วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569
•ปาฐกถา ๑๔ ตุลา ประจำปี จัดขึ้นในวันที่ ๑๔ ตุลาคมของทุกปี
เป็นวาระทางปัญญา และควรเน้นการนำไปปฏิบัติได้จริง
ที่มีความสำคัญในการสืบทอดเจตนารมณ์วีรชน ๑๔ ตุลา
โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ
การให้การศึกษาแก่ประชาชนและการสร้างผลสะเทือนเชิงนโยบายได้จริง
สรุปสาระสำคัญและกรอบคิดของปาฐกถา ๑๔ ตุลา ที่ผ่าน:
• เพื่อแก้ไขวิกฤตประชาชนและบ้านเมือง
ปาฐกถาได้นำเสนอกรอบคิดเชิงโครงสร้างเพื่อแก้ไขวิกฤตของประชาชนในหลายมิติ:
มิติทางการเมือง :
เน้นย้ำว่าประเทศไทยยังคงอยู่ภายใต้ “รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย”
และมีการเสนอภารกิจสำคัญที่คนสองรุ่นต้องสานต่อร่วมกัน เช่น
“๔ พันธกิจเปลี่ยนประเทศ” เพื่อสร้างสังคมที่คุ้มครองเสรีภาพและการแสดงออก นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ถึงปัญหาของโครงสร้างอำนาจ
ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
มิติทางเศรษฐกิจ :
ชี้ชัดว่า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เป็นรากเหง้าสำคัญที่ขัดขวางประชาธิปไตยข้อเสนอแนะประกอบด้วย การสร้างหลักประกันด้านการคลังที่เข้มแข็ง
และกลไกที่โปร่งใสเพื่อป้องกันนโยบายประชานิยม
รวมถึงการปฏิรูปกลไกภาครัฐและเศรษฐกิจให้ทันต่อ Disruptive Technology โดยเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและการปรับนโยบายด้านแรงงาน/การศึกษา (reskilling).
มิติสิทธิมนุษยชนและนิติรัฐ :
วิพากษ์วิจารณ์วิกฤต “สิทธิมนุษยชนที่สูญหาย”
โดยเฉพาะปัญหาการบังคับบุคคลสูญหาย
ซึ่งเกิดจากแนวคิดของผู้มีอำนาจที่ใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้เห็นต่าง
มีการสรุปว่า ๑๔ ตุลา เป็น “ชัยชนะอันล้มเหลว” ในการสถาปนาหลักนิติรัฐ เนื่องจากการละเลยการเอาผิดกับผู้สั่งการความรุนแรง ฯลฯ
มิติสิ่งแวดล้อมและสังคม :
ปาฐกถาได้ขยายขอบเขตการวิเคราะห์ให้ครอบคลุมถึงวิกฤตโลกสมัยใหม่ เช่น
“โลกร้อนและแชตจีพีที” พร้อมทั้งวิเคราะห์ตัวแปรทางการเมืองยุคใหม่
หลังการเลือกตั้ง โดยชี้ถึงบทบาทสำคัญของปัจจัย “3S”
(Story, Speed, Sensation) ในการสื่อสารทางการเมือง.
• การประเมินผลสะเทือนและประโยชน์ที่เกิดขึ้น
ปาฐกถามีผลกระทบในเชิงความคิดพอควร แต่ยังมีข้อจำกัดในเชิงนโยบาย:
ประชาชนได้รับ : ปาฐกถาทำหน้าที่เป็นแหล่ง “ให้สติและปัญญาแก่สังคม”
และมอบกรอบคิดทางวิชาการที่ลุ่มลึก
รวมถึงเป็นพื้นที่ที่ช่วยสร้างความต่อเนื่องทางอุดมการณ์ข้ามรุ่น
ผู้มีอุดมคติได้รับ : ปาฐกถาเป็นแหล่งผลิต คลังความรู้ทางวิชาการ
และทำหน้าที่เป็น พื้นที่เสรีภาพทางความคิด
ที่เปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐได้
รัฐบาล/ภาคนโยบายได้รับ :
ปาฐกถาต้องสามารถสร้าง “แรงสะเทือนในสังคมเป็นอย่างมากกว่าที่ผ่านมา”
และทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของวาทกรรมสาธารณะ
ที่กดดันให้ผู้นำรัฐบาลต้องตอบสนองต่อข้อวิจารณ์
(เช่น กรณีการตอบคำถามเรื่องโรดแมปการเลือกตั้ง).
อย่างไรก็ตาม พบว่ามีช่องว่างของการนำไปปฏิบัติเชิงนโยบาย ที่สำคัญ
เนื่องจากข้อเสนอส่วนใหญ่มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างที่ขัดแย้งกับกลุ่มอำนาจเดิม
และไม่มีการนำเสนออย่างเป็นกระบวนการ มีจังหวะก้าวขั้นของการเปลี่ยนแปลง
บทเรียนที่ได้รับและการปรับปรุงเพื่อการแก้ไขวิกฤตของประชาชน
บทเรียนเชิงยุทธศาสตร์ :
การเมืองและเศรษฐกิจแยกจากกันไม่ได้ :
การสร้างประชาธิปไตยและการมีเศรษฐกิจที่เปิดกว้างและเป็นธรรม
ต้องทำควบคู่กันไป
ความล้มเหลวบนชัยชนะ : ต้องกลับไปเน้นย้ำเรื่องความรับผิดชอบ(Accountability) และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
เพื่อแก้ไขปัญหาการไม่สถาปนาหลักนิติรัฐที่สมบูรณ์
ความต่อเนื่องข้ามรุ่น : การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ตีความหมายของ ๑๔ ตุลา
เป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในการรักษาความทันสมัยของวาทกรรม
• แนวทางในการปรับปรุงเพื่อเพิ่มผลกระทบเชิงนโยบาย:
การสร้างกลไกการแปลงสาระเป็นนโยบาย (Policy Translation):
ควรจัดตั้งคณะทำงานเพื่อถอดรหัสข้อเสนอแนะให้เป็นเอกสารนโยบายที่กระชับ (Policy Brief) และ
ยื่นเสนอต่อสถาบันทางการเมือง เช่น รัฐสภา
เพื่อผลักดันให้เข้าสู่วาระนโยบายอย่างเป็นทางการ
การขยายการเข้าถึง : ควรใช้กลยุทธ์ “ไทยร่วม”
โดยการกระตุ้นให้ประชาชน “เลิกลัทธิไทยมุง ไทยบ่น” และย้ายสังกัด
เป็น “ไทยสน ไทยร่วม ไทยเรียกร้อง”
เพื่อผลักดันข้อเสนอในระดับภาคประชาชนและท้องถิ่น.
การรักษาสมดุลขององค์ปาฐก :
ควรมีการสานต่อโดยการเชิญตัวแทนที่รู้จริงจากทุกฝ่าย
รวมทั้ง ขบวนการรากหญ้า แรงงาน สตรี เยาวชน ฯลฯ
และขยายประเด็นโลกาภิวัตน์ ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
ให้เป็นหัวข้อหลักอย่างต่อเนื่อง
• สรุปข้อสรุปและแนวทางปฏิบัติ
ปาฐกถา ๑๔ ตุลา ประสบความสำเร็จพอสมควร : แต่ยังไม่สูงและมากพอ
ในการเป็นเวทีทางปัญญาที่ให้
“สติและปัญญา” แก่สังคม
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักคือ
การปิดช่องว่างเชิงนโยบาย และการสถาปนาหลักนิติรัฐที่สมบูรณ์
แนวทางปฏิบัติที่สำคัญที่สุด คือ
การเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการเน้น “วาทกรรม” ไปสู่ “การผลักดันนโยบายเชิงรุก”
ผ่านการสร้างกลไกที่เชื่อมโยงข้อเสนอทางความคิดเข้ากับสถาบันทางการเมือง
และกลไกการแปลงสาระเป็นนโยบายอย่างเป็นระบบ
เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตของประชาชนได้อย่างยั่งยืนและสมบูรณ์
โดยหลักสำคัญ อย่างน้อยต้องมี ๒ ประการ
๑.การนำเสนอ องค์ปาฐกที่มีความสามารถประสบการณ์การทำงานได้อย่างแท้จริง
ซึ่ง คณะผู้จัดฯ ต้องมีกรอบคิดที่กว้างไกล นำเสนอบุคคลที่กว้างขวางทุกด้าน
ทั้งการเมืองเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม นอกจากภาคประชาชน
๒.ต้องทำงานร่วมกับภาครัฐ การเมือง ข้าราชการและฝ่ายนโยบาย จึงจักสามารถร่วมมือกับภาครัฐและภาคการเมือง ซึ่งเป็นผู้นำเอาไปปฏิบัติได้จริง
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

เสียงจากบุรีรัมย์ ขอรัฐช่วยตรึงดีเซล ค้านปิดปั๊ม 4 ทุ่ม
หนุ่มขับกระบะตกคลอง ร้องขอพลเมืองดีอย่าเรียกตำรวจ เจอยาบ้าตกข้างรถ
ซัมเมอร์เดือด พลอยชมพู เสิร์ฟบิกินี่ตัวจี๊ดโชว์หุ่นฟิตเป๊ะ
เจ้าเดียวกับตึก สตง.! ผู้รับเหมาทิ้งงานศูนย์ราชการแพร่ 539 ล้าน จ่อขึ้นแบล็กลิสต์
ฟ้า พรหมศร อดอาหารในคุก หลังศาลไม่ให้ประกันตัวคดี ม.112

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี