ถึงวันนี้เราคนไทยที่เป็นวิญญูชนต่างก็ได้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า..เรามีนักการเมืองและพรรคการเมืองพรรค์นี้ในสภาฯไว้ทำอะไร..ซึ่งว่าไปแล้วก็ล้วนเป็นสายพันธุ์เดียวกัน..ที่ประชาชนมิอาจไว้วางใจได้เลย..แย่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี..แย่งกันจัดตั้งรัฐบาล..ไม่ต่างจาก“สุนัขขี้เรื้อน”แย่งกระดูกแย่งชามข้าวกันเหมือนสัตว์
พรรคเพื่อไทยนั้น..เห็นชัดที่สุด..เป็นรัฐบาลมา 2 ปี..เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมา 2 คน..และนายกรัฐมนตรีทั้งสองคน..คือ“เศรษฐา ทวีสิน”..กับ “แพทองธาร ชินวัตร”..ต่างก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนออกตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..ในฐานความผิดเดียวกันตามมาตรา 160 ของรัฐธรรมนูญ..เพียงแต่“แพทองธาร”แตกต่างจาก“เศรษฐา”ก็ตรงที่..“แพทองธาร”ไม่โดนเรื่องความซื่อสัตย์..ตามมาตรา 160 (4)..แต่โดนเรื่องฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามมาตรา 160 (5)..ซึ่ง“เศรษฐา” โดนทั้ง (4) และ (5)
การสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีของ 2 นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย..โดยสำนึกของความเป็นประชาธิปไตย..ซึ่งนักการเมืองและ สส.พรรคเพื่อไทยมักจะชอบแอบอ้างหากินนั้น..ควรจะถอยลงไป..แล้วเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองอื่นที่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล..ไม่ใช่แย่งกันชนิดที่ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็จะเอาด้วยกล..ที่ไม่ใช่วิสัยของสุจริตชนหรือผู้เจริญแล้ว
พรรคเพื่อไทยแสดงออกถึงขนาดว่า..ถ้านายชัยเกษม นิติสิริ..แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี..และไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล..พรรคเพื่อไทยโดย“ภูมิธรรม เวชยชัย”รักษาการนายกรัฐมนตรี..ก็ประกาศขู่ว่าจะใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีรักษาการ“ยุบสภาฯ”..เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่..ทั้งที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์..เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา..ยืนยันว่า..รักษาการนายกรัฐมนตรีไม่สามารถยุบสภาฯได้...เพราะเป็นอำนาจเฉพาะของนายกรัฐมนตรี
และอันที่จริงแล้ว..การยุบสภาเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์..ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มาตรา 103..บัญญัติไว้ว่า“พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎร..เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป”
โดยที่การยุบสภาฯนี้..ถ้าพรรคเพื่อไทยเข้าตาจน..หมายความว่าพรรคประชาชนที่มีเสียงอยู่ในมือ 143 เสียง..ซึ่งเวลานี้ถือว่าเป็นพรรคที่คุมเกมการต่อรองบน“กระดานการเมือง”ตานี้..เทเสียงไปโหวตให้“อนุทิน ชาญวีรกูล”หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย..และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย..เป็นนายกรัฐมนตรี..และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่..พรรคเพื่อไทยโดย“ภูมิธรรม เวชยชัย”..ก็จะประกาศยุบสภาฯเพื่อล้มกระดาน..ส่วนจะมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายตามมาหรือไม่อย่างไรนั้น..พรรคเพื่อไทยไม่สน
ฟังได้จากที่นายภูมิธรรม เวชยชัย..ซึ่งเปรียบเสมือนไก่ชนที่เลือดเข้าตาแบบฮึดสู้จะเอาให้ได้..โดยได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการยุบสภาฯไว้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา..ซึ่งผู้สื่อข่าวถามเรื่องการยุบสภาฯจะต้องมีการหารือว่าทำได้หรือไม่ว่า..“ไม่ต้องหารือถ้าเราจะยุบเราก็ยุบเลย..หากใครขัดข้องก็สามารถไปฟ้องได้..ไม่มีปัญหาอะไร..ไม่ต้องมาถกเถียงในเรื่องที่เราเชื่อว่าไม่มีปัญหา”
อย่างไรก็ตาม..ประเทศไทยเดินมาถึงจุดนี้..ประการสำคัญก็เพราะการขึ้นมาบริหารประเทศของพรรคเพื่อไทย..ซึ่งช่วงเวลา 2 ปีนี้ไม่มีผลงานอะไรเลย..มีแต่ถลุงเงินแผ่นดิน..นำไป“ลด-แลก-แจก-แถม”ในโครงการประชานิยม..ที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงเป็นการ“ตกเขียว”เอาไว้ในตอนหาเสียง
อาทิ..โครงการ“แจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท”..ซึ่งล้างผลาญไปถึง 1.85 แสนล้านบาท..และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง..แค่“แพทองธาร ชินวัตร”คนเดียว..ถลุงเงินแผ่นดินไปใช้จ่ายเรื่อง“ซอฟต์พาวเวอร์”ถึง 5.16 พันล้านบาท..หรือตัวเลขกลมๆ 5,164 ล้านบาท..โดยที่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน..และไม่มีใบเสร็จแสดงให้ประชาชนเห็นอีกด้วย
สูตรสำเร็จของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย..ทั้ง“เศรษฐา ทวีสิน”และ“แพทองธาร ชินวัตร”..คือ..“ดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ”ด้วยการเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย..และจนบัดนี้ 2 ปีผ่านไป..ไม่เพียงแต่จะไม่เห็นเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยสักเม็ดเดียวแล้ว..เศรษฐกิจไทยก็มีแต่ความวิบัติ
ในช่วงเกือบ 1 ปีแรกที่“เศรษฐา ทวีสิน”เป็นนายกรัฐมนตรี..ได้ผลาญเงินแผ่นดินในการเดินสาย“เวิลด์ทัวร์”เป็นเซลส์แมนเบอร์หนึ่งของประเทศ..จากการเหมาเช่าเครื่องบินรวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในแต่ละครั้ง..ที่ไปประชุมเวทีระดับโลก..พร้อมกับข้ออ้างว่า..จะเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติให้ขนเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทย..รวมทั้งหมด 17 ครั้ง..ประเมินตัวเลขกันออกมาแล้วหมดเงินไปไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท
ส่วน“แพทองธาร ชินวัตร”..คำสวยหรูที่เป็นวรรคทองจากการแถลงนโยบายต่อสมาชิกรัฐสภา..มีอยู่ 3 ประการด้วยกัน..คือ..หนึ่ง-“เพื่อสร้างโอกาส-ทำให้คนไทยมีกิน..มีใช้..มีเกียรติ..มีศักดิ์ศรี”, สอง-“เพื่อนำพาความภูมิใจกลับมาสู่คนไทย..และประเทศไทย”..และสาม-“เพื่อสร้างความหวังและอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ประเทศไทย จากวันนี้ไปถึงอนาคต”
สิ่งที่ปรากฎให้เห็น 1 ปี..จากการบริหารประเทศของ“แพทองธาร ชินวัตร”..ไม่เพียงแต่จะทำไม่ได้ตามนโยบายที่ประกาศไว้เท่านั้น..ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ยังทำให้เกิดปัญหาศึกสงครามรุกรานไทยของสองพ่อลูกตระกูลฮุนแห่งเขมร..คือ“ฮุน เซน-ฮุน มาเนต”กระทั่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเผชิญหน้ากันอยู่
สำคัญที่สุดก็คือ..อย่าว่าแต่ทำให้คนไทย“มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี”เลย..แม้แต่“แพทองธาร ชินวัตร”ก็ยังทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเองและชาติบ้านเมือง..ดังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา..กรณี“คลิปอัปยศ”จากการสนทนากับ“ฮุน เซน”..ซึ่งทำให้“แพทองธาร”ต้องพ้นจากตำแหน่งว่า
“ภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี..ทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า..ผู้ถูกร้อง(แพทองธาร ชินวัตร)..จะทำการใด ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชา มากกว่าประโยชน์ของชาติ..เป็นเหตุให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธานายกรัฐมนตรีของไทย..เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง..เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของนายกรัฐมนตรี..ไม่ยึดมั่นกฎหมาย..และไม่คำนึงผลประโยชน์ชาติ”
และอีกหนึ่งย่อหน้าจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังนี้..“เมื่อผู้ถูกร้องมีประโยชน์ส่วนตัว..คือคะแนนนิยม..เพื่อเสถียรภาพรัฐบาล..ผู้ถูกร้องกลับไม่คำนึงถึง..หรือยึดผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง..การกระทำดังกล่าว..เป็นการลดทอนหรือทำให้เสียหายซึ่งเกียรติภูมิ..หรือเกียรติของนายกรัฐมนตรี และชาติไทย..เพราะความนิยม..ซึ่งหมายความว่า..เกียรติที่ได้รับการยกย่องจากสังคม..หรือนานาชาติ..และความนับถือของประเทศชาติ..ในฐานะนายกรัฐมนตรี..ซึ่งเป็นผู้นำของประเทศ..มีลักษณะเป็นการให้พิทักษ์ไว้ซึ่งเกียรติภูมิ..แต่กลับถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าผลประโยชน์ชาติ..อันเป็นการฝ่าฝืน..หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง”
ด้วยเหตุดังนั้น..การเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย..ที่ต้องการให้นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรี..และต้องการจะเป็นแกนนำรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศต่อไป..จึงขาดความชอบธรรม..ซึ่งประชาชนคนไทยโดยคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย..ที่ได้มีการชุมนุม ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ..เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมเมื่อวานนี้..จึงคัดค้านว่า..การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่นั้น..นายกรัฐมนตรีจะต้องไม่มาจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยโดยเด็ดขาด.. นั่นก็คือนายชัยเกษม..อันเป็น 1 ใน 6 ข้อเรียกร้อง
ส่วนอีก 5 ข้อเรียกร้องประกอบด้วย..หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ..ต้องไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2, ต้องยกเลิก MOU 43 และ MOU 44..ที่ลงนามกับกัมพูชา, ต้องยกเลิกร่างแก้ไข พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ..ที่ขยายสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์จาก 30 ปี เป็น 99 ปี, ต้องยกเลิกร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ“เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ที่อนุญาตให้มีกาสิโน..และข้อสุดท้ายต้องยกเลิกร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน
ทั้งนี้..จะเห็นได้ว่า..ข้อเรียกร้องของประชาชนโดยคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยในครั้งนี้..ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของกลุ่มการเมืองใด..แต่เป็นอำนาจต่อรองของประชาชน..เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลใหม่เดินซ้ำรอยเดิม..และสร้างความเสียหายให้ประเทศในระยะยาว
ข้อเรียกร้องดังกล่าวของประชาชน..ต่างจากข้อเรียกร้องของพรรคประชาชนที่กำหนดเป็นเงื่อนไขต่อรอง..เพื่อจะแลกกับการยกมือโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่..ให้แก่พรรคการเมืองที่ยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน..ซึ่งมีด้วยกัน 3 ข้อ..โดยสิ้นเชิง
คือ..1.นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน..เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป, 2.คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติโดยเร็ว..และไม่ช้ากว่าวันเลือกตั้ง สส. เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่..โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง..และ 3.พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป..โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่..และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี
ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชน..ถ้าพูดตามภาษาชาวบ้าน..ก็ต้องบอกว่า“สันดานเดียวกัน”ไม่มีผิด..คิดแต่ผลประโยชน์ตนเอง..ไม่ได้คิดหรือคำนึงถึงประชาชนและประเทศชาติ..ตามที่สองพรรคการเมืองนี้มักจะยกขึ้นมากล่าวอ้างแต่อย่างใด
โดยเฉพาะพรรคประชาชน..ที่ต้องการจะให้มีการยุบสภาฯและเลือกตั้งใหม่โดยเร็วภายใน 4 เดือนนั้น..ก็เพราะคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปพรรคประชาชนจะได้รับเลือก สส.กลับเข้ามาใหม่อย่างท่วมท้..ประกอบกับในเวลานี้พรรคประชาชนเองก็ไม่เหลือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่จะขึ้นชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ใครที่ไม่รู้เท่าทันสันดานของนักการเมืองพรรคนี้..ที่ชอบพูดเอาหล่อเอาเท่..ก็เลยถูกหลอกซ้ำซาก!
รุ่งเรือง ปรีชากุล
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี