Logo วันพฤหัสบดี ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2569
คลิกเข้าชมเว็บไซต์แนวหน้าใหม่!!
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / คอลัมน์ / คอลัมน์การเมือง / คิดด้วยพลเมือง (See-Think-Cen')
คิดด้วยพลเมือง (See-Think-Cen')

คิดด้วยพลเมือง (See-Think-Cen')

วันพุธ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 02.00 น.
‘ถ้าไม่มีเงินใส่ซองจะคลอดลูกได้ไหม?’คำถามจุกอกของคนเป็นแม่

ดูทั้งหมด

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

สวัสดีเดือนแห่งวันแม่ค่ะ เนื่องจากผู้เขียนเองก็เป็นแม่ลูกหนึ่งวัยกำลังซน ดังนั้น ความสนใจในช่วงนี้คงจะหนีไม่พ้นหัวข้อเกี่ยวกับลูกค่ะ ทำให้ตัวผู้เขียนเองสามารถฝังตัวอยู่ในคอมมูนิตี้ออนไลน์ของกลุ่มแม่ๆ ได้เป็นวัน ซึ่งในยุคนี้กลุ่มคอมมูนิตี้ออนไลน์ของแม่ๆ นั้น มีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจของแม่ เห็นได้จากผลสำรวจพฤติกรรมของแม่จำนวน 5,000 คน โดย The Asianparent ในปี 2564 ที่ระบุว่าแม่กว่า 76% หากมีปัญหา หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับลูก ส่วนใหญ่จะเข้าไปโพสต์ถามเพื่อขอคำปรึกษาผ่านทางเว็บไซต์สำหรับครอบครัว

โดยเฉพาะข้อมูลที่มาจากกลุ่มคอมมูนิตี้ของแม่ จะได้รับความน่าเชื่อถือเป็นพิเศษ เพราะใครจะไปเข้าใจหัวอกแม่ได้เท่ากับคนเป็นแม่เหมือนกันใช่ไหมคะ ส่งผลให้กลุ่มคอมมูนิตี้ของแม่มีความคึกคักอยู่เสมอ เพราะแม่ๆ มักเข้ามาแชร์ประสบการณ์ให้แก่กันอยู่เสมอ ซึ่งทำให้ผู้เขียนได้เห็น ได้ยินในเรื่องที่ถ้าไม่ได้เป็นแม่คนเองก็คงไม่รู้ หรือถ้ารู้ก็อาจจะรู้เพียงผิวเผิน ไม่ได้สนใจใคร่รู้ว่าต้นตอของเรื่องราวนี้มาจากไหนหนึ่งในเรื่องนั้น คือ “เงินใส่ซองก่อนคลอดลูก หรือเงินฝากพิเศษ” ซึ่งเป็นหัวข้อยอดฮิตที่จะต้องมีแม่ๆ มาโพสต์ถามความเห็นอยู่เป็นประจำ


ก่อนที่จะลงลึกถึงเรื่องที่จะเล่า ขออธิบายสั้นๆ ให้ผู้อ่านเข้าใจก่อนว่า เงินใส่ซองในกรณีที่แม่มักจะโพสต์ถามนั้น หมายถึงเงินที่จ่ายพิเศษแยกต่างหากจากค่าฝากครรภ์ และค่าคลอดลูกที่สามารถใช้สิทธิได้ตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง ซึ่งเป็นการจ่ายเงินให้หมอเจ้าของไข้ตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งอาจจะจ่ายก่อน หรือหลังคลอดลูกก็ได้ เพื่อฝากฝังให้หมอดูแลเป็นพิเศษ รวมถึงจับจองตัวหมอให้เป็นผู้ทำคลอดให้

โดยข้อมูลจาก วรรณโชค ไชยสะอาด (2560) ได้ระบุว่ากรณีการใส่ซองค่าทำคลอดมักเกิดขึ้นในโรงพยาบาลรัฐ โดยแม่จะเลือกไปหาคลินิกที่หมอรับงานนอกเวลาไว้ เพื่อขอให้รับเป็นเจ้าของไข้ และทำหนังสือส่งมอบตัวมาที่โรงพยาบาล ซึ่งรวดเร็วกว่าการเข้าคิวปกติที่โรงพยาบาล อีกทั้งถ้าแม่ต้องการผ่าคลอดโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ก็สามารถใส่ซองให้หมอแลกกับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล โดยที่ไม่ต้องเสียค่าผ่าคลอดให้โรงพยาบาล จึงเป็นที่รู้กันดีในกลุ่มแม่ว่าการจ่ายเงินใส่ซองให้กับหมอนั้น เป็นอันตกลงกันว่าหมอท่านนั้นจะดูแลแม่ตลอดการตั้งครรภ์นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ เงินใส่ซอง จึงกลายเป็นใบเบิกทางให้แม่ได้รับสิทธิพิเศษที่ไปเบียดเบียนคนอื่นโดยไม่รู้ตัว

ผู้เขียนจำได้ว่ามีแม่มือใหม่ท่านหนึ่งโพสต์ถามเข้ามาในกลุ่มเรื่องการเตรียมตัวก่อนคลอดลูก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะแนะนำเป็นพวกผ้าอ้อม แพมเพิร์ส ของใช้เด็ก หรือเครื่องปั๊มนม แต่ที่สะดุดตาผู้เขียน คือคอมเมนต์ที่ระบุว่า “อย่าลืมเงินใส่ซองด้วยนะคะ” หลังจากนั้นก็มีแม่หลายท่านเข้ามาตอบใต้โพสต์จำนวนมาก บางท่านก็สงสัยว่าเงินใส่ซองคืออะไร? บางท่านที่มีประสบการณ์ก็มาแบ่งปันตัวเลขที่เคยใส่ซองให้หมอ ซึ่งผู้เขียนพอจะสรุปตัวเลขได้คร่าวๆ จากในกลุ่มที่เข้ามาตอบกว่าพันคน พบว่า ค่าใส่ซองสำหรับฝากพิเศษจะอยู่ที่ขั้นต่ำประมาณ 4,000 ถึง 6,000 บาท และอาจจะสูงถึง 10,000 บาทในกรณีที่แม่ฝากครรภ์ และเจาะจงทำคลอดกับหมอที่เป็นที่นิยมโพสต์ลักษณะนี้ สร้างความกังวลใจให้กับแม่หลายท่าน จนถึงกับตั้งคำถามว่า “ถ้าไม่มีเงินใส่ซองจะคลอดลูกได้ไหม?”

เมื่อพิจารณาจำนวนเงินที่ใส่ซองที่มากกว่า 3,000 บาทและเจตนาของการให้เงินก็เพื่อให้หมอเอื้อประโยชน์ให้กับคนไข้โดยมิชอบ ย่อมเข้าข่ายความผิดฐานเจ้าพนักงานเรียกรับสินบนตาม ป.อาญา มาตรา 149 เรียกรับหรือรับทรัพย์ แปลว่า การกระทำนี้เป็นการจ่ายสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่ และเป็นความผิดชัดเจน ไม่ใช่เพียงสินน้ำใจอย่างที่แม่หลายท่านเข้าใจ ซึ่งก็ตรงกับข้อมูลที่มีการเผยแพร่เป็นข่าวดังในช่วงปี 2560 ที่มีแม่ท่านหนึ่งร้องเรียนไปที่ศูนย์ดำรงธรรมว่าถูกหมอเรียกรับค่าฝากครรภ์พิเศษ ซึ่งทำให้ผู้อำนวยการจากโรงพยาบาลดังกล่าวทำจดหมายแจ้งขอความร่วมมือไม่ให้หมอรับเงินใส่ซอง

ด้วยความสงสัยของผู้เขียนในฐานะที่เป็นแม่ที่ทำงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันด้วย จึงถือโอกาสเข้าไปร่วมวงสนทนา เพื่อสอบถามถึงเหตุผลที่แม่หลายท่านตัดสินใจใส่ซองให้กับหมอ โดยในกลุ่มได้เปิดโหวตสอบถามว่าแม่ได้ใส่ซองให้หมอทำคลอดหรือไม่? ผลการโหวตจากแม่กว่าหมื่นคน พบว่า มีเพียงแค่ 23% เท่านั้นที่ใส่ซอง โดยให้เหตุผลว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจของหมอที่ดูแลเป็นอย่างดี บ้างก็ว่าเป็นการให้ไว้ก่อนเพื่อความอุ่นใจว่าหมอจะดูแลเป็นพิเศษ บ้างก็ว่าจำเป็นต้องให้เพราะหมอ หรือพยาบาลมาบอกกันตรงๆ ให้จ่าย แถมบางคนก็ถึงขั้นตำหนิผู้เขียนว่า สิ่งนี้เขาเรียกว่าสินน้ำใจ เพราะเราเต็มใจจะให้เอง และย้อนถามว่าถ้าจ่ายเงินเพิ่มนิดเดียว แลกกับชีวิตลูกที่สู้อุ้มท้องมา แม่จะไม่จ่ายเลยหรอคะ? เจอเหตุผลแบบนี้ไปนานวันเข้าแม่ที่ไม่อยากจ่าย ก็เริ่มหวั่นไหวละค่ะ

ชวนมาดูฝั่งแม่ 77% ที่ไม่จ่ายกันบ้าง ส่วนใหญ่ให้เหตุผลสั้นๆ ว่ามันคือ การให้สินบนอย่างหนึ่งนั่นแหละ เป็นการทุจริตเอาทรัพยากรส่วนรวมมาใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง และทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนมีเงินกับคนไม่มีเงินในการเข้าถึงการทำคลอด ซึ่งก็มีหมอหลายท่านที่ไม่เห็นด้วยกับการใส่ซองเพื่อฝากพิเศษ ได้ให้ข้อมูลถึงผลกระทบจากการฝากพิเศษที่ทำให้เสียระบบในการดูแลคนไข้ในภาพรวมอย่างเท่าเทียมกัน และสร้างภาระแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในห้องคลอด รวมถึงเป็นการส่งต่อค่านิยมที่ไม่ถูกต้องให้กับคนไข้และหมอด้วย

ข้อถกเถียงที่น่าสนใจจากแม่ๆ คือในกลุ่มแม่ที่มีเงินจ่ายสินบน ทำไมถึงไม่ไปฝากท้องที่โรงพยาบาลเอกชน จะได้เลือกผ่าคลอดได้ ก็มีแม่หลายคนเข้ามาตอบว่า การใช้สิทธิบัตรทอง รวมถึงการคลอดที่โรงพยาบาลรัฐมันควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ก็คือแม่สามารถฝากครรภ์และคลอดโดยใช้สิทธิบัตรทองจ่าย 30 บาท ถ้านอนห้องรวมไม่เสียเงิน แต่ถ้านอนห้องพิเศษก็จ่ายในราคาราวๆ พันบาท และถ้าหากอยากได้รับการดูแลที่ดีเหมือนเอกชน รวมถึงผ่าคลอดได้ ก็เลือกฝากพิเศษแทน โดยจ่ายเพิ่มแค่เพียง 4,000 บาท ไม่เหมือนโรงพยาบาลเอกชนที่อย่างน้อย แม่ต้องเตรียมเงินขั้นต่ำที่ 70,000 บาทในการผ่าคลอด

ด้วยเหตุนี้ การจ่ายสินบนให้กับหมอในการทำคลอด จึงเรียกได้ว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เพราะประหยัดค่าใช้จ่ายในการผ่าคลอดลงไปได้เกือบเท่าตัว ซึ่งแท้จริงแล้วการผ่าคลอดในโรงพยาบาลรัฐนั้น ต้องเสียเงินอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท แต่เงินจำนวนนี้กลับถูกแทนที่ด้วยเงินใส่ซอง ซึ่งไม่ได้ตกไปที่โรงพยาบาลรัฐ ในขณะที่การผ่าคลอดนั้นต้องอาศัยบุคลากรทางการแพทย์หลายฝ่ายในการดูแลมากกว่ากรณีแม่ที่คลอดตามปกติ นั่นแปลว่าเรากำลังเอาเปรียบคนอื่นอยู่หรือเปล่า? ส่วนวิธีที่ตรงไปตรงมา คือแม่ใช้สิทธิบัตรทองฝากครรภ์เข้าระบบปกติ และหากมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ หมอก็จะทำการผ่าท้องคลอดให้ ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ถ้าเป็นความต้องการของแม่เอง จะต้องจ่ายเงินเอง ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับแม่ว่าจะตัดสินใจเลือกเดินทางตรง หรือจะเดินแบบซิกแซกเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ

สิ่งหนึ่งผู้เขียนสังเกตจากการพูดคุยในกลุ่มแม่หลายกลุ่ม คือการลดทอนความรุนแรงของการให้สินบน เป็นเพียงแค่สินน้ำใจ และใช้เหตุผลของความรักลูกเพื่อเป็นเกราะป้องกันความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้น ซึ่งกระบวนการคิดนี้เรียกว่า Self-Concept Maintenance หรือกระบวนการรักษาสมดุลของค่ามาตรฐานความดีของตัวเอง โดย ธานี ชัยวัฒน์ (2560) ได้นำกระบวนการนี้มาใช้อธิบายระบบคิดในหัวของคนที่ตัดสินใจจะโกง ด้วยการทำให้ตัวเองรู้สึกว่า มันเป็นแค่การโกงแค่นิดหน่อย ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลง (Self-Serving) หรือการที่มันไม่มีกฎระเบียบเขียนห้ามไว้ชัดเจน ก็ทำให้เราตัดสินใจโกงได้ง่ายขึ้น เพราะไม่มีความชัดเจนว่าสิ่งที่ทำมันผิดหรือถูก และเมื่อโกงสำเร็จแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยการบอก (หลอก) ตัวเองว่า ใครๆ ก็ทำกัน จึงทำให้เกิดความสบายใจ ทั้งๆ ที่เพิ่งทำผิดมา

ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า กระบวนการนี้สะท้อนถึงการตัดสินใจในการให้สินบนของแม่ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากแม่ส่วนใหญ่มองว่า ไม่ได้เป็นการบังคับให้จ่าย ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน และเหนือสิ่งอื่นใด คือเหตุผลเพราะรักลูกนั้นเอง สินบนในมุมมองแม่ จึงกลายเป็นความจำเป็นที่ยอมรับได้ เป็นสิทธิที่ใครพอใจจ่ายก็จ่าย ส่วนใครไม่มีเงินก็รับการรักษาแบบปกติ และไม่ใช่เรื่องผิดด้วย เพราะใครๆ ในกลุ่มแม่ก็ทำกัน เห็นได้จากทุกวันนี้ เราสามารถหารีวิวการฝากพิเศษได้จากอินฟลูเอนเซอร์แม่และเด็ก หรือขอคำแนะนำโดยตรงจากบุคลากรทางการแพทย์ได้ด้วยซ้ำ

แล้วจะทำอย่างไรให้สินบน ไม่ใช่เรื่องที่แม่ยินดีจ่าย หมอยินดีรับอย่างที่เคยเป็นมา ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า ควรลดแรงจูงใจของทั้งแม่และหมอเพราะ pain point หลักของแม่ คือกังวลเรื่องความปลอดภัยของลูกซึ่งหากแม่ได้รับการฝากครรภ์ตั้งแต่สามเดือนแรก ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของลูกได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และสามารถป้องกันความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆซึ่งถ้าพูดกันตามเหตุผลนี้ การผ่าคลอดโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ต่างหาก ที่ทำให้แม่มีความเสี่ยงในการให้กำเนิดลูก อ้างอิงจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยที่ระบุว่า การผ่าท้องคลอดควรเป็นทางเลือกสำหรับแม่ที่มีความจำเป็นเท่านั้น และหากแม่ที่ฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ พบกรณีผิดปกติ หมอเองก็ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว

ส่วนในฝั่งของหมอนั้น ศ.นพ.ภิเศก ลุมพิกานนท์ (2560) ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ ให้สัมภาษณ์ไว้ในคอลัมน์ “ผ่าท้องคลอดไม่ใช่
คำตอบสุดท้าย” โดย The 101. World เสนอว่า ต้องลดแรงจูงใจด้านรายได้และการจัดการของโรงพยาบาล เช่น การกำหนดมาตรการควบคุมทางอ้อมด้วยการปรับค่าตอบแทนหมอทำคลอดแบบปกติกับการผ่าท้องคลอดให้เป็นอัตราเดียวกัน หมอจะได้ไม่มีแรงจูงใจในการเลือกผ่าท้องคลอด หรือในประเทศโปรตุเกสได้ตั้งกฎว่า โรงพยาบาลไหนผ่าท้องคลอดเกิน 25% ปีจะถูกตัดงบประมาณในปีต่อมา ซึ่งมันจะกลับไปที่การปฏิรูประบบของโรงพยาบาลนั้นๆ รวมถึงการปรับปรุงการให้บริการต่างๆ ให้ดีขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องว่างในการเสนอจ่าย หรือเรียกสินบนเพื่อแลกกับการดูแลพิเศษ หรือขอให้ผ่าคลอดได้

ถ้าหากเราปล่อยให้การให้สินบนเป็นเรื่องปกติ อนาคตข้างหน้า มันอาจจะไม่ใช่ทางเลือกแล้ว แต่จะเป็นการถูกบังคับให้จ่ายสินบน เพื่อให้หมอทำคลอดลูกให้อย่างปลอดภัยก็ได้ ดังเช่นรายงานผลการสำรวจเรื่องการจ่ายสินบนในกลุ่มแม่ตั้งครรภ์ ของ Transparency International (2562) ที่ชี้ว่าแม่จากอินเดีย เนปาล เคนยา และซิมบับเว จำนวนมาก ต้องเสียโอกาสในการให้กำเนิดลูกที่ฟูมฟักมากว่า 9 เดือนเพียงเพราะไม่มีเงินมาจ่ายสินบน

ในฐานะแม่ ผู้เขียนจึงอยากชวนแม่ทุกท่านให้ฉุกคิดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการจ่ายสินบนในการฝากครรภ์และการทำคลอด ด้วยการช่วยกัน
เป็นตัวแทนของแม่ที่ไม่จ่ายสินบน ร่วมกันส่งเสียงในกลุ่มคอมมูนิตี้ของตัวเองว่ามันไม่ใช่แค่เรื่อง Win-Win ของแม่และหมอเท่านั้น แต่มันเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นในระบบบริการทางการแพทย์ ทำให้สิทธิสวัสดิการคลอดลูกของรัฐที่ควรจะเข้าถึง

โดย สุภัจจา อังค์สุวรรณ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  
  • Breaking News
  • ข่าวยอดนิยม
  • คอลัมน์ฮิต
22:21 น. อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
22:05 น. ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
21:10 น. กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
20:40 น. อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
20:31 น. ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.
ดูทั้งหมด
ดูทั้งหมด
ดูทั้งหมด

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์

ข่าวดีสายกู้! จ่ายค่าน้ำ-ไฟ 'ตรงเวลา' ช่วยเพิ่มโอกาสกู้เงินธนาคาร

เตือนภัยด่วน! ระวัง 'แสตมป์เมา' แฝงร่างลายการ์ตูน พุ่งเป้าหลอกเด็กและเยาวชน

มท.4 ลั่นไม่จบแค่ตัดสิทธิ์ ส่ง 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น ให้ 5 หน่วยงาน ลุยสอบต่อ-ดำเนินคดี

ผิดจริง ไล่ออกแล้ว! สิทธิโชติ เผยปม เจ้าหน้าที่ กกต.รับเงิน แต่ไม่สอบสจ.คนสนิทสส. ชี้หลักฐานไม่ถึง

  • Breaking News
  • อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
  • ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569 ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
  • กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
  • อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์ อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
  • ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย. ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.
ดูทั้งหมด

คอลัมน์ที่เกี่ยวข้อง

จาก‘มหากาพย์โอดิสซี’สู่ความร่วมมือในระดับภาคประชาสังคม

จาก‘มหากาพย์โอดิสซี’สู่ความร่วมมือในระดับภาคประชาสังคม

12 ส.ค. 2569

OECD โอกาสทางรอดสุดท้ายของไทย

OECD โอกาสทางรอดสุดท้ายของไทย

5 ส.ค. 2569

ปราบโกงสอบราชการ ตัดเนื้อร้ายทำลายประเทศ

ปราบโกงสอบราชการ ตัดเนื้อร้ายทำลายประเทศ

29 ก.ค. 2569

คนไทยไม่ทนโกง: ถึงเวลาออกแบบระบบที่ ‘โกง’ ยาก

คนไทยไม่ทนโกง: ถึงเวลาออกแบบระบบที่ ‘โกง’ ยาก

22 ก.ค. 2569

คริปโตเคอร์เรนซี: เบื้องหลังสกุลเงินดิจิทัลกับโจทย์ใหม่ของการต่อต้านคอร์รัปชัน

คริปโตเคอร์เรนซี: เบื้องหลังสกุลเงินดิจิทัลกับโจทย์ใหม่ของการต่อต้านคอร์รัปชัน

15 ก.ค. 2569

ความรู้ท่วมหัว (ทำไม) เอาตัวไม่รอด: ทำไมเรายังแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้

ความรู้ท่วมหัว (ทำไม) เอาตัวไม่รอด: ทำไมเรายังแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้

8 ก.ค. 2569

บันทึกจากผู้จัดงาน สี่บทเรียนต้านโกงจากเวทีนานาชาติ และสิ่งที่คนไทยควรรู้

บันทึกจากผู้จัดงาน สี่บทเรียนต้านโกงจากเวทีนานาชาติ และสิ่งที่คนไทยควรรู้

1 ก.ค. 2569

‘มองอนาคตงานวิจัยต้านโกงไทย: 5 เทรนด์ที่ควรไปต่อ’

‘มองอนาคตงานวิจัยต้านโกงไทย: 5 เทรนด์ที่ควรไปต่อ’

24 มิ.ย. 2569

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved