วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
คนไทย (พูดเฉพาะในประเทศไทย) ประสบปัญหาวิกฤต PM2.5 มาอย่างน้อย 3-4 ปีแล้ว ซึ่งต้องบอกว่าอันที่จริงนั้นปัญหา PM 2.5 (Paritculate Matters 2.5) คุกคามเมืองไทยมานานกว่า 2 ปี แต่ปัญหานี้ไม่ได้รับการกล่าวถึงมากนัก จนกระทั่งเมื่อสองปีที่ผ่านมา ปัญหานี้ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนทำให้คนไทยเริ่มตระหนักว่านี่มันคือเพชฌฆาตตัวจริง จากนั้นจึงได้เริ่มมองปัญหานี้มากขึ้น แต่ก็ได้แค่มองปัญหาเท่านั้น เพราะยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้
ทุกคนต้องทราบดีอยู่แล้วว่าการสูดเอาฝุ่นพิษ PM2.5 เข้าไปในปอดจะทำให้เสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคมะเร็งปอด และโรคทางเดินหายใจอีกหลายชนิด รวมถึงโรคหัวใจด้วย แต่ก็ไม่มีทางป้องกันให้ฝุ่นพิษนี้เข้าไปในปอด เพราะคนไทยจำนวนมากยังไม่มีเครื่องป้องกันฝุ่นพิษ แม้บางคนจะพยายามนำเอาหน้ากากอนามัยมาสวมปิดปากปิดจมูก แต่ก็ไม่สามารถป้องกัน PM2.5 ทะลักเข้าไปในปอดได้
พูดง่ายๆ คือ PM2.5 มีส่วนทำให้คนไทยตายไวกว่าเดิม หรือตายเร็วขึ้น โดยผลวิจัยของ Air Quality Index ระบุว่า PM2.5 อาจทำให้คนไทยมีอายุโดยเฉลี่ยสั้นกว่าเดิม 1.8 ปี โดยระบุด้วยว่าคนที่อาศัยในภาคเหนือจะมีอายุเฉลี่ยสั้นกว่าคนที่อาศัยในภาคอื่นๆ เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพราะว่าเขตภาคเหนือมีฝุ่นพิษ PM2.5 มากที่สุดในประเทศไทย โดยในปี 2564 พบว่าจังหวัดที่ติดอันดับมี PM2.5 มากที่สุดคือ ลำปาง น่าน และแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะที่อำเภอปาย แต่ก็ไม่ต้องคิดว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑลของไทยจะมีอากาศดีกว่าที่อื่นๆ มากนัก เพราะกรุงเทพฯก็ใช่ว่าจะปลอดจากปัญหา PM 2.5 ยกเว้นเพียงช่วงหน้าฝนเท่านั้นที่
กรุงเทพฯจะมีอากาศที่พอจะเรียกได้ว่าดีพอประมาณ
เมื่อปัญหา PM2.5 คุกคามคนไทยมากขึ้นทุกวันดังนั้นเมื่อช่วยเดือนมีนาคม 2566 จึงได้เกิดการฟ้องร้องคดี PM 2.5 โดยกลุ่ม Climate Strike Thailand ฟ้องต่อศาลปกครองให้เอาผิดกับหน่วยงานต่อไปนี้คือ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนรับผิดชอบโดยตรงกับปัญหาการเกิด PM2.5 แต่ไม่สามารถป้องกันปัญหานี้ให้ประชาชนได้
สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลทั้งชุดนี้และชุดก่อนพยายามจะแก้ปัญหา PM2.5 คือประกาศเป็นวาระแห่งชาติ แต่ทว่าก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม สรุปคือแก้ปัญหาไม่ได้ แต่ปากก็บอกว่าจะแก้ปัญหา แต่ก็ต้องย้ำว่ารัฐบาลไม่มีปัญญาแก้ปัญหานี้ได้
ด้วยเหตุที่ PM2.5 มีขนาดเล็กมากๆ คือมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมโครเมตร โดยเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ คือมีขนาดประมาณ 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมของเรา เมื่อมันเล็กจิ๋วเช่นนี้ก็จึงทำให้ขนจมูกของเราไม่สามารถดักกรองมันได้ มันจึงเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้แล้วก็ซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ด้วย ซึ่งตัวของ PM2.5 ยังเป็นพาหะนำสารที่เป็นมลพิษ เช่น โลหะหนัก และสารก่อมะเร็ง เข้าไปในร่างกายของคนและสัตว์
คนเรานั้น ไม่ว่าจะแข็งแรงมากสักเพียงใดหากได้รับ PM2.5 เข้าไปเรื่อยๆ จนสะสมในร่างกายมากขึ้นก็จะมีผลเสียต่อสุขภาพได้ แต่หากคนที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจอยู่แล้ว เมื่อเจอ PM2.5 ก็จะเกิดปัญหาได้ทันที เช่น ไอ จาม และเกิดปัญหาด้านภูมิแพ้ และเกิดปัญหาโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคปอด และมะเร็งปอด แล้วยังก่อให้เกิดปัญหาด้านผิวหนังด้วย เช่น ระคายผิวผิวหนังอักเสบ ภูมิผิวหนัง และเกิดปัญหาการเกิดอนุมูลอิสระที่เป็นตัวการทำลายผิวหนัง ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่แพทย์ให้การยอมรับว่าเป็นความจริง
ปัญหา PM2.5 เป็นปัญหาใหญ่ แต่รัฐบาลไทยยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ (ขอย้ำว่าไม่ได้กล่าวถึงเฉพาะรัฐบาลนี้เท่านั้น) ล่าสุดรัฐบาลชุดปัจจุบันเสนอร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ...... เข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็นับว่ายังดีที่พยายามแก้ปัญหา แม้จะเป็นการแก้ที่ดูจะค่อนข้างเลื่อนลอยก็ตาม
เรายังไม่เห็นมาตรการชัดๆ ว่ารัฐบาลจะกำจัดต้นตอของการเกิด PM2.5 อย่างไร แต่ได้แค่เพียงเห็นว่ารัฐบาลบอกว่าจะกำหนดกลไกบริหารจัดการมลพิษทางอากาศ ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น(พื้นที่) แล้วก็อ้างว่าจะบูรณาการการบริหารจัดการปัญหาทุกภาคส่วนให้เป็นระบบ วางแผนการทำงาน และกำกับดูแลให้สอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งบอกตรงๆ ว่าอ่านแล้วเลื่อนลอยคล้ายๆ กับเพ้อฝัน แต่ไม่เห็นว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร

จับบิ๊กเครือข่าย 'นักบิน ชนแดน' ขนยาบ้าลอตมหึมาเฉียด 7 ล้านเม็ด
ดร.ประยูร ครองยศ ลงชิงผู้ว่าฯกทม. ประกาศ ขอโอกาส นำประสบการณ์บริหารพัฒนาเมืองหลวง
สื่อรัฐบาลเตหะราน หลุดร่างดีล MOU สหรัฐฯ-อิหร่าน เดิมพันด้วยกฎหมายสากล
'อุ้ม'ซ้ายฟ้าสั่ง! ซัดชัยพาบุรีรัมย์แชมป์อาเซียนคัพ
พีคกว่านี้มีอีกไหม เปิดคำตอบการบ้านนักเรียนวิชาสังคมฯ ที่ทำเอาทำชาวเน็ตแห่เอ็นดู

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี