วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
“อ้วน-ภูมิธรรม เวชยชัย” หรือ“สหายใหญ่” วัยย่าง 72 ปี อดีตนักศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่หนีเข้าป่าหลังเหตุการณ์ “6 ตุลาฯ 19” และได้รับการบ่มเพาะศึกษา“ทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษ” ของ “คาล มาร์กซ์” และแนวทางนโยบายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มาอย่างครบเครื่องนั้น ยิ่งนับวันก็ยิ่งเห็นว่า“ปัญญากลวง”
เรียกว่าเป็นคนที่ทำงานไม่เป็น นอกจากสนองงานให้แก่“นายใหญ่”ที่ชื่อ“ทักษิณ ชินวัตร” และคอยเป็นพี่เลี้ยงปกป้อง“คุณหนูนายน้อย-อุ๊งอิ๊งค์”เท่านั้นที่เหมือนว่าดูเก่งกาจ ซึ่งผิดรูปไปจากสหายเก่าหรือคอมมิวนิสต์เก่า ที่ผ่านการต่อสู้มากับ พคท. โดยส่วนใหญ่ล้วนมีโลกทัศน์และชีวทัศน์ชัดเจน สามารถมองและวิเคราะห์แยกแยะเหตุปัจจัย ทั้งทาง“ภววิสัย”และ“อัตวิสัย”ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“ภูมิธรรม เวชยชัย” ออกจากป่ากลับสู่เมืองก่อน พคท.แตก ก็มานั่งทำงานเป็นรองผู้อำนวยการโครงการอาสาสมัคร สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้มีสายสัมพันธุ์กับองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ “NGO”องค์กรต่างๆ ที่ดำเนินกิจกรรมด้วยเงินสนับสนุนจาก“ต่างชาติ” ทั้งจากสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรป เป็นการสนับสนุนของต่างชาติ ที่แฝงการแทรกแซงและยุยงปลุกปั่นปลูกฝังให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดในบ้านเราอย่างมีนัยสำคัญ
จะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมาบรรดาละอ่อนน้อยคนรุ่นใหม่ที่เป็น สส.ฝ่ายค้าน สังกัดพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชนในเวลาต่อมา เคลื่อนไหวไปในทางที่ขัดหูขัดตาหรือขัดใจพรรคเพื่อไทย มักจะเห็น“สหายใหญ่-ภูมิธรรม เวชยชัย” ซึ่งถือว่าเป็น“เจ้าพ่อเอ็นจีโอ” ออกมาส่งเสียงปรามอยู่เป็นประจำ เพราะ สส.ส่วนใหญ่ของพรรคส้มเน่า ล้วนเป็น“NGO”เก่า
จากตำแหน่งรองผู้อำนวยการโครงการอาสาสมัคร สถาบันวิจัยสังคมจุฬาฯ ก็ผันตัวมาทำงานในกลุ่มบริษัทเครือชินวัตร ของ“นายใหญ่-ทักษิณ ชินวัตร” และ“นายหญิง-คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์”แห่งบ้านจันทร์ส่องหล้า ในตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการประจำสำนักประธานบริหารกลุ่มบริษัทในเครือชินวัตร ระหว่างปี 2540-2541 ก่อนจะร่วมกับ“นายใหญ่ทักษิณ”จัดตั้งพรรคไทยรักไทยในเวลาต่อมา
หลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2544 เมื่อพรรคไทยรักไทยประสบความสำเร็จสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยมี“ทักษิณ ชินวัตร”เป็นนายกรัฐมนตรี “อ้วน-ภูมิธรรม”ผู้นี้ ในฐานะรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคณะทำงานสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) และเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ชื่อ“ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์” โดยได้ก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกในปี 2548 ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
อย่างไรก็ตาม ต่อมาในปี 2550 หลังจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทยถูกยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 พรรคไทยรักไทยถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค “อ้วน-ภูมิธรรม เวชยชัย” เป็น 1 ใน 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย หรือที่เรียกขานกันว่า“บ้านเลขที่ 111” ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี และจากนั้นก็ได้หวนคืนกลับเข้าสู่แวดวงทางการเมืองอีกครั้งเมื่อปี 2555 ในตำแหน่งเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ก่อนจะได้รับเลือกตั้งเป็น สส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไท ในปี 2557
ปี 2566 ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมทั้งเป็น“สายตรง”ของศูนย์กลางอำนาจเถื่อน“แห่งบ้านจันทร์ส่องหล้า” ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงฝึกงานให้กับ“เศรษฐา ทวีสิน”บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และกระทั่งมาเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีแทน“คุณหนูนายน้อย-อุ๊งอิ๊งค์”ในวันนี้
ผลงานเมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สมัยรัฐบาล“เศรษฐา ทวีสิน”ที่โดดเด่นเข้าตา“นายใหญ่ทักษิณ” ก็คือ “กินข้าวเน่า”จากโครงการทุจริตโครงการับจำนำข้าว เพื่อ“ฟอกขาว”ให้แก่“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่เวลานี้หลบหนีโทษ 5 ปีอยู่ในอังกฤษ และพอมานั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในสมัยรัฐบาล“คุณหนูนายน้อย-อุ๊งอิ๊งค์” ผลงานก็ไม่มีให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อีกเช่นเคย เนื่องจากเวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปเพื่อคอยรับใช้พิทักษ์ปกป้อง“คุณหนูอุ๊งอิ๊งค์” นายกรัฐมนตรีผู้ไร้สติปัญญาและขาดภาวะผู้นำ
เมื่อมานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแทน“สุทิน ชาญวีรกูล” หลังจากพรรคภูมิใจไทยถอนตัวออกจากรัฐบาล เพราะ“ทักษิณ ชินวัตร”ทวงเก้าอี้คืน ก็ชัดเจนอีกว่า “อ้วน-ภูมิธรรม เวชยชัย”ทำงานเพื่อสนอง“นายใหญ่” ด้วยการล้างบางและชำระแค้นพรรคภูมิใจไทย ซึ่งนอกจากจะย้ายอธิบดีกรมใหญ่ถึง 4 คน รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดที่สำคัญๆ อีกหลายจังหวัดแล้ว ก็ยังตามล้างตามเช็ดคดี“มหากาพย์ที่ดินเสากระโดง” อันเกี่ยวพันไปถึง“เนวิน ชิดชอบ”บ้านใหญ่แห่งบุรีรัมย์ ของพรรคภูมิใจไทย
ล่าสุดก็ยัง“เล่นปาหี่”ตบตาคนไทย เรื่องการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทั้งทางแพ่งและทางอาญาจากกัมพูชา โดยไม่ได้ฟ้องศาลโลก และศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่เป็นเพียงแค่สั่งการให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ, กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาศึกษาว่า จะสามารถใช้ช่องทางใดในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก“ฮุน เซน-ฮุน มาเนต”สองพ่อลูกตระกูลฮุนได้
เพราะถ้าแน่จริง ไม่ใช่แค่เล่นปาหี่ “อ้วน-ภูมิธรรม เวชยชัย”ต้องฟ้องสองพ่อลูกเขมรคู่นี้ ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ในข้อหา“อาชญากรสงคราม”ที่ก่อสงครามรุกรานไทย จากการโจมตีเป้าหมายพลเรือน ทั้งโรงพยาบาล และบ้านเรือนประชาชนคนไทย ตลอดจนร้านสะดวกซื้อ และสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งทำให้ประชาชนคนไทยที่รวมทั้งเด็ก และทหารไทยต้องบาดเจ็บเสียชีวิตนับร้อย อีกทั้งยังต้องอพยพหลบภัยสงครามไปอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงเกือบ 2 แสนคน
โดยหลักฐานทั้งหมดนี้ กองทัพไทยได้รวบรวมไว้ในมือพร้อมแล้ว ดังที่ได้มีการเผยแพร่ และชี้แจงต่อคณะทูตต่างชาติ, ผู้ช่วยทูตทหาร 23 ประเทศ และสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างชาติ ซึ่งได้รับเชิญไปดูพื้นที่ที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา
เพราะจากการ“เล่นปาหี่”ดังกล่าวของ“ภูมิธรรรม เวชยชัย” จึงทำให้คนไทยไม่ไว้วางใจรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่มี“ทักษิณ ชินวัตร”เป็นผู้ชักใย และยังอดคิดไม่ได้ว่า “ทักษิณ”กำลังเล่นอะไรแบบ“ลับลวงพราง”กับสองพ่อลูกทรราชแห่งเขมรหรือไม่ ?!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

เกรด 4.00 อาจไม่ใช่คำตอบ! ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ชี้ทางรอดเด็กไทยยุค AI 2026
แฟนคลับส่งกำลังใจ อ้ายสติ๊ก อินฟลูฯดัง หัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่ไอซียู
หนุน อนุทิน เดินตลาดฟังเสียงจริง! เทพไท จี้อัปวงเงินคนละครึ่ง 5,000 บาท ช่วย ปชช.
เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง
ร้อนปรอทแตก! ทั่วไทยร้อนจัด เตือนเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี