วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569
ทางด้านมหาสา เมื่อตามตัวได้มาแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็โปรดให้บวชใหม่ และให้ไปอยู่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม แต่เนื่องจากแบบแผนปฏิบัติของคณะสงฆ์ธรรมยุตในขณะนั้น เมื่อลาสิกขาไปแล้วและกลับมาบวชใหม่ หากเป็นเปรียญมาแต่ก่อนก็ถือว่าเป็นอันสิ้นสุดลงเมื่อลาสิกขา และเมื่อมาอุปสมบทใหม่ก็ต้องสอบเปรียญกันใหม่
มหาสาตอนสึกออกไปก็ไปมีครอบครัวแล้วดังนั้นเมื่อจะอุปสมบทใหม่ตามพระวินัยและบัญญัติวิธีในการอุปสมบทก็ต้องได้รับความยินยอมเห็นชอบจากผู้เป็นภรรยาก่อน ซึ่งมหาสาก็คงได้รับความยินยอมนั้นจึงอุปสมบทได้
เพราะเหตุที่มหาสา มีปัญญาวิชาคุณสูงมาก ได้เปรียญ 9 ประโยคตอนที่เป็นสามเณรในครั้งก่อน เมื่อมาอุปสมบทใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้สอบเปรียญใหม่ ซึ่งในสมัยนั้นเป็นการสอบสนามหลวงเป็นพิเศษได้และเป็นการสอบโดยปากเปล่า
พระมหาสาได้เข้ารับการสอบเปรียญ และสอบรวดเดียวจบทั้ง 9 ประโยค จึงได้เป็นเปรียญ 9 ประโยคอีกครั้งหนึ่ง แต่เพราะเคยทรงคุณเป็นเปรียญ 9 ประโยค
มาตั้งแต่ครั้งก่อน ดังนั้นพระมหาสาจึงได้ชื่อว่าเป็นพระมหาเปรียญ 18 ประโยคเป็นรูปแรกและรูปเดียวในยุครัตนโกสินทร์
พระมหาสาอุปสมบทรอบใหม่ที่วัดบวรนิเวศวิหารหลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ครองราชย์ในปี พ.ศ. 2394 แล้ว หลังจากนั้นอีก 7 ปีก็ได้รับสมณศักดิ์เป็นที่พระราชาคณะที่พระสาสนโสภณ และโปรดให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐฯ เมื่อ พ.ศ. 2415 และต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ก็ทรงสถาปนาให้เป็นที่สมเด็จพระสังฆราช ทรงพระนามว่าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชดังนั้นสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) จึงได้ชื่อว่าเป็นสมเด็จพระสังฆราช 18 ประโยค เป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดราชประดิษฐฯ
พระมหาสาเคยเป็นศิษย์ของพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 มาแต่ก่อน ตั้งแต่ครั้งจำพรรษาอยู่ที่วัดราชาธิวาส มีอัชฌาสัยและทรงคุณในพระธรรมวินัยเป็นที่ต้องพระทัย ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 จึงโปรดและมักเสด็จไปสนทนาธรรมอยู่เนืองๆ บางครั้งก็ทรงสนทนาธรรมอยู่ด้วยกันจนกระทั่งรุ่งแจ้งสว่างก็มีหลายครั้ง
สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) มีศิษย์รูปหนึ่งทรงปัญญาวิชาคุณทางโหราศาสตร์มาก ต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็นที่พระพรหมมุนี และได้รจนาคัมภีร์สำคัญอันเป็นหลักคัมภีร์หนึ่งในทางโหราศาสตร์นั่นคือคัมภีร์โลกธาตุ ซึ่งใช้เป็นคัมภีร์พยากรณ์ เป็นที่นิยมนับถือเลื่องลือมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
แต่ก่อนมานั้น ในทางโหราศาสตร์จะนับถือคัมภีร์จักรทีปนีและคัมภีร์จักรทีปนีจร ซึ่งรจนาโดยพระอรหันต์รูปหนึ่งในอินเดียในอดีตกาลโพ้นคือพระอุตตมรามมหาเถร เป็นภาคพยากรณ์โดยถือเอาวิถีการโคจรของพระเคราะห์ในอากาศ หรือเรียกว่าภาคนภดล เป็นคัมภีร์หลักในการพยากรณ์ดวงชะตาทางโหราศาสตร์มาตั้งแต่โบราณ และสืบทอดมาจนถึงประเทศไทยด้วย
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีได้ทรงประพันธ์คัมภีร์จักรทีปนีจรของพระอุตตมรามมหาเถรเป็นฉันทลักษณ์ที่ไพเราะระดับชั้นบรมครู และได้ถือเป็นคัมภีร์พยากรณ์ในประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้
คัมภีร์จักรทีปนีและคัมภีร์จักรทีปนีจรเป็นการพยากรณ์โดยถือการโคจรของพระเคราะห์ในอากาศซึ่งแต่ก่อนมาแม้ในประเทศอินเดียก็พยากรณ์ประกอบกับภาคพื้นดินหรือภาคภูมิดล โดยมีคัมภีร์พรหมชาติเป็นหลัก และคัมภีร์นี้ก็ตกทอดเข้ามาถึงประเทศไทยด้วย
ดังนั้นนับถึงสมัยต้นรัชกาลที่ 4 ประเทศไทยจึงมีคัมภีร์พยากรณ์ทางโหราศาสตร์เป็นหลักอยู่ 2 คัมภีร์ คือคัมภีร์จักรทีปนี ซึ่งเป็นบทพยากรณ์จากภาคอากาศ หรือภาคนภดล และคัมภีร์พรหมชาติ ซึ่งเป็นบทพยากรณ์จากภาคพื้นดิน
พระพรหมมุนีลูกศิษย์ของสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) ได้รจนาคัมภีร์พยากรณ์ภาคพื้นดินขึ้นอีกคัมภีร์หนึ่ง โดยใช้หลักปูมทักษา ธาตุ เป็นเกณฑ์ เรียกว่าเป็นคัมภีร์พยากรณ์ภาคภูมิดล ชื่อว่าคัมภีร์โลกธาตุบ้างก็เรียกว่าคีมภีร์อสีติธาตุ ซึ่งได้ใช้เป็นหลักพยากรณ์คู่กับคัมภีร์จักรทีปนีมาตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้
พระมหาสาแม้ทรงสมณศักดิ์สูงขึ้นโดยลำดับแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าได้ข้องแวะเกี่ยวกับราชการบ้านเมืองในประการใดๆ พระกรณียกิจของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์นั้นมุ่งเน้นไปในเรื่องการศึกษาพระธรรมวินัยและการถวายพระธรรมแด่พระมหากษัตริย์ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5
ทางด้านพระมหาโตนั้นเมื่อได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังฯแล้ว ต่อมาก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นชั้นเจ้าคุณ ชั้นเทพ ชั้นธรรมมาโดยลำดับ จนกระทั่งทรงสถาปนาขึ้นเป็นที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ในปี พ.ศ. 2407 หรือช่วงเวลา 8 ปีก่อนการละสังขาร
เมื่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังฯแล้ว ขรัวโตก็ยังคงสร้างพระในรูปแบบสี่เหลี่ยม มีโครงหน้าต่างเป็นกรอบ มีพระพุทธรูปปางสมาธิอยู่ตรงกลางเหมือนกับที่เคยสร้างแต่ก่อนมา ซึ่งในยุคนั้นมิได้ชื่อว่าเป็นพระสมเด็จ คงเรียกแต่ว่าเป็นพระขรัวโต เพราะในช่วงต้นที่มาเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังนั้นยังไม่ได้ดำรงสมณศักดิ์เป็นที่สมเด็จพระพุฒาจารย์แต่ประการใด
ปรากฏว่าพระขรัวโตที่สร้างขึ้นหลังจากดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังแล้ว กรอบหน้าต่างหรือกรอบบัญชรที่เป็นแบบแต่ก่อนมาก็ได้ปรับปรุงให้มีลักษณะคล้ายกับระฆังมากขึ้นจึงเรียกว่าพระขรัวโตวัดระฆัง ครั้นได้สมณศักดิ์เป็นที่สมเด็จพระพุฒาจารย์แล้วจึงนิยมเรียกกันว่าพระสมเด็จวัดระฆัง
ดังนั้นพระสมเด็จวัดระฆังจึงปรากฏและถูกขนานชื่อตั้งแต่ช่วงปีพุทธศักราช 2407 เป็นต้นมา และหลังจากเจ้าพระคุณสมเด็จละสังขารในปีพุทธศักราช 2415 แล้วบรรดาพระที่สร้างขึ้นเป็นลำดับต่อมาโดยถือรูปแบบเดิมก็ยังคงเรียกว่าพระสมเด็จวัดระฆังจนกระทั่งปัจจุบันนี้
การสร้างพระขรัวโตนับตั้งแต่เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆัง ได้ถือแบบเอาพระประธานวัดระฆังเป็นแบบองค์พระ อยู่ภายในกรอบบัญชรที่มีรูปลักษณะคล้ายกับระฆังมากที่สุด นั่นเพราะอานุภาพและความศักดิ์สิทธิ์ของพระประธานวัดระฆัง ซึ่งเลื่องชื่อลือชามาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1

TVBI จับมือ MVTV เปิดตัวแอป 'TVB Anywhere Thai' รุกตลาดไทยทั่วโลก ขนทัพซีรีส์ฮ่องกงลงจอ!
มหกรรมคอนเสิร์ต'พัทยา สงกรานต์ วันไหล 2026'ยกระดับสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก
รวยไม่หยุด!'เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น'เล็งคว้าทะเบียนสวยเสริมบารมีรถหรู 25 ล้าน
นายกฯสิงคโปร์แถลงด่วน เตือนประชาชนสงครามยืดเยื้อ เตรียมรับมือวิกฤตพลังงาน
เผยเสน่ห์ความมั่นใจต้อนรับซัมเมอร์อย่างสง่างามไปกับ ELLE Lingerie

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี