วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ก่อนอื่นต้องบอกว่าประชาธิปไตยมิได้จำกัดไว้ด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เท่านั้น แล้วก็ต้องยืนยันว่าการเลือกตั้ง สส. ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะคอมมิวนิสต์ก็มีการเลือกตั้ง แต่ไม่เรียกเลือกตั้ง สส. แต่เรียกเลือกตั้งสมาชิกพรรค เมื่อดูจีน รัสเซีย เวียดนาม ลาว และกัมพูชา ก็พบว่ามีการเลือกตั้ง แต่คนที่ศึกษาด้านรัฐศาสตร์บอกตรงกันว่าการเลือกตั้งในประเทศดังกล่าวไม่ได้บ่งบอกว่ามีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
ส่วนไทยมีการเลือกตั้งมาตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้วก็มีการเลือกตั้ง สส. มาอีกหลายต่อหลายครั้ง แล้วก็จะมีการเลือกตั้ง สส. อีกครั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนั้น จึงมีคำถามว่าไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแท้จริงหรือ ประชาธิปไตยของไทยเป็นประชาธิปไตยสากล หรือเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ซึ่งก็ไม่มีใครเข้าใจว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆ หมายความว่าอะไร
ขอย้ำว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันความเป็นประชาธิปไตยเสมอไป ทั้งนี้ ไม่ต้องดูอะไรอื่นไกล ดูจากลาวก็เห็นชัดแล้วว่า ลาวปกครองระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ แต่ทางการลาวเรียกว่าระบอบประชาธิปไตยประชาชน และมีพรรคการเมืองชื่อพรรคประชาชนปฏิวัติลาว (The Laos People’s Revolutionary Party) แต่ลาวมีการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ก็น่าสังเกตตรงที่มีผู้ที่ไม่สังกัดพรรคประชาชนปฏิวัติลาวสามารถลงแข่งขันชิงตำแหน่งได้ แต่ก็ได้รับเลือกตั้งเพียงจำนวนน้อยนิดเท่านั้น
เพราะฉะนั้น หากจะอ้างอิงการเลือกตั้งแบบลาวก็จะบอกได้ว่าแม้ลาวไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก แต่ลาวก็จัดการเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีการแข่งขันอย่างเข้มข้นเหมือนในประเทศยุโรปตะวันตก จึงแสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ตัวกำหนดความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเสมอไป แต่มันเป็นเพียงพิธีการทางการเมืองเพื่อใช้รองรับว่ามีความชอบธรรมในการเข้าไปดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติเท่านั้น
ที่นี้มาดูประเทศไทยบ้าง ไทยมีพรรคการเมืองมากมายจนเกินความสามารถจะจดจำได้ แล้วไทยก็มีการเลือกตั้ง สส. หลายสิบครั้ง จนจำไม่ได้ว่าจัดการเลือกตั้งในปีใดบ้าง แต่ที่สามารถอ้างอิงได้ชัดเจนคือ ในวันที่ 19 กันยายน 2498 เป็นวันที่ถูกจารึกในประวัติศาสตร์การเมืองว่าไทยมีกฎหมายพรรคการเมืองบังคับใช้เป็นครั้งแรก ในสมัยรัฐบาล ป. พิบูลสงคราม ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แต่ก็ต้องย้ำว่าแม้จะเพิ่งมีพระราชบัญญัติพรรคการเมืองบังคับใช้ แต่ก็โปรดรับรู้ไว้ว่าไทยมีพรรคการเมืองมาก่อนหน้านั้นหลายปี โดยมีมาตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แม้ในระยะแรกยังไม่ใช้คำว่าพรรคการเมืองก็ตาม แต่ใช้คำว่าคณะแทน เช่น คณะราษฎร ครั้นต่อมาเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2489 ก็มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นมากมาย เช่น พรรคแนวรัฐธรรมนูญ พรรคสหชีพ และพรรคก้าวหน้า รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคการเมืองหลายพรรคก็ล้มหายตายจากไป แต่ก็ยังมีบางพรรคอยู่ต่อมาจนถึงบัดนี้
พรรคการเมืองของไทยถูกวิจารณ์ว่าจัดตั้งได้ง่ายดายมาก เพราะหลังจากมีกฎหมายพรรคการเมืองแล้ว ก็มีการแห่ไปจดทะเบียนพรรคการเมืองกันอย่างมากมาย โดยกฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 3 ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ย่อมตั้งพรรคการเมืองได้ โดยจดทะเบียนต่อสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงมหาดไทย โดยคำขอจดทะเบียนพรรคการเมือง กำหนดว่าต้องมีรายการดังกำหนดไว้ในมาตรา 4 ว่าคำขอจดทะเบียนต้องมีรายการดังต่อไปนี้ (1) ชื่อของพรรคการเมือง (2) กำหนดนโยบายของพรรคการเมือง (3) ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของพรรคการเมือง (4) ชื่อหัวหน้าและเลขาธิการพรรคการเมือง (5) ลายมือชื่อของผู้ตั้งพรรคการเมือง โดยให้ส่งข้อบังคับว่าด้วยวิธีการจัดการพรรคการเมืองไปกับคำขอจดทะเบียนด้วยสามฉบับ
พรรคการเมืองแรกที่ขอจดทะเบียน คือพรรครัฐบาลของ ป. พิบูลสงคราม โดย ป. เป็นหัวหน้าพรรค และเผ่า ศรียานนท์ เป็นเลขาธิการพรรค พรรคชื่อเสรีมนังคศิลา พรรคนี้มีคณะนายทหารที่เรียกตัวเองว่าคณะรัฐประหาร ที่ก่อการยึดอำนาจแล้วล้มรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เมื่อ 2490 เป็นแกนหลักในการตั้งพรรค และพบว่าได้รวบรวมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและการแต่งตั้ง
ในครั้งนั้น พรรคประชาธิปัตย์ มี ควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้า ก็ได้จดทะเบียนพรรคการเมืองเช่นกัน จึงพบว่าหลังจากมีกฎหมายพรรคการเมืองแล้ว ผู้คนที่จะลงสนามการเมืองต่างพากันตั้งพรรคการเมือง แล้วจดทะเบียนพรรคการเมืองกันมากมาย เนื่องจากเมื่อดูเวลาแล้วเหลืออีกไม่ถึง 16 เดือน จะมีการเลือกตั้งทั่วไป แต่ถ้าหากรัฐบาลประกาศยุบสภาก่อน ก็จะทำให้เกิดการเลือกตั้งเร็วกว่ากำหนดเดิม ก็จึงยิ่งแห่กันไปจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองกันมากขึ้น จึงมีพรรคการเมืองมากถึง 30 พรรค เช่น พรรคเสรีมนังคศิลา พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีประชาธิปไตย พรรคกรรมกร พรรคเศรษฐกร พรรคชาวนา พรรคสังคมประชาธิปไตย พรรคสงเคราะห์อาชีพและการกุศล พรรคธรรมาธิปัตย์ พรรคชาตินิยม พรรคสหภราดร พรรคสังคมนิยม พรรคขบวนการไฮด์ปาร์ค พรรคชาติประชาธิปไตย พรรคหนุ่มไทย พรรคสหพันธ์เกษตรกร พรรคราษฎร พรรคคนดี พรรคอิสระ พรรคประชาชน พรรคศรีอาริยเมตไตรย พรรคไทยมุสลิมหรือไทยอิสลาม พรรคสยามประเทศ พรรคสหภูมิ พรรคขบวนการสหพันธรัฐสากลนิยม พรรคอิสาน และพรรคชาติสังคม
แล้วก็มีการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 การเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคเสรีมนังคศิลาชนะ แต่ถูกประชาชนคัดค้าน เพราะเห็นว่าเป็นการเลือกตั้ง สกปรก จนเหตุการณ์บานปลายเกิดการยึดอำนาจ แล้วโค่นล้มรัฐบาล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ 16 กันยายน 2500 จนต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ในสมัยรัฐบาลพจน์ สารสิน ในเดือนธันวาคม 2500 แต่หลังการเลือกตั้งได้มีรัฐบาลใหม่ แต่สุดท้ายสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ยึดอำนาจ เมื่อ 20 ตุลาคม 2501 แล้วสฤษดิ์ก็ยกเลิกกฎหมายพรรคการเมืองฉบับแรกของไทยทิ้งไป โดยใช้อำนาจของประกาศคณะปฏิวัติ เมื่อ 20 ตุลาคม 2501
จากวันนั้นถึงวันนี้ ไทยมีพรรคการเมืองมีนักการเมือง มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาล มีการประท้วง แล้วก็มีรัฐประหาร แล้วเหตุการณ์เช่นนี้ก็วนเวียนซ้ำซากแบบไม่รู้จบเรื่อยมาจนถึงบัดนี้
วันนี้ไทยมีพรรคการเมืองกว่า 70 พรรค แต่พรรคการเมืองที่ส่งสมาชิกลงสมัคร สส. ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด (8 กุมภาพันธ์ 2569) ประมาณ 50 พรรค ถามว่าทำไมจึงมีพรรคการเมืองมากมายเหลือเกินเป็นเพราะคนไทยรักและศรัทธาประชาธิปไตยจริงๆ หรือเป็นเพราะว่าการตั้งพรรคการเมืองมันทำได้ง่ายดาย
การมีพรรคการเมืองมากมายมหาศาลเช่นนี้ทำให้ประชาธิปไตยไทยเข้มแข็งจริงหรือ หรือเป็นเพราะว่าโจร หรือมาเฟียบางคนต้องการฟอกตัวโดยผ่านพรรคการเมือง แล้วใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องฟอกขาว ล้างมลทินให้ตนเอง
เมื่อมีพรรคการเมืองได้ง่าย ก็จึงไม่ประหลาดใจที่เราได้พบเห็นว่าพรรคการเมืองหลายพรรคมีหัวหน้าเป็นโจร มาเฟีย เจ้าพ่อค้ายาเสพติด แล้วก็ยังพบด้วยว่ามีผู้สมัคร สส. ในหลายพรรคที่เป็นมาเฟีย และอยู่ในขบวนการฟอกเงิน บ่อนพนันทั้ง online และ offline แล้วที่สำคัญคือพรรคการเมืองได้กลายเป็นที่ทำมาหากินของเหล่าอาชญากรสารพัดชนิด รวมถึงเป็นที่ทำมาหากินของนักเลือกตั้ง เนื่องจากเมื่อดูแล้วจะพบว่านักเลือกตั้งย้ายพรรคการเมืองทุกครั้งเมื่อมีการเลือกตั้ง แล้วยังพบว่าพรรคการเมืองเป็นที่รวมตัวของกลุ่มผัวเมีย พี่น้อง ญาติโกโหติกา พรรคพวก ลิ่วล้อบริการ และเหล่าบรรดาขี้ข้าขี้ครอกของนายทุนเจ้าของพรรค และนักธุรกิจการเมือง รวมถึงมาเฟียในคราบนักการเมือง
ดังนั้น จึงมีคำถามว่า ตกลงพรรคการเมืองไทยทุกพรรคเป็นพรรคการเมืองจริงๆ หรือว่ามีหลายพรรคเป็นซ่องโจรในคราบพรรคการเมือง แล้วมาเฟียและมหาโจรก็ใช้การเลือกตั้ง สส. เป็นผงฟอกขาวให้ล้างมลทินตนเอง

พิธา ปิยบุตร ลุยสกลนคร ลั่นตอนนี้ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว ขั้วเดิม-ขั้วใหม่
แม่ทัพภาค 2 เยี่ยมครอบครัว พล.ต.ศตวรรษ วีรบุรุษช่องบก ย้ำกองทัพไม่ทอดทิ้ง
(คลิป) ปะทะรอบ 3 หรือไม่? ชายแดนไทย–เขมร ความขัดแย้งที่ยังไม่จบ
(คลิป) เปิดผล นิด้าโพล ครั้งสุดท้าย! พิธา มีผลเล็กน้อย คะแนนพรรคส้มร่วงทุกพื้นที่
สหรัฐฯ ประกาศ Government Shutdown บางส่วน อย่างเป็นทางการ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี