การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย (รวมถึงรัฐมนตรีของไทยด้วย) ช่างเป็นเรื่องง่ายดายเสียเหลือเกิน เพราะเด็กไม่ประสีประสาการเมือง แถมยังไร้คุณสมบัติของผู้มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรม จริยธรรมก็สามารถขึ้นไปเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แค่มีพ่อเป็นนักโทษหนีคดีอาญาแผ่นดิน แต่มีอิทธิพลเถื่อนมากล้น ก็สามารถดันให้ลูกขึ้นไปเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยได้แล้ว
แต่ที่น่าสังเวชยิ่งกว่าคือคนบางคนไม่มีความเหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็หาคุณสมบัติไม่พบเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ยังทุรนทุรายกระเสือกกระสนเสนอหน้าเข้าไปรับตำแหน่งสำคัญของชาติบ้านเมือง แต่เมื่อรับตำแหน่งแล้วก็ทำให้บ้านเมืองเกิดความวิบัติเสียหายอย่างใหญ่หลวง เศรษฐกิจพังพินาศ การค้าขายติดขัดฝืดเคือง แต่ที่เลวร้ายกว่าคือยังบังอาจประกาศตัวเป็นพวกเดียวกับผู้นำการเมืองเผด็จการของประเทศที่ประกาศตัวเป็นศัตรูกับไทย แล้วบังอาจบอกกับคู่เจรจาด้วยว่าทหารไทยคือศัตรูของตน ทั้งๆ ที่ตนมีตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
บัดนี้ นายกรัฐมนตรีที่ถูกคนไทยจำนวนไม่น้อยวิพากษ์ว่ามีพฤติกรรมขายชาติได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่พรรคการเมืองในอาณัติของพ่อเขายังคงอยู่ แล้วที่สำคัญคือพ่อของเขาคนนั้นยังคงมีอิทธิพลเหนือพรรคการเมืองที่เขาผู้นั้นเป็นหัวหน้าพรรค
คาดว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีรายใหม่ รายที่ 32 น่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 3 กันยายน 2568 ส่วนนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะชื่ออะไร ก็ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทย เพราะว่าเมื่อพิจารณาจากรายชื่อผู้มีสิทธิ์ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่ถูกเสนอชื่อในนามพรรคการเมืองที่มี สส. สังกัดพรรคเกิน 25 คน ก็ต้องบอกตรงๆ ว่ายังไม่เห็นว่าใครหน้าไหนจะมีปัญญาทำให้สังคมไทยดีขึ้น ยังมองไม่เห็นว่าใครจะมีความสามารถปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ที่น่าหนักใจยิ่งกว่าคือ ยังมองไม่เห็นว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะใจซื่อมือสะอาด มีคุณธรรม จริยธรรมการเมืองอย่างแท้จริง
หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 สั่งการให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 โดยสาธารณชนรับทราบคำวินิจฉัยดังกล่าวเมื่อช่วงเวลาประมาณ 15.45 น. ของวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ก็ส่งผลให้เกิดอาการนักการเมืองวิ่งพล่านเร่งรัดจับขั้วการเมืองใหม่โดยพลัน เพราะพรรคการเมืองทุกพรรคก็ล้วนแล้วแต่ต้องการเป็นฝ่ายรัฐบาล ด้วยความเชื่อฝังหัวว่า เป็นรัฐบาลแล้วอิ่มหมีพีมัน เพราะมีเงินงบประมาณแผ่นดินให้ถลุงเป็นถุงเป็นถัง แต่หากเป็นฝ่ายค้านแล้วอดอยากปากแห้ง ไร้อำนาจรัฐ ต้องอยู่แบบกระจอกงอกง่อย ไร้คนรองมือรองตีน
แน่นอนว่า พรรคเพื่อไทยยังต้องการเป็นรัฐบาลต่อไป เพราะการเป็นรัฐบาลทำให้มีอำนาจรัฐ แล้วเมื่อมีอำนาจรัฐก็มีอำนาจสั่งการไปยังข้าราชการทุกกระทรวงทบวงกรมได้ แล้วยังทำให้เอกชนยักษ์ใหญ่ในไทยต้องเข้าไปสวามิภักดิ์ ยอมส่งจิ้มก้องดอกไม้เงินดอกไม้ทอง และของบรรณาการให้
ส่วนพรรคประชาชนนั้น ต่อให้อยากเป็นรัฐบาลมากแบบแทบล้มแทบตายสักเพียงใดก็ไม่มีหวัง เพราะไม่มีหัวหน้าพรรคที่สามารถถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เนื่องจากหัวหน้าพรรคก้าวไกลชะตาขาดไปพร้อมกับพรรคก้าวไกล เพราะจงใจละเมิดกฎหมายมาตรา 112 แถมยังถูกระบุว่ามีพฤติกรรมเซาะ กร่อน บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีเจตนาให้เกิดการหรือนำไปสู่การล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอีกด้วย
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกลแล้ว พรรคจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นพรรคประชาชน แล้วต้องหาหัวหน้าพรรคใหม่ ซึ่งหัวหน้าพรรคใหม่นี้ไม่มีสิทธิ์รับการเสนอชื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดังนั้น พรรคประชาชนจึงรู้ตัวดีว่าต่อให้อายุของสภาผู้แทนราษฎรยังเหลืออีกประมาณ 2 ปี แต่หัวหน้าพรรคประชาชนไม่มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้น จึงไม่ประหลาดใจว่าทำไมพรรคนี้จึงเรียกร้องให้ยุบสภาตลอดเวลา โดยมีข้ออ้างว่าเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน แล้วให้ประชาชนเลือกตั้ง สส. ใหม่ ข้อเรียกร้องดังกล่าวของพรรคประชาชนเกิดมาจากความมั่นใจว่าพรรคฯ จะได้ชัยชนะเมื่อมีการเลือกตั้ง สส. แต่ก็มีคำถามว่า หากมีการเลือกตั้ง สส. ในช่วงต้นปี 2569 แล้วพรรคประชาชนจะได้รับเสียงข้างมาก แบบชนิด landslide แผ่นดินถล่มทลายจริงหรือ
อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าผลการเลือกตั้ง สส. ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2566 พรรคก้าวไกลได้รับชัยชนะ โดยสามารถเอาชนะพรรคเพื่อไทยของทักษิณ ชินวัตร ซึ่งชนะประมาณ 10 เสียง (ก้าวไกลได้ สส. รวม 151 คน) ส่วนพรรคเพื่อไทยมาเป็นที่สอง ตามมาด้วยพรรคภูมิใจไทย พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา ประชาชาติ ไทยสร้างไทยแล้วยังมีพรรคที่ได้ สส. เพียง 1-2 ที่อีกด้วย แต่การที่ก้าวไกลชนะการเลือกตั้งได้ สส. มากเป็นอันดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ก้าวไกลก้าวขึ้นไปกินตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เพราะพรรคอันดับสอง และพรรคอันดับต่อๆ มาไม่จับมือตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคก้าวไกล จนกระทั่งเกิดเรื่องยุบพรรคก้าวไกล แล้วเปลี่ยนชื่อพรรคเป็นประชาชน ดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้
ด้วยความที่พรรคประชาชนมีคะแนน สส. มากเป็นอันดับหนึ่ง จึงทำให้พรรคนี้กลายเป็นตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่กำลังแข่งกันอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ในขณะนี้ (หมายถึงช่วงหลังจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้แพทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) เพราะหากพรรคประชาชนจับมือกับพรรคเพื่อไทย ก็หมายความว่ามีคะแนนเกินครึ่งของ สส. ทั้งสภา ก็สามารถตั้งรัฐบาลได้โดยทันที แต่ทั้งนี้ก็ต้องยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่มีสิทธิ์ส่งหัวหน้าพรรคไปชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดังนั้นหากรวมกันกับพรรคเพื่อไทยได้จริง ก็ต้องยอมให้ชัยเกษม นิติสิริ จากเพื่อไทยกินตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แต่ในมุมตรงกันข้ามหากพรรคประชาชนจับมือกับพรรคภูมิใจไทย ที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรค ก็หมายความว่าอนุทินจะได้รับการเสนอชื่อให้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่พรรคประชาชนไม่มีสิทธิ์ส่งหัวหน้าพรรคของตนเข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
อำนาจการเมืองไทยในมือทักษิณ ชินวัตร ลดน้อยถอยลงเป็นลำดับ นับจากวันที่แพทองธารถูกสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว แล้วยิ่งเมื่อถึงวันที่แพทองธารถูกศาลรัฐธรรมนูญฯ สั่งให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเด็ดขาด เมื่อ 29 สิงหาคม 2568 ก็หมายความว่าอำนาจรัฐได้หลุดออกจากมือของทักษิณด้วย โดยทักษิณต้องสิ้นไร้และขาดอำนาจรัฐโดยพลันเมื่อแพทองธารไม่มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป แต่ถึงกระนั้น ทักษิณก็ยังพยายามตะเกียกตะกายทุรนทุรายแสวงหาอำนาจรัฐต่อไป เพราะหากทักษิณอยู่บนแผ่นดินไทยโดยไร้อำนาจรัฐ ก็ดูเสมือนว่าทักษิณไม่สามารถกินหรือนอนได้ เพราะทักษิณต้องการมีอำนาจรัฐในกำมือตลอดเวลา เพราะอำนาจรัฐช่วยคุ้มครองป้องกันภัยอันตรายจากการเมืองและกฎหมายไทยได้อย่างน่าอัศจรรย์
คอการเมืองคาดว่าในวันที่ 3 กันยายนนี้ จะได้ทราบว่าใครจะได้กินตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย นายกรัฐมนตรีไทยคนล่าสุดจะชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล หรือชื่อชัยเกษม นิติสิริ หรือชื่ออื่นใด ก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตาเฝ้ามองต่อไป
แต่หากจะถามว่าแล้วยังมีโอกาสที่ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะกลับไปกินตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกในวันที่ 3 กันยายน หรือไม่ ตอบว่า ประยุทธ์ลงจากหลังเสือได้อย่างปลอดภัยแล้ว ดังนั้น จึงไม่คิดว่าประยุทธ์จะกลับไปอยู่บนหลังเสืออีกต่อไป ซึ่งก็หมายความว่าประยุทธ์คงไม่คิดกลับไปแย่งชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก
เมืองไทยในยุคปัจจุบันกำลังเผชิญกับปัญหาร้อยแปดพันเก้า ทั้งปัญหาในประเทศและนอกประเทศ รวมถึงปัญหาคล้ายๆ กับว่าไทยกำลังเกิดสงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกา อันเนื่องมาจากภาษีศุลกากรที่กำหนดตามอำเภอใจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และไทยยังเจอปัญหาถูกกัมพูชารุกรานอย่างหนัก รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่เติบโต อัตราคนว่างงานและตกงานสูง บริษัทห้างร้านต่างๆ ทั้งใหญ่ กลาง และเล็ก ทยอยปิดกิจการทุกวัน
ในยามที่ไทยกำลังตกอยู่ท่ามกลางปัญหาสารพัดสารพันชนิด คำถามคือนายกรัฐมนตรีคนใหม่ล่าสุดจะมีปัญหาแก้ปัญหาต่างๆ นานาที่กำลังรุมเร้าไทยได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะมีสติปัญญา มีความสามารถนำพาประเทศไทยให้ก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งความเจริญรุ่งเรืองได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะเป็นคนที่ไม่ข้องเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นหรือไม่
เมื่อเราเพ่งมองไปที่หน้าตาและตัวตนของอนุทิน ชาญวีรกูล จากภูมิใจไทย และ ชัยเกษม นิติสิริ จากเพื่อไทยแล้ว เราไม่มั่นใจแม้แต่น้อยว่าประเทศไทยจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายในระยะเวลาก่อนจะถึงวันเลือกตั้งใหม่ (คือประมาณสี่เดือนนับจากนี้) ตามที่พรรคประชาชนขีดเส้นบังคับให้ทั้งสองพรรคต้องทำตามความกระสันของพรรคประชาชนในเรื่องการเลือกตั้งใหม่ รวมถึงความพยายามล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมด้วย
การเมืองไทยในยุคนี้ จึงเป็นยุคที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีความมั่นใจในศักยภาพ และความสามารถของนักการเมืองที่กำลังยึดกุมอำนาจรัฐ แต่แม้จะไม่พอใจ ไม่ไว้ใจนักการเมืองยุคนี้ แต่ทว่าประชาชนของประเทศไทยก็ไม่มีความสามารถคัดค้านและทัดทานอำนาจของนักการเมืองได้ ดังนั้นจึงไม่มีใครมั่นใจว่าแม้จะเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้วจะทำให้ประเทศไทยดีขึ้น พัฒนาขึ้น เพราะว่าเมื่อดูองค์ประกอบของผู้มีอำนาจการเมืองไทยแล้ว มันไม่ได้ทำให้คนไทยมีความหวังหรือความมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น จึงมีคนไทยจำนวนไม่น้อยรำพึงว่า การเมืองไทยนั้นก็แค่ “...ไป ..........มา”
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี