วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569
การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) ไทย - กัมพูชา เที่ยวนี้ เอาเรื่องหยุดยิงเป็นหลัก เอาความสงบบริเวณชายแดนให้ชัวร์ก่อน
เพื่อพี่น้องประชาชนคนไทยตามแนวชายแดน จะได้กลับบ้านปลอดภัย
ส่วนเรื่องแนวเขตแดน เรื่องผลประโยชน์ของชาติเรื่องอื่นๆ ยังไม่ไช่วาระของ GBC เที่ยวนี้
1. เกี่ยวกับการหยุดยิง
GBC ไทย-กัมพูชา ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า
“1. ยุติการใช้อาวุธทุกประเภท การโจมตีต่อพลเรือน เป้าหมายพลเรือน และเป้าหมายทางทหาร ในทุกพื้นที่และทุกกรณี
2. รักษาสถานะการวางกำลังในที่ตั้งปัจจุบัน สถานะตั้งแต่ 28 ก.ค.2568 โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง และไม่มีการลาดตระเวนไปยังที่ตั้งของอีกฝ่าย
3. ไม่เพิ่มเติมกำลังตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชา
4. ไม่กระทำการอันเป็นการยั่วยุที่ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด การมีกิจกรรมทางทหารเข้าไปยังดินแดน เขตน่านฟ้า หรือที่ตั้งของอีกฝ่าย ตามสถานะการหยุดยิง ตั้งแต่ 28 ก.ค.2568 และไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกไปนอกขอบเขตของฝ่ายตน
5. ไม่ใช้กำลังต่อพลเรือน หรือเป้าหมายทางพลเรือนในทุกกรณี
6. การปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา: การปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกจับกุมตัว การขอส่งตัวผู้บาดเจ็บมารักษาในสถานพยาบาลของอีกฝ่าย โดยจะขึ้นอยู่กับศักยภาพในการรองรับของสถานพยาบาลแล้วแต่กรณี สำหรับทหารที่อยู่ในความควบคุมของอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับการปล่อยตัวและส่งกลับประเทศ หลังจากยุติการใช้กำลังโดยสมบูรณ์ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการส่งคืนร่างผู้เสียชีวิตอย่างสมเกียรติโดยเร็ว และจัดการศพภายใต้สภาพที่ถูกสุขลักษณะและด้วยความเคารพ
7. กรณีมีความขัดแย้งกันด้วยอาวุธทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งสองฝ่ายจะหารือกันในระดับปฏิบัติผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เพื่อป้องกันการขยายตัวของสถานการณ์”
2. กลไกการดำเนินการในทางปฏิบัติ
เห็นชอบร่วมกันด้วยว่า
“ดำรงการติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยทหารในพื้นที่
จัดการประชุม RBC ภายใน 2 สัปดาห์นับจากการประชุม GBC ใน 7 ส.ค. 2568
ดำรงช่องทางการติดต่อสื่อสารโดยตรงระดับรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองประเทศ
งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม”
ขณะเดียวกัน ได้ร่วมกันกำหนดกลไกตรวจสอบการหยุดยิง ระบุว่า
“ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการตามผลหารือเมื่อ 28 ก.ค. 2568 ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงและการมีคณะผู้สังเกตการณ์จากประเทศสมาชิกอาเซียน นำโดยมาเลเซีย
เห็นชอบให้ RBC ในแต่ละพื้นที่ ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งนำโดยมาเลเซียเป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ โดย RBC จะพบกันเป็นประจำ และส่งรายงานให้ GBC ตามสายการบังคับบัญชาของแต่ละฝ่าย
ในระหว่างการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนที่มีมาเลเซีย เป็นผู้นำ จะใช้กลไกคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ซึ่งประกอบด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศสมาชิกอาเซียน ประจำประเทศไทย และกัมพูชา ทำหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว”
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ครั้งถัดไปภายในหนึ่งเดือนนับจากวันที่ 7 สิงหาคม 2025 (จะหารือเพื่อกำหนดสถานที่ต่อไป) หากไม่เป็นเช่นนั้น ให้มีการเรียกประชุม GBC สมัยวิสามัญโดยทันที โดยใช้รูปแบบเดียวกับการประชุม GBC สมัยวิสามัญในครั้งนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับการหยุดยิง
3. ปฏิบัติการทางทหารที่ผ่านมา ถือว่า ฝ่ายไทยประสบความสำเร็จกว่า 90%
คือ ขับไล่ทหารเขมรออกจากพื้นที่ตามแนวเขตแผนที่มาตราส่วน 1 : 50,000 ตลอดแนวเขาพนมดงรัก เกือบทุกตารางนิ้ว
ยกเว้นบริเวณปราสาทตาควาย ที่ยังคากันอยู่
ลองคิดดู ถ้าไทยลงมือขับไล่ทหารเขมรออกไปก่อนหน้านี้ ไทยจะเผชิญปัญหาความชอบธรรมบนเวทีโลกทันที
แต่เมื่อฮุนเซนและพวกก่ออาชญากรรมสงครามเช่นนี้ก่อน ไทยจึงมีความชอบธรรมในการปกป้องประเทศเต็มที่
การสู้รบครั้งนี้ ทหารเขมรสังเวยชีวิตจำนวนมาก โลกไม่มีสิทธิประณามไทยเลย
ตรงข้าม คงมีแต่เห็นใจ เพราะเข้าใจ
การเจรจาเขตแดนหลังจากนี้ ถ้า กพช.ไม่ยอมรับตามแนวเขตที่ไทยยึดครองไว้แล้วเกือบหมด ก็จะทำอะไรได้ เมื่อทหารไทยยึดมาแล้ว และจะไม่มีวันคืน ตามที่กองทัพไทยประกาศมั่น
หาก กพช. จะละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ทหารไทยก็พร้อมปฏิบัติการไม่น้อยไปกว่าที่เคยปฏิบัติมา
การเจรจาเรื่องผลประโยชน์ทางทะเลอื่นๆ ก็เช่นกัน ฝ่ายฮุนเซนจะมาขีดเส้นเองคร่อมเกาะกูด เออออกันเองกับนักการเมืองบางคนเหมือนที่ผ่านมา ก็ต้องรู้แล้วว่า หากล้ำเส้น กองทัพไทยจะไม่มีการอ่อนข้อ
เว้นแต่ฮุนเซน อยากจะลองดูว่า เรือรบไทยยิงขีปนาวุธได้ไกลแค่ไหน
ประการสำคัญ หลังจากนี้ ถ้ารัฐบาลไม่ใช่ลิ่วล้อของสหายฮุนเซน จะต้องไม่ให้ชีวิตเลือดเนื้อของวีรชนสูญเปล่า ไม่ให้อำนาจต่อรองและความชอบธรรมที่ไทยได้มาสูญเสียไปแบบโง่ๆ จะต้องดำเนินการให้ฮุนเซนและแก๊ง ได้รับต้นทุนของการกระทำเลวร้ายครั้งนี้ด้วย
เพื่อจะเป็นหลักประกัน ลูกหลานไทยจะต้องไม่เจอกับพฤติกรรมผู้นำเพื่อนบ้านถ่อยเถื่อนแบบนี้อีกต่อไป
ซึ่งดูแล้ว ฝ่ายการเมืองในรัฐบาลปัจจุบัน ไม่เป็นที่ไว้วางใจเลย ควรจะเร่งมีรัฐบาลใหม่ มีผู้นำประเทศที่คนไทยฝากชีวิตความมั่นคงของประเทศไว้ได้มากกว่านี้
4. คนไทยตาสว่างจากวาทกรรมส้มเน่า
คงจำได้ นายพิธา อดีตหัวหน้าพรรคส้ม เคยประกาศวาทกรรมที่คิดว่าโก้เก๋ เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2566 ที่จังหวัดกาญจนบุรี
ใจความสำคัญระบุว่า “... ทหารมีไว้ทำไม ก็จะไปรบกับใคร สมมุติมีคนมารุกราน ผมก็ไม่เชื่อว่าคุณจะรบชนะด้วย แล้วอีกอย่างคือตอนนี้เป็นเรื่องของอาวุธ ประเทศที่อยู่ใกล้ๆ กัน ที่เคยทะเลาะกัน มันไม่ทะเลาะกันแล้ว ทุกวันนี้บางประเทศไม่ต้องมีกองทัพด้วยซ้ำไป ถ้าผู้นำฉลาดพอ..”
คงมีแต่ทาสทางสติปัญญาที่จะยังหลงใหลกับคำพูดประดิษฐ์ประดอย เอาความสะใจ แต่ไร้ความจริงใจ และไร้ค่า เมื่อเผชิญกับความเป็นจริงเช่นนี้
5. Pan Samudavanija ได้ประมวลบทวิเคราะห์ในสายตาสื่อการทหารต่างประเทศ มองทหารไทยในการรบครั้งนี้อย่างไร
ระบุว่า
“สื่อต่างชาติมองการรบไทย-เขมร
ไทยรบเขมรครั้งนี้สื่อต่างประเทศ เช่น Jane Defense Weekly, Military Watch Magazine and The Diplomat ล้วนมีทัศนะและข้อคิด เกี่ยวกับสถานะ การสู้รบและประเมินกองทัพไทย ตลอดจนการวางแผน, ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีและอาวุธที่เราใช้อย่างน่าสนใจ
ประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น เวียดนาม มาเลเซีย แม้กระทั่งญี่ปุ่นถึงกับกล่าวว่า ไทย มีขีดความสามารถในการทำสงครามชนิดยิงไม่พลาดเป้าได้แล้ว
และนิตยสารต่างประเทศ ที่ระบุข้างต้นกล่าวว่า กองทัพไทยก้าวพ้นจากการทำสงครามแบบเก่า มาสู่การทำการรบแบบทันสมัย ใช้แผนการรบอัจฉริยะนับตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๖๔ เป็นต้นมา
โดยกองทัพไทยมีศักยภาพไม่ต่างอะไรกับนาโต(NATO)ในการคิดวิเคราะห์และใช้ปัญญาประดิษฐ์ เหนือกว่าหลายชาติตะวันตก
นิตยสารต่างประเทศเหล่านั้นว่าระบบของกองทัพไทยใช้ C4ISR ซึ่งเป็นระบบควบคุม, สั่งการ, สื่อสาร, ข่าวกรอง, การเฝ้าควบคุมและการสอดแนม
ระบบนี้ กองทัพไทย นำมาแทนที่ระบบเก่า ซึ่งเป็นระบบควบคุมสั่งการและสื่อสารเท่านั้น
สื่อต่างประเทศต่างกล่าวว่าไทยรบกับเขมรครั้งนี้ ใช้ระบบก้าวหน้า ใช้สมองในการตัดสินใจใช้โดรนผลิตในประเทศ ที่ทำงานอย่างได้ผล ใช้ดาวเทียมและระบบ C4ISR อย่างได้ผลมีประสิทธิภาพ สู้กับฝ่ายเขมรที่ยังใช้ Conventional Warfare ไม่พัฒนา ไทยเคลื่อนกำลังกองทัพบก เรือ อากาศพร้อมเพรียงกัน
และทั่วโลกสนใจเป็นพิเศษ คือ ใช้เครื่องบินรบกริพเพนเป็นครั้งแรกในโลกที่ขึ้นบินทำสงคราม
สื่อมวลชนตะวันตกถามว่า ใครในกองทัพไทย อยู่เบื้องหลังการใช้ C4ISR และมีแผนอัจฉริยะ เริ่มตั้งแต่ ๑๙๖๔ แบบกองทัพนาโตที่นอร์เวย์ ทำให้ศักยภาพกองทัพไทยเทียบเท่าอิสราเอล ซึ่งมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการทำสงครามกับคู่ต่อสู้ในสนามรบ
ผมเชื่อว่าข้อสังเกตและคำวิจารณ์ของสื่อต่างชาติทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นไปในทางบวกต่อกองทัพไทยทั้งสิ้น
แสดงว่าพวกเขาได้รายงานเจาะลึกและเข้าถึงชั้นความลับไม่มากก็น้อย
ทำให้เชื่อว่าข้อมูลที่เขาได้รับน่าจะเป็นจริง ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่นำไปตีความดังที่ผมได้รวบรวมมา
อย่างไรก็ดี ขอแสดงความยินดีต่อกองทัพไทยด้วยครับ”
5. การใช้เครื่องบินรบกริพเพน
บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ Gripen ในสมรภูมิไทย–กัมพูชา: เมื่อการใช้กำลังทางอากาศอย่างยับยั้งชั่งใจ สะเทือนไปถึงระเบียงการเมืองยุโรป
เผยแพร่เพจข่าว นภาธิปัตย์ โดย น.อ.รัตนสุทธิ สุทธิแย้ม
ระบุว่า
“1. เมื่อแนวรบชายแดนกระเพื่อมถึงน่านฟ้าเหนือยุโรป
ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา นอกจากจะนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารของไทยแล้ว ยังกลายเป็นเวทีปฏิบัติการจริงครั้งแรกของ JAS-39 Gripen เครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงที่จัดหาโดยกองทัพอากาศไทยจากสวีเดน นับเป็นพัฒนาการสำคัญในมิติยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศของไทย แต่ขณะเดียวกันกลับก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมในระดับระหว่างประเทศ โดยเฉพาะต่อรัฐบาลสวีเดน ผู้ผลิตอาวุธที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากภาคประชาสังคมและกลุ่มสิทธิมนุษยชนในยุโรป
2. ความระมัดระวังของกองทัพอากาศไทย: พฤติกรรมการใช้กำลังตามหลักมนุษยธรรม
แม้การใช้กำลังทางอากาศจะถูกวิจารณ์จากบางภาคส่วนในต่างประเทศ แต่ข้อเท็จจริงสำคัญคือ กองทัพอากาศไทยได้ปฏิบัติการอย่างมีความยับยั้งชั่งใจ โดยคำนึงถึงหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ทั้งในด้านการเลือกเป้าหมาย การใช้กำลังแบบพอเหมาะพอควร (Proportionality) และการลดผลกระทบต่อพลเรือนให้น้อยที่สุด
การโจมตีทางอากาศของกองทัพอากาศไทยถูกออกแบบอย่างจำกัด (Limited Precision Strikes) และดำเนินการเฉพาะต่อ เป้าหมายทางทหารที่ชัดเจน เช่น ที่ตั้งทางยุทธวิธีของฝ่ายตรงข้ามที่เป็นต้นเหตุของการโจมตีพลเรือนไทยซ้ำซาก การเลือกใช้อากาศยาน Gripen ซึ่งมีระบบตรวจจับและชี้เป้าหมายด้วยความแม่นยำสูง ยังสะท้อนถึงความพยายามในการลดความเสียหายพลอยได้ (Collateral Damage) ตามมาตรา 51 ของ Additional Protocol I แห่งอนุสัญญาเจนีวา
3. Gripen กับแนวคิด “Coercive Air Power”: พลังบังคับที่แม่นยำและจำกัด
การใช้อำนาจทางอากาศของไทยในครั้งนี้ สามารถตีความได้ในกรอบของ “Coercive Air Power” โดยเฉพาะแนวทาง “Denial Strategy” ที่มุ่งทำลายศักยภาพของฝ่ายตรงข้ามในการดำเนินยุทธการเพิ่มเติม โดยไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจแบบทำลายล้าง
ตามหลักทฤษฎีของ Pape (1996) การบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองผ่านอากาศยานโจมตีที่เลือกเป้าหมายอย่างรัดกุม จะช่วยหลีกเลี่ยงการทำให้สถานการณ์ลุกลามเกินควบคุม และยังสร้าง “ต้นทุนทางจิตวิทยา” แก่อีกฝ่าย ซึ่งตรงกับพฤติกรรมของไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน...
บทสรุป : ปฏิบัติการ Gripen ไทยคือแบบจำลองของ “Air Power with Restraint”
การนำ Gripen เข้าสู่สนามรบจริงของกองทัพอากาศไทย ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าเชิงยุทโธปกรณ์ แต่ยังเป็นกรณีศึกษาสำคัญของ การใช้อำนาจทางทหารอย่างยับยั้งชั่งใจ (Restrained Use of Force) ตามหลักสากล ภายใต้สถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการลุกลาม
การปฏิบัติการของไทยซึ่งจำกัดเป้าหมายอย่างเคร่งครัด และดำเนินการด้วยความรับผิดชอบตาม IHL จึงควรได้รับการรับรู้ในเชิงบวก มากกว่าการตกเป็นเหยื่อของการตีความด้านเดียวโดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริงทางยุทธศาสตร์และกฎหมาย”
สารส้ม

เจดี แวนซ์ สะบัดบ๊อบกลับสหรัฐทันทีหลังดีลล่ม ทิ้งข้อเสนอสุดท้ายให้ อิหร่าน พิจารณา
บรรยากาศสุดเศร้า พิธีรดน้ำศพ พ่อจ๊ะ นงผณี ที่บ้าน จ.อ่างทอง
ไฟไหม้วอดทั้งหลัง! บ้านอดีตนางเอกหมอลำชื่อดัง เจ้าตัววิ่งฝ่าเพลิงเอาทรัพย์สิน ถูกไฟลวกเจ็บ
หัวหน้าทีมเจรจาอิหร่าน โพสต์เดือด ยื่น 168 ข้อเสนอสุดท้ายสูญเปล่า อัดสหรัฐฯไร้ความจริงใจ
ไม่ใช่เรื่องหักหลัง! อัษฎางค์วิเคราะห์ปม ศุภจี ดึง วีระพงษ์ ช่วยงานรัฐบาล แค่สื่อสารคลาดเคลื่อน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี