วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
ถึงวันนี้เราคนไทยที่เป็นวิญญูชนต่างก็ได้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า..เรามีนักการเมืองและพรรคการเมืองพรรค์นี้ในสภาฯไว้ทำอะไร..ซึ่งว่าไปแล้วก็ล้วนเป็นสายพันธุ์เดียวกัน..ที่ประชาชนมิอาจไว้วางใจได้เลย..แย่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี..แย่งกันจัดตั้งรัฐบาล..ไม่ต่างจาก“สุนัขขี้เรื้อน”แย่งกระดูกแย่งชามข้าวกันเหมือนสัตว์
พรรคเพื่อไทยนั้น..เห็นชัดที่สุด..เป็นรัฐบาลมา 2 ปี..เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมา 2 คน..และนายกรัฐมนตรีทั้งสองคน..คือ“เศรษฐา ทวีสิน”..กับ “แพทองธาร ชินวัตร”..ต่างก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนออกตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..ในฐานความผิดเดียวกันตามมาตรา 160 ของรัฐธรรมนูญ..เพียงแต่“แพทองธาร”แตกต่างจาก“เศรษฐา”ก็ตรงที่..“แพทองธาร”ไม่โดนเรื่องความซื่อสัตย์..ตามมาตรา 160 (4)..แต่โดนเรื่องฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามมาตรา 160 (5)..ซึ่ง“เศรษฐา” โดนทั้ง (4) และ (5)
การสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีของ 2 นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย..โดยสำนึกของความเป็นประชาธิปไตย..ซึ่งนักการเมืองและ สส.พรรคเพื่อไทยมักจะชอบแอบอ้างหากินนั้น..ควรจะถอยลงไป..แล้วเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองอื่นที่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล..ไม่ใช่แย่งกันชนิดที่ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็จะเอาด้วยกล..ที่ไม่ใช่วิสัยของสุจริตชนหรือผู้เจริญแล้ว
พรรคเพื่อไทยแสดงออกถึงขนาดว่า..ถ้านายชัยเกษม นิติสิริ..แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี..และไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล..พรรคเพื่อไทยโดย“ภูมิธรรม เวชยชัย”รักษาการนายกรัฐมนตรี..ก็ประกาศขู่ว่าจะใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีรักษาการ“ยุบสภาฯ”..เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่..ทั้งที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์..เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา..ยืนยันว่า..รักษาการนายกรัฐมนตรีไม่สามารถยุบสภาฯได้...เพราะเป็นอำนาจเฉพาะของนายกรัฐมนตรี
และอันที่จริงแล้ว..การยุบสภาเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์..ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มาตรา 103..บัญญัติไว้ว่า“พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎร..เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป”
โดยที่การยุบสภาฯนี้..ถ้าพรรคเพื่อไทยเข้าตาจน..หมายความว่าพรรคประชาชนที่มีเสียงอยู่ในมือ 143 เสียง..ซึ่งเวลานี้ถือว่าเป็นพรรคที่คุมเกมการต่อรองบน“กระดานการเมือง”ตานี้..เทเสียงไปโหวตให้“อนุทิน ชาญวีรกูล”หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย..และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย..เป็นนายกรัฐมนตรี..และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่..พรรคเพื่อไทยโดย“ภูมิธรรม เวชยชัย”..ก็จะประกาศยุบสภาฯเพื่อล้มกระดาน..ส่วนจะมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายตามมาหรือไม่อย่างไรนั้น..พรรคเพื่อไทยไม่สน
ฟังได้จากที่นายภูมิธรรม เวชยชัย..ซึ่งเปรียบเสมือนไก่ชนที่เลือดเข้าตาแบบฮึดสู้จะเอาให้ได้..โดยได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการยุบสภาฯไว้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา..ซึ่งผู้สื่อข่าวถามเรื่องการยุบสภาฯจะต้องมีการหารือว่าทำได้หรือไม่ว่า..“ไม่ต้องหารือถ้าเราจะยุบเราก็ยุบเลย..หากใครขัดข้องก็สามารถไปฟ้องได้..ไม่มีปัญหาอะไร..ไม่ต้องมาถกเถียงในเรื่องที่เราเชื่อว่าไม่มีปัญหา”
อย่างไรก็ตาม..ประเทศไทยเดินมาถึงจุดนี้..ประการสำคัญก็เพราะการขึ้นมาบริหารประเทศของพรรคเพื่อไทย..ซึ่งช่วงเวลา 2 ปีนี้ไม่มีผลงานอะไรเลย..มีแต่ถลุงเงินแผ่นดิน..นำไป“ลด-แลก-แจก-แถม”ในโครงการประชานิยม..ที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงเป็นการ“ตกเขียว”เอาไว้ในตอนหาเสียง
อาทิ..โครงการ“แจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท”..ซึ่งล้างผลาญไปถึง 1.85 แสนล้านบาท..และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง..แค่“แพทองธาร ชินวัตร”คนเดียว..ถลุงเงินแผ่นดินไปใช้จ่ายเรื่อง“ซอฟต์พาวเวอร์”ถึง 5.16 พันล้านบาท..หรือตัวเลขกลมๆ 5,164 ล้านบาท..โดยที่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน..และไม่มีใบเสร็จแสดงให้ประชาชนเห็นอีกด้วย
สูตรสำเร็จของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย..ทั้ง“เศรษฐา ทวีสิน”และ“แพทองธาร ชินวัตร”..คือ..“ดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ”ด้วยการเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย..และจนบัดนี้ 2 ปีผ่านไป..ไม่เพียงแต่จะไม่เห็นเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยสักเม็ดเดียวแล้ว..เศรษฐกิจไทยก็มีแต่ความวิบัติ
ในช่วงเกือบ 1 ปีแรกที่“เศรษฐา ทวีสิน”เป็นนายกรัฐมนตรี..ได้ผลาญเงินแผ่นดินในการเดินสาย“เวิลด์ทัวร์”เป็นเซลส์แมนเบอร์หนึ่งของประเทศ..จากการเหมาเช่าเครื่องบินรวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในแต่ละครั้ง..ที่ไปประชุมเวทีระดับโลก..พร้อมกับข้ออ้างว่า..จะเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติให้ขนเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทย..รวมทั้งหมด 17 ครั้ง..ประเมินตัวเลขกันออกมาแล้วหมดเงินไปไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท
ส่วน“แพทองธาร ชินวัตร”..คำสวยหรูที่เป็นวรรคทองจากการแถลงนโยบายต่อสมาชิกรัฐสภา..มีอยู่ 3 ประการด้วยกัน..คือ..หนึ่ง-“เพื่อสร้างโอกาส-ทำให้คนไทยมีกิน..มีใช้..มีเกียรติ..มีศักดิ์ศรี”, สอง-“เพื่อนำพาความภูมิใจกลับมาสู่คนไทย..และประเทศไทย”..และสาม-“เพื่อสร้างความหวังและอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ประเทศไทย จากวันนี้ไปถึงอนาคต”
สิ่งที่ปรากฎให้เห็น 1 ปี..จากการบริหารประเทศของ“แพทองธาร ชินวัตร”..ไม่เพียงแต่จะทำไม่ได้ตามนโยบายที่ประกาศไว้เท่านั้น..ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ยังทำให้เกิดปัญหาศึกสงครามรุกรานไทยของสองพ่อลูกตระกูลฮุนแห่งเขมร..คือ“ฮุน เซน-ฮุน มาเนต”กระทั่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเผชิญหน้ากันอยู่
สำคัญที่สุดก็คือ..อย่าว่าแต่ทำให้คนไทย“มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี”เลย..แม้แต่“แพทองธาร ชินวัตร”ก็ยังทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเองและชาติบ้านเมือง..ดังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา..กรณี“คลิปอัปยศ”จากการสนทนากับ“ฮุน เซน”..ซึ่งทำให้“แพทองธาร”ต้องพ้นจากตำแหน่งว่า
“ภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี..ทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า..ผู้ถูกร้อง(แพทองธาร ชินวัตร)..จะทำการใด ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชา มากกว่าประโยชน์ของชาติ..เป็นเหตุให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธานายกรัฐมนตรีของไทย..เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง..เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของนายกรัฐมนตรี..ไม่ยึดมั่นกฎหมาย..และไม่คำนึงผลประโยชน์ชาติ”
และอีกหนึ่งย่อหน้าจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังนี้..“เมื่อผู้ถูกร้องมีประโยชน์ส่วนตัว..คือคะแนนนิยม..เพื่อเสถียรภาพรัฐบาล..ผู้ถูกร้องกลับไม่คำนึงถึง..หรือยึดผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง..การกระทำดังกล่าว..เป็นการลดทอนหรือทำให้เสียหายซึ่งเกียรติภูมิ..หรือเกียรติของนายกรัฐมนตรี และชาติไทย..เพราะความนิยม..ซึ่งหมายความว่า..เกียรติที่ได้รับการยกย่องจากสังคม..หรือนานาชาติ..และความนับถือของประเทศชาติ..ในฐานะนายกรัฐมนตรี..ซึ่งเป็นผู้นำของประเทศ..มีลักษณะเป็นการให้พิทักษ์ไว้ซึ่งเกียรติภูมิ..แต่กลับถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าผลประโยชน์ชาติ..อันเป็นการฝ่าฝืน..หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง”
ด้วยเหตุดังนั้น..การเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย..ที่ต้องการให้นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรี..และต้องการจะเป็นแกนนำรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศต่อไป..จึงขาดความชอบธรรม..ซึ่งประชาชนคนไทยโดยคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย..ที่ได้มีการชุมนุม ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ..เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมเมื่อวานนี้..จึงคัดค้านว่า..การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่นั้น..นายกรัฐมนตรีจะต้องไม่มาจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยโดยเด็ดขาด.. นั่นก็คือนายชัยเกษม..อันเป็น 1 ใน 6 ข้อเรียกร้อง
ส่วนอีก 5 ข้อเรียกร้องประกอบด้วย..หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ..ต้องไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2, ต้องยกเลิก MOU 43 และ MOU 44..ที่ลงนามกับกัมพูชา, ต้องยกเลิกร่างแก้ไข พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ..ที่ขยายสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์จาก 30 ปี เป็น 99 ปี, ต้องยกเลิกร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ“เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ที่อนุญาตให้มีกาสิโน..และข้อสุดท้ายต้องยกเลิกร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน
ทั้งนี้..จะเห็นได้ว่า..ข้อเรียกร้องของประชาชนโดยคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยในครั้งนี้..ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของกลุ่มการเมืองใด..แต่เป็นอำนาจต่อรองของประชาชน..เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลใหม่เดินซ้ำรอยเดิม..และสร้างความเสียหายให้ประเทศในระยะยาว
ข้อเรียกร้องดังกล่าวของประชาชน..ต่างจากข้อเรียกร้องของพรรคประชาชนที่กำหนดเป็นเงื่อนไขต่อรอง..เพื่อจะแลกกับการยกมือโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่..ให้แก่พรรคการเมืองที่ยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน..ซึ่งมีด้วยกัน 3 ข้อ..โดยสิ้นเชิง
คือ..1.นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน..เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป, 2.คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติโดยเร็ว..และไม่ช้ากว่าวันเลือกตั้ง สส. เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่..โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง..และ 3.พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป..โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่..และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี
ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชน..ถ้าพูดตามภาษาชาวบ้าน..ก็ต้องบอกว่า“สันดานเดียวกัน”ไม่มีผิด..คิดแต่ผลประโยชน์ตนเอง..ไม่ได้คิดหรือคำนึงถึงประชาชนและประเทศชาติ..ตามที่สองพรรคการเมืองนี้มักจะยกขึ้นมากล่าวอ้างแต่อย่างใด
โดยเฉพาะพรรคประชาชน..ที่ต้องการจะให้มีการยุบสภาฯและเลือกตั้งใหม่โดยเร็วภายใน 4 เดือนนั้น..ก็เพราะคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปพรรคประชาชนจะได้รับเลือก สส.กลับเข้ามาใหม่อย่างท่วมท้น..ประกอบกับในเวลานี้พรรคประชาชนเองก็ไม่เหลือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่จะขึ้นชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ใครที่ไม่รู้เท่าทันสันดานของนักการเมืองพรรคนี้..ที่ชอบพูดเอาหล่อเอาเท่..ก็เลยถูกหลอกซ้ำซาก!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

ทิ้ง สหรัฐฯ ลุยเดี่ยว ณัฏฐ์ มงคลนาวิน วิเคราะห์ปม NATO วงแตกกลางดึก
นิคมปิโตรฯอิหร่านถูกถล่ม โลกสะเทือน ราคาน้ำมันพุ่งแน่
บุกรวบคลินิคเถื่อนย่านอ้อมน้อย เปิดรักษาคนไข้ไร้ใบอนุญาต
ไทยศักยภาพเหนือกว่า ทร.ไม่หวั่นกัมพูชา รับเรือคอร์เวตจากจีน
รัวยิงเปิดทางหนี แก๊งค้ายาทิ้งไอซ์ 240 กก. ซิ่งหนีริมโขงนครพนม

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี