วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยพรรคร่วมฝ่ายค้าน“ล็อคเป้า”เฉพาะ“มาดามแพทองโพย”เพียงคนเดียวนั้น ชัดเจนแล้วจากการประชุมร่วมของ“วิป 3 ฝ่าย”เมื่อวันที่ 19 มีนาคมวานนี้ ว่าจะมีการอภิปรายสองวัน โดยเริ่มในวันที่ 24-25 มีนาคม และจะลงมติในวันที่ 26 มีนาคม
จากการเปิดเผยของนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ระบุว่า การประชุมทั้งสองวันจะเริ่มเวลา 08.00 น. ซึ่งในวันแรกจะพยายามบริหารจัดการเวลาไม่ให้เลิกดึกมากเกินไป แต่ในวันที่ 25 มีนาคมจะเลิกเวลา 23.30 น. โดยกรอบเวลาในการอภิปราย จะเป็นของฝ่ายค้าน 28 ชั่วโมง, ฝ่ายรัฐบาลรวมกับคณะรัฐมนตรี 7 ชั่วโมง และประธานที่ประชุม 2 ชั่วโมง
นอกเหนือจากนั้น ประธานวิปฝ่ายค้านยังเปิดเผยด้วยว่า ถ้าเวลาของฝ่ายค้านยังไม่หมดในการอภิปรายวันสุดท้าย ก็จะใช้เวลาต่อไปให้เต็มโควตา หากเกินเที่ยงคืนไปแล้ว ก็อาจจะต้องไปลงมติในวันที่ 27 มีนาคม ซึ่งตัวแทนทั้ง 3 ฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า เพื่อให้การอภิปรายครั้งนี้ราบรื่นที่สุด จะไม่ให้มีการประท้วงกันพร่ำเพรื่อแบบไม่มีเหตุผล
ทางด้านนางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะตัวแทนฝ่ายคณะรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากที่มีการจัดสรรเวลาให้ฝ่ายรัฐบาลรวมกับคณะรัฐมนตรี 7 ชั่วโมงนั้น พยายามจะใช้เวลาการประท้วงของ สส.ฝ่ายรัฐบาลวันละ 1 ชั่วโมงทั้ง 2 วัน ส่วนเวลาในการชี้แจงของนายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่ถูกพาดพิง จะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง พร้อมกันนี้นางมนพรยังกล่าวด้วยว่า ฝ่ายค้านเองก็รับปากว่า จะกำชับฝ่ายค้านด้วยกันเอง ว่าหากไม่จำเป็นก็ไม่ควรไปอภิปรายพาดพิงบุคคลภายนอก ควรอภิปรายไปที่นายกฯโดยตรง
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะห้ามไม่ให้มีการประท้วงอย่างพร่ำเพรื่อจาก สส.ซีกรัฐบาล โดยเฉพาะ สส.จากพรรคเพื่อไทย เพราะศึกอภิปรายครั้งนี้ “ล็อคเป้า”ไปที่ตัว“มาดามแพทองโพย“คนเดียว และการพุ่งเป้าไปที่“มาดามแพทองโพย” ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องพาดพิงถึงบุคคลภายนอก โดยเฉพาะ“ทักษิณ ชินวัตร”ในฐานะผู้ชี้นำและชักใยนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ว่าฝ่ายค้านจะสื่อความหมายด้วยชื่ออะไร ก็คงต้องมีการประท้วงเพื่อสกัดให้เกิดความไขว้เขว อันจะทำให้เนื้อหาของการอภิปรายไม่ปะติดปะต่อ
เพราะในการแก้ไขญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน หลังจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่มีอำนาจในการบรรจุระเบียบวาระการประชุม มีหนังสือแจ้งให้ฝ่ายค้านลบชื่อ“ทักษิณ ชินวัตร”ออกจากญัตติ พร้อมกับยืนยันว่าถ้าฝ่ายค้านไม่ลบชื่อทักษิณซึ่งเป็นบุคคลภายนอกออกจากญัตติ ก็จะไม่บรรจุญัตตินี้เข้าระเบียบวาระการประชุมนั้น ปรากฏว่าการที่ฝ่ายค้านขีดฆ่าชื่อ“ทักษิณ ชินวัตร” และคำว่า“ผู้เป็นบิดา”ออกจากญัตติ แล้วเปลี่ยนเป็นคำว่า“บุคคลในครอบครัว”แทน ยิ่งเท่ากับเป็นการเปิดกว้างในการที่จะเอ่ยชื่อบุคคลภายนอกเพิ่มขึ้นอีก
ย้อนกลับไปดูญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจฉบับที่มีการแก้ไขของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยขีดฆ่าชื่อ“ทักษิณ ชินวัตร”และคำว่า“ผู้เป็นบิดา”ออกนั้น มีประเด็นในการซักฟอก“มาดามแพทองโพย”ที่เป็น“คุณหนูนายน้อย” หรือ“ทูนหัวของบ่าว”ของ สส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย รวมทั้ง“ทักษิณ ชินวัตร”ที่เป็น“นายใหญ่”เจ้าของคอก ซึ่งเป็นผู้“ชี้นำ-ชักใย”บุตรสาว รวมทั้งหมด 6 ประเด็น
ประเด็นแรก ไม่มีคุณสมบัติและไม่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหารด้วยประการทั้งปวง ทั้งขาดภาวะผู้นำขาดวุฒิภาวะ ขาดความรู้ความสามารถ และขาดเจตจำนงในการบริหารราชการแผ่นดินที่จะแก้ปัญหาให้แก่ประเทศชาติและประชาชนส่งผลให้ทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศชาติ
ประเด็นที่สอง จงใจลอยตัวอยู่เหนือปัญหา และไม่มีความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่เพียงเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเอง ครอบครัว และพวกพ้อง เป็นตัวตั้งอยู่เหนือผลประโยชน์ของส่วนรวม
ประเด็นที่สาม ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์เอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบสังคมโกหกหลอกลวง ไม่ดำเนินการตามนโยบายที่ให้สัญญาไว้กับประชาชน เป็นนั่งร้านช่วยเหลือต่างตอบแทนกลุ่มบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย
ประเด็นที่สี่ บริหารบ้านเมืองผิดพลาด ล้มเหลวอย่างร้ายแรง ทั้งในด้านการเมือง การปฏิรูปกองทัพความมั่นคง เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม ทำลายนิติรัฐ ทำลายระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา
ประเด็นที่ห้า เจตนา-ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันภายใต้การบริหารงานของตนเอง ทั้งยังทุจริตเชิงนโยบาย บริหารบ้านเมืองเพื่อเอื้อผลประโยชน์แก่พวกพ้องและกลุ่มทุนแต่งตั้งบุคคลที่ขาดความเหมาะสม ขาดความรู้ความสามารถ หรือไม่ซื่อสัตย์สุจริตไปเป็นรัฐมนตรีหรือตำแหน่งสำคัญอื่น
ประเด็นที่หก ปล่อยให้บุคคลในครอบครัว ชี้นำ-ชักใย ให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอันเป็นเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมือง ประพฤติตนเป็นเสมือนนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด โดยมีบุคคลภายนอกเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ
จากพฤติการณ์ดังกล่าวทั้งหกประเด็น จึงเป็นเหตุผลทำให้พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นว่า “มาดามแพทอโพย”เป็นผู้มีพฤติการณ์อันไม่อาจไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดินในฐานะนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป และหากปล่อยให้บุตรสาวของอดีตนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดที่บิดาใช้เป็นร่างทรงผู้นี้ ยังคงบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไป ย่อมนำมาซึ่งความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างยากที่จะแก้ไขเยียวยาได้
อย่างไรก็ดี ดูรูปการณ์แล้ว จากที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นว่า แม้จะมีการขีดฆ่าชื่อ“ทักษิณ ชินวัตร”ออก และเปลี่ยนเป็น“บุคคลในครอบครัว”แทนก็ตาม ยิ่งเท่ากับเป็นการเปิดกว้างในการที่จะเอ่ยชื่อบุคคลภายนอกเพิ่มขึ้นอีก อาทิเช่น คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์, โอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร และเอม-พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ที่ข้องเกี่ยวกับที่ดินธรณีสงฆ์ของบริษัทอัลไพน์และสนามกอล์ฟอัลไพน์ อาจจะถูกลากดึงเข้ามาเป็นประเด็นในการอภิปราย และไม่แน่ว่า“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และ“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” 2 อดีตนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดของ“ทักษิณ ชินวัตร”ก็คงไม่พ้นที่จะถูกพาดพิงด้วยเช่นกัน
จากที่“มาดามแพ”ถูก“ล็อคเป้า”เพียงคนเดียว ก็จะกลายเป็น“ตระกูลชินวัตร”ถูก“ล็อคถล่ม”ทั้งตระกูล อันจะทำให้ห้อง“พระสุริยัน”ใน“สัปปายะสภาสถาน”ต้องร้อนลุกเป็นไฟ จากการประท้วงในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ก็เป็นได้ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ไฟเขียว กกต. ขอยืดเวลาชี้แจง บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งออกไปอีก 7 วัน
ตูน - ก้อย โชว์ความอลังการองค์พระพิฆเนศหนึ่งเดียวในโลก ประดิษฐานในบ้านหลังงามที่ภูเก็ต
กองทัพบก สวนกลับเขมร! ปล่อยเฟคนิวส์ทหารไทยถล่มช่องอานม้า
ฟัน สิบเอก ลงโทษโหด ทบ แจ้งความทำร้ายร่างกาย ทรมานพลทหาร
สรุปดรามา ภาพวาดราคา 1.6 แสน ไม่ตรงปกเพราะศิลปินหวังดี ปรับสีให้ละมุนขึ้น

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี