏิบัติตามคำสั่งของเขาเป็นประกาศิต ซึ่งเท่ากับว่าลัทธิบูชาบุคคล (Personality Cult) ได้กลับมาเป็นลักษณะและวิธีการบริหารบ้านเมือง และเป็นการล่มสลายวิธีการบริหารบ้านเมืองแบบช่วยคิด ช่วยทำ ช่วยรับผิดชอบ (Collective Leadership)
อย่างไรก็ดี การที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้รับการเลือกให้เป็นผู้นำต่ออีกสมัย ก็เพราะมากไปด้วยฝีไม้ลายมือ ประสบการณ์ ความเอาจริงเอาจัง และความอดทนกับหน้าที่การงานมาโดยตลอดตั้งแต่เยาว์วัย มีความสามารถในการบริหารจัดการ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายสมัครพรรคพวกทั้งในพรรค กองทัพและรัฐบาล อีกทั้งได้ประสบความสำเร็จในการใช้นโยบาย
ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นเครื่องมือเสริมสร้างคะแนนนิยมและการสนับสนุนจากประชาชนพลเมือง ควบคู่ไปกับการขจัดคู่แข่งคู่ต่อสู้ทางการเมืองใดๆ อย่างสัมฤทธิผล
ทั้งนี้ในแวดวงการเมืองของจีนก็มีความเชื่อมั่นว่า การมีผู้นำที่เข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวนั้น จะเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่น เสถียรภาพ และความเจริญก้าวหน้า และความยิ่งใหญ่ให้กับประเทศจีนได้
จีนภายใต้การนำพาของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ต้องการที่จะให้จีนขึ้นมายิ่งใหญ่เป็นที่หนึ่งของโลก ขจัดอิทธิพลของฝ่ายตะวันตก โดยมุ่งที่จะทำให้จีนสู้กับฝ่ายตะวันตกได้ ทั้งในเรื่องความใหญ่โตของเศรษฐกิจ แสนยานุภาพทางการทหาร และกิจการอวกาศ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งจีนมุ่งมั่นที่จะมีบทบาทอันสำคัญในเวทีโลก เพื่อเสริมสร้างอิทธิพลของจีน และปรับเปลี่ยนความไม่สมดุลของอำนาจที่ได้ถูกนำพาและครอบงำโดยฝ่ายตะวันตกมาเป็นเวลายาวนาน
ในขณะเดียวกัน จีนก็จะมุ่งลดการพึ่งพาตลาดโลก โดยจะแยกตัวเองออกมาจากการต้องผูกพันและผูกติดกับเศรษฐกิจการค้าของโลกตะวันตกที่นำโดยสหรัฐอเมริกา (Decoupling) อาทิ จีนรับการลงทุนจากต่างประเทศ และเป็นโรงงานผลิตสินค้าให้กับโลก และส่งออกไปขายในต่างประเทศ และรายได้หรือกำไร ก็นำไปซื้อพันธบัตรของฝ่ายสหรัฐฯ ซึ่งจีนก็ประสงค์ที่จะเลิกพัวพันกับฝ่ายตะวันตกแบบนี้ เพราะเมื่อมีปัญหาขัดแย้งกับสหรัฐฯ เมื่อใด ก็จะมีผลกระทบต่อจีนโดยตรง ในการนี้ จีนจึงกำหนดนโยบายเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่เรียกว่า Double Circulation ซึ่งหมายถึง การให้โลกพึ่งพาสินค้าจีน แต่ในขณะเดียวกันจีนก็จะลดการพึ่งพาต่างประเทศทั้งในเรื่องการค้าขาย และเทคโนโลยี โดยจะหันมาพึ่งพาตลาดภายในประเทศเป็นหลัก
สำหรับเป้าหมายทิศทางภายในประเทศนั้น ซึ่งจีนได้ประสบความสำเร็จในการขจัดความยากจน (Poverty Eradication) ไปแล้ว ซึ่งต่อจากนี้ไป จีนจะต้องขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคมระหว่างเมืองกับชนบท และระหว่างผู้มีอันจะกินจำนวนน้อยกับชาวบ้านที่ยังยากไร้โดยทั่วไป ด้วยนโยบายที่เรียกว่า Common Prosperity หรือนัยหนึ่งให้มีการกระจายความมั่งมีศรีสุข และยกระดับผู้คนที่ยังล้าหลังอยู่ นอกจากนั้น ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ก็มุ่งมั่นที่จะเร่งเสริมสร้างสังคมจีน ที่จะมีความทันสมัยทัดเทียมกับประเทศตะวันตกและอื่นๆ (Modernization)
ในการนี้ จีน ภายใต้การนำพาของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ก็ยังจะขับเคลื่อนประเทศด้วยนโยบายผสมผสานระหว่างลัทธิสังคมนิยม กับลัทธิชาตินิยม นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่มีทั้งระบบสังคมนิยม คือภาครัฐทำธุรกิจควบคู่ไปกับระบบธุรกิจเอกชน โดยทางพรรคและรัฐจะมีบทบาทในการควบคุมความมากน้อยของเศรษฐกิจภาคเอกชน
ทั้งหมดนี้ เครื่องมือกลไกอันสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย ทิศทาง และมาตรการดังกล่าวก็คือ พรรคคอมมิวนิสต์จีน
ที่มีจำนวนสมาชิก 90 กว่าล้านคน จากประชากร 1,300 กว่าล้านคน ภายใต้การนำพาของบุคคลคนเดียวคือ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าของจีนที่เป็นเรื่องท้าทายประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และอนาคตทางการเมืองของเขาว่า จะสามารถอยู่ในอำนาจได้ไปตลอดชีวิตได้หรือไม่ ก็คือ การยึดมั่นถือมั่นในเรื่องนโยบายปราบปรามโรคโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ (Zero COVID-19) ซึ่งจีนยอมแลกกับการชะลอตัวและการถดถอยของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาความเสียหายจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงเรื่องการขาดทุน และการทุจริตของวิสาหกิจรัฐต่างๆ รวมไปถึงการดำเนินนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งถนน (One belt one road) ซึ่งดูว่าจะก่อให้เกิดการขาดทุน ไม่ก่อให้เกิดกำไร และยังได้รับปฏิกิริยาต่อต้านจากประเทศผู้ร่วมมือและรับความช่วยเหลือมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับอีกด้วย
นอกจากนั้น การมุ่งมั่นที่จะรวมจีนแผ่นดินใหญ่กับจีนเกาะไต้หวันในช่วงอายุคนนี้ ก็อาจจะนำไปสู่สภาวะศึกสงครามที่ไม่มีผู้ใดต้องการ และจะสร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงต่อทุกฝ่าย ก็ขึ้นอยู่กับว่าประธานาธิบดี สี จิ้นผิง จะได้ตระหนักแล้วหรือยังว่า การวางตัวแบบ ขิงก็รา ข่าก็แรง จะทำให้ประสบความสำเร็จ
หรือความหายนะกันแน่
เมื่อเราพอจะทราบได้ว่าจีนบริหารประเทศอย่างไร และกำลังจะเคลื่อนไปในทิศทางใด ไทยเราก็ต้องมีการปรึกษาหารือกันอย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง ว่าเราจะวางตัวอย่างไรในการดำเนินความสัมพันธ์กับจีนให้เหมาะสม และได้รับผลประโยชน์ร่วมกันทั้งนี้ไทยเราก็ต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง มีศักดิ์ศรี และมีเหตุมีผล และหลีกเลี่ยงการดำเนินนโยบายกับจีนมาจากความรู้สึกเกรงกลัว และความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อีกทั้งไทยเราก็ต้องมีความสามารถในการเสริมสร้างความสมดุลระหว่างความสัมพันธ์ไทย-จีน กับความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ให้ได้
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

เกรียงยศ-ทินกร-สมเกียรติ ผนึกกำลังภท. ลั่นกลองรบปักธงชัยมีนบุรี-หนองจอก!
ซ้อมใหญ่งานเกียรติยศทหารกล้า ขนทัพศิลปินเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก ณ อนุสาวรีย์ชัยฯ
สุวินัย ชำแหละ ไอซ์ ไม่ใช่วีรสตรี แต่คือ อวัยวะ ที่พรรคส้มใช้ปั่นกระแสโกรธแค้น
ชูวิทย์ แฉยับนิทานนางฟ้า ปากบอกช่วยผู้ประกันตน แต่บอร์ดตัวเองโหวตขึ้นเงินสมทบ 875 บาท
ปู กนกวรรณ เคลื่อนไหว! ตกใจ น้องปราย ลูกสาวโทรหาถี่มาก เล่าหมดทุกเรื่องในชีวิต

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี