วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
วันนี้ (8 กุมภาพันธ์) เลือกตั้ง สส. ทั่วประเทศ หลายคนอาจจะบ่นว่าเลือกตั้งอีกแล้ว ทำไมเลือกบ่อยจัง เลือกไปแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ประเทศก็ไม่ได้ดีขึ้น ชาวบ้านก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มิหนำซ้ำยังเลวร้ายเสื่อมทรามหนักกว่าเดิม
การเลือกตั้ง สส. เป็นประโยชน์กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจริงหรือ หรือว่าเป็นประโยชน์กับบรรดานักเลือกตั้ง เจ้าของพรรคการเมืองเท่านั้น เพราะหากว่าการเลือกตั้งทำให้คนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จริง ประเทศไทยต้องดีกว่านี้ ต้องพัฒนามากกว่านี้จริงหรือไม่ แต่ในความเป็นจริงประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์อย่างเป็นชิ้นเป็นอันจากการเลือกตั้ง
อย่าลืมว่า ประเทศไทยมีการเลือกตั้ง สส. มาแล้ว 28 ครั้ง ครั้งล่าสุดคือครั้งที่ 29 ประเทศไทยจัดเลือกตั้ง สส.ครั้งแรก พ.ศ. 2476 หรือประมาณ 93 ปีมาแล้ว ถามซ้ำว่าการเลือกตั้งทุกครั้งทำให้คนไทยดีขึ้นตรงไหน แล้วทำให้ประเทศไทยดีขึ้นจริงๆ หรือ
แน่นอนว่า หากอ้างตามตำราการเมืองการปกครองตามแบบตะวันตกที่ปกครองด้วยประชาธิปไตย ก็จะอ้างว่า การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยถือเป็นการปกครองที่ให้ความสําคัญอย่างมากกับอํานาจของประชาชน โดยอ้างว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย แต่คำอ้างก็คือคำอ้าง เพราะในความจริงแล้ว ประเทศไทยไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเลือกตั้งไปแล้วกี่สิบครั้งก็ตาม ประชาชนพลเมืองไทยก็ไม่มีอะไรดีขึ้นอย่างแท้จริง เพราะประชาชนยังเป็นเพียงเบี้ยบนกระดานหมากรุกการเมืองเสมอมา โดยที่ยังไม่เห็นว่าจะได้รับผลดีตรงไหน
การเลือกตั้งในไทยเป็นการเล่นละคร เพราะเป็นเรื่องของคนกลุ่มเดียวเท่านั้น แม้จะมีข้ออ้างว่าไทยมีพรรคการเมืองหลายสิบพรรค (ประมาณ 70 กว่าพรรค) แต่ก็ต้องไม่โกหกตัวเองว่า มีแค่เพียงไม่กี่พรรคเท่านั้นที่ดูเสมือนผูกขาดบนเวทีการเมืองไทย ส่วนข้ออ้างที่ว่ามีพรรคใหม่ๆ เกิดขึ้นแล้ว แต่ก็ต้องบอกว่าพรรคใหม่ๆ ที่ว่านั้นก็ไม่มีอะไรต่างไปจากพรรคการเมืองใหญ่หน้าเก่า เพียงแต่พรรคการเมืองใหม่ต้องการเข้ามาแบ่งเค้กผลประโยชน์การเมืองเท่านั้น
คนไทยบางกลุ่มเพ้อว่า การเมืองไทยเป็นเรื่องของประชาชน ซึ่งก็เพ้อมานานแล้ว แล้วก็คงจะเพ้อต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบกับความจริงว่าการเมืองไทยมันเป็นเรื่องของคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะนายทุนพรรค และเจ้าของพรรคเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ ไม่เกี่ยว ดังนั้น ที่อ้างว่าของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน จึงเป็นเพียงคำพูดลวงโลก
แน่นอนว่าประชาธิปไตยในประเทศที่เจริญแล้วมีความเป็นหลักเป็นเกณฑ์มากกว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆ เพราะรัฐบาลประเทศเจริญแล้วยึดมั่นในความสำคัญของประชาชนเป็นหลัก แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ประเทศไทย เพราะการเมืองในไทยเป็นการเมืองเพื่อเจ้าของพรรค และนายทุนพรรค
การเมืองแบบไทยคือการเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไปเลือกตัวแทนของตนให้เข้าไปทำงานในรัฐสภา ดังนั้น บางคนจึงเข้าใจว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง เมื่อมีเลือกตั้งก็จึงเป็นประชาธิปไตย แต่ต้องย้ำการเลือกตั้งใจไทยเป็นเพียงวิธีการ เป็นเพียงกระบวนการ แต่ไม่สามารถยืนยันความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้
ถามว่าการเลือกตั้งในไทยมีอิสระเสรีแท้จริงหรือ ปราศจากการซื้อขายเสียงจริงหรือ ปราศจากการทุจริตจริงหรือ ตอบได้ทันทีว่าเปล่าเลย เพราะการเลือกตั้งไทยเต็มไปด้วยการทุจริตทุกรูปแบบ เพียงแต่จับคนทุจริตไม่ได้เท่านั้นเอง ส่วนเหตุที่จับไม่ได้มาจากไม่ตั้งใจจับ หรือไม่มีความสามารถจับกุม ก็ต้องไปพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป
ประเทศไทยมีการเลือกตั้งมายาวนานประมาณ 90 ปีกว่าๆ แต่ไม่มีใครยืนยันได้ว่ามีการซื้อขายเสียงเป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งขึ้นในปี พ.ศ. ใด แต่ที่เป็นเรื่องครึกโครมมากก็ในการเลือกตั้งปี 2500 ในยุค ป. พิบูลสงคราม แล้วหลังจากนั้น ก็พบว่าการเลือกตั้ง สส. ในไทยก็มีการพูดถีงการซื้อขายเสียงมาโดยตลอด แล้วยิ่งเป็นปัญหาหนักขึ้นๆ จนถึงบัดนี้
นักการเมืองซื้อเสียงไปเพื่ออะไร ตอบว่าเพื่อให้ได้เข้าไปยึดกุมอำนาจรัฐ เพราะเมื่อมีอำนาจรัฐแล้วก็จะมีอำนาจในการควบคุมเงินงบประมาณแผ่นดิน อย่าลืมว่ารัฐบาลไทยถูกมองมาโดยตลอดว่าไม่บริสุทธิ์ ไม่โปร่งใส แถมยังเต็มไปด้วยการทุจริตโกงกิน จะมีเพียงไม่กี่รัฐบาลเท่านั้นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องทุจริตคอร์รัปชันน้อยมาก แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะปราศจากทุจริตคอร์รัปชันเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็อาจจะดูกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยการซื้อสิทธิขายเสียงและทุจริตการเลือกตั้งสารพัดรูปแบบ
ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด มีการให้ข่าวโดยบรรดานักการเมืองจากสารพัดพรรค ซึ่งมีทั้งแก่ ทั้งเด็ก ต่างดาหน้าออกมาบอกว่ามีการซื้อเสียงกันอย่างหนัก แต่คำถามคือ พูดเพื่ออะไร พูดแล้วทำไมไม่ไปแจ้งความดำเนินคดีกับคนซื้อเสียงและขายเสียง เห็นพูดกันจังเลยว่าซื้อเสียง ขายเสียง แต่ก็ได้แค่พูดเท่านั้น ซึ่งมันเปล่าประโยชน์ หากมีหลักฐานจริงก็ต้องไปแจ้งความดำเนินคดี ไม่ใช่พูดพล่ามไปเรื่อยเปื่อย
ขอย้ำว่าการเป็นนักการเมืองนั้นมีเป้าหมายอยู่ที่การได้เป็นพรรครัฐบาล และต้องการเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล เพราะไม่มีพรรคหนึ่งพรรคใดได้คะแนนเสียงเกิน 280 เสียงอย่างแน่นอน เมื่อทุกพรรคต้องการเป็นรัฐบาล ก็หมายถึงการทำอย่างไรก็ได้ให้ได้เป็นรัฐบาล ต่อให้ต้องโกง ต้องทุจริต ต้องโกหก แล้วก็รวมถึงพรรคต่างๆ ต้องจับมือร่วมกันตั้งรัฐบาลให้จงได้ โดยไม่สนใจว่าที่ผ่านมานั้นจะเคยด่าทอกันมาอย่างหนักหน่วงสักเพียงใดก็ตาม ก็พร้อมจะลืมเรื่องเดิมแล้วมุ่งหน้าเป็นรัฐบาลให้ได้ เพราะเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วมันอิ่มหมีพีมัน ส่วนการเป็นฝ่ายค้านมันอดอยากปากแห้ง ปราศจากผลประโยชน์ที่จะไหลทะลักเข้ากระเพาะอาหารของตนเอง
เมื่อต้องการเป็นรัฐบาล ก็จำเป็นต้องซื้อเสียง เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะได้เป็นรัฐบาล ดังนั้นจึงทำให้คนที่ติดตามการเมืองไทยมายาวนานไม่ปฏิเสธว่านักการเมืองไทยซื้อเสียงกันเป็นส่วนใหญ่ เมื่อจ่ายเงินซื้อเสียงไปแล้ว ก็ต้องเข้าไปถอนทุนคืน ซึ่งการถอนทุนคืนที่ง่ายที่สุดคือการได้เป็นรัฐบาล แล้วถ้ายิ่งได้ไปคุมกระทรวงใหญ่ที่มีงบประมาณมากๆ หลายแสนล้านบาท ก็ยิ่งกอบโกยโกงกินได้สะดวก และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ สส. ที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลก็อยากจะเป็นรัฐบาลบ้าง เพราะต้องการได้ลิ้มรสโอชาของงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาล
เมื่อรัฐบาลต้องการผลประโยชน์เข้าพกเข้าห่อตนเอง ก็ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลต้องร่วมกันโกงบ้านกินเมือง ส่วน สส. ฝ่ายค้านก็รอจะได้ร่วมวงกินบ้านกินเมืองบ้าง จึงพยายามเบียดตัวเองเข้าไปเป็นรัฐบาลให้จงได้ เมื่อทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านมีพฤติกรรมที่เชื่อได้ว่าน่าจะร่วมกันโกงกิน ขออธิบายเพิ่มเติมเรื่องพรรคฝ่ายค้านร่วมโกงกินดังนี้ คือเมื่อฝ่ายค้านไม่ตั้งใจตรวจสอบการโกงกินของรัฐบาลอย่างจริงจัง ก็หมายถึงฝ่ายค้านมีส่วนร่วมด้วยช่วยกันโกงไปโดยปริยาย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่าการฉ้อราษฎร์บังหลวงจะบังเกิดอย่างเอิกเกริก ส่งผลให้ประชาชนไทยต้องเผชิญกับปัญหาความยากจนตลอดปีตลอดชาติ และตกเป็นเหยื่อของนักการเมืองไปตลอดชีวิต นักการเมืองรวยและมั่งคั่งยิ่งขึ้น ส่วนประชาชนยากจนลงเป็นลำดับ
ดังนั้น จึงไม่ต้องประหลาดใจว่าทำไมเมืองไทยจึงมีพรรคการเมืองและนักการเมืองมากมายเหลือเกิน เพราะตั้งพรรคการเมืองทำได้ง่ายดาย แล้วคนที่ต้องการเป็นนักการเมืองที่สังกัดพรรคต่างๆ ก็เข้าสู่วงจรได้ง่ายยิ่งกว่าง่าย บางคนเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคทั้งๆ ที่ขาดคุณสมบัติ จึงต้องถูกถอดถอนในภายหลัง บางคนเข้าไปเป็น สส. แล้วก็ถูกตรวจพบว่าขาดคุณสมบัติ ซึ่งนี่คือเครื่องบ่งบอกถึงความมักง่ายหละหลวมของกระบวนการคัดสรรบุคคลเข้าเป็นตัวแทนของพรรคการเมือง
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า นักการเมืองและพรรคการเมืองของไทยหลายคนและหลายพรรค จึงถูกวิพากษ์ว่าเป็นแก๊งอาชญากรในคราบนักการเมือง แก๊งอาชญากรเหล่านี้ใช้เสื้อคลุมการเมืองปกปิดความเลวทรามของตน เพราะเห็นว่าเป็นช่องทางที่ง่ายดายที่สุดที่จะเข้าไปมีอำนาจการเมืองได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การเมืองไทยจึงเต็มไปด้วยการลงทุนเพื่อเข้าไปถอนทุนโดยผ่านการมีอำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และตำแหน่งข้าราชการการเมืองอื่นๆ
ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือเครื่องบ่งชี้ชัดเจนว่า การเมืองไทยมิใช่การเมืองเพื่อประชาชนไทยทั้งประเทศ แต่มันคือการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของเจ้าของพรรค ส่วนนโยบายต่างๆ ที่พรรคการเมืองใช้หาเสียงนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นนโยบายลวงโลก เป็นเรื่องโฆษณาชวนเชื่อทั้งสิ้น
ได้เห็นความเลวร้ายของพรรคการเมือง และนักการเมืองแล้ว ก็ทำให้เกิดคำถามว่า เรายังสนับสนุนให้นักการเมืองเลวทรามได้ผ่านการฟอกขาวเข้าไปเป็น สส. เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี ด้วยการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยการซื้อเสียงต่อไปหรือไม่

สื่อนอกแฉยับ บุกฐานสแกมเมอร์ในโอร์เสม็ด เจอหลักฐานเพียบ สวนทางรัฐบาลเขมรอ้างเป็นแค่โรงแรม
ใกล้ปิดตำนาน รถไต่ถัง คณะสุดท้ายของประเทศ ทายาทสืบทอดกว่า 45 ปี เผยอาจวางมือในวัย 35
ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร เปิดทางสหรัฐ รีดภาษีประเทศคู่ค้ากับอิหร่าน
จีนเทา ฉุนไทยวางตู้คอนเทนเนอร์ กระชากป้ายผ้าทิ้งลงพื้น 'กัน จอมพลัง'ไม่ทนเอาคืนแสบ
ดัง พันกร โพสต์ถามกลางโซเชียล หลังเทรนด์ฮิต ห่มสไบใส่ยีนส์ ถูกเบรกห้ามเข้าสถานที่

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี