วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
การดำเนินการของกองทัพ กับรัฐบาลอนุทิน ยุคนี้ สอดประสานกัน สอดรับกัน
กองทัพไม่ต้องระแวงหลัง ผู้นำประเทศไม่มีหนี้บุญคุณหรือดีลผลประโยชน์ส่วนตัวกับอังเคิล
แต่การดำเนินการตามลำดับขั้นตอน มันเหมือนเดินหมากรุกต้องเดินทีละตา ทีละสเต็ป ไม่ใช่จะให้เราเป็นฝ่ายล้มโต๊ะอย่างเดียว มันจึงอาจไม่ทันใจคนในโลกยุคโซเชียล ที่ข่าวปลอมปั่นกระแสกันเกลื่อน
1. ลำดับแรกสำคัญที่สุด คือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชายแดน ที่เคยถูกยิงด้วยอาวุธวิถีไกล จรวดหลายลำกล้องของเขมร ที่ยกมาประชิดชายแดน ยิงข้ามไปถึงพื้นที่พลเรือนของไทยเรา
เพราะฉะนั้น หมากแรกที่ต้องขยับเร่งด่วนที่สุด คือ กัมพูชาต้องถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน โดยไม่อ้างว่าเป็นเขตของกัมพูชา นี่คือทำเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนแต่เรายังคงมีกำลังทหารทำหน้าที่ในการป้องกันและรักษาอธิปไตยของชาติอยู่ตลอดแนวชายแดน
และยังมีกองทัพอากาศ กองทัพเรือ ที่มีอาวุธวิถีไกล
ซึ่งถ้าพูดกันตามตรง สามารถโจมตีได้ถึงกรุงพนมเปญภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที
2. ประเด็นปราสาทตาควาย
พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ยืนยันชัดเจนว่า ปราสาทตาควายยังเป็นของไทยอยู่ ถ้ายังไม่สามารถจัดการเรื่องปราสาทตาควายได้ เราก็จะไม่คุยเรื่องอื่นต่อ เช่น การเปิดด่าน จะไม่มีการคุยกันเลย และได้พูดกับฝ่ายกัมพูชาไปแล้วว่าปราสาทตาควายผิดอนุสัญญาเจนีวา ใช้โบราณสถานเป็นที่มั่นทางทหาร มีการวางกับระเบิดรอบปราสาทตาควาย ซึ่งผิดอนุสัญญาออตตาวา เพราะฉะนั้น เราไม่ยอมระบุว่าเขายึดได้
พลเอกณัฐพล ระบุว่า เรื่องปราสาทตาควายรวมอยู่ในการดำเนินการในขณะนี้ด้วย ต้องเคลียร์ให้หมดทุกเรื่องและกลับไปสู่สภาพปกติ
“ยืนยันว่าเราจะไม่จบแน่นอน ถ้าไม่ได้ปราสาทตาควายคืน...
จะทำให้จบทีละเรื่อง ปัจจุบันกองทัพแก้ปัญหาแทบทุกจุด เราค่อยๆ คลี่คลายไปทีละเรื่อง ซึ่งเราจะเคลียร์อาวุธหนักให้เขาเอาออกไปก่อน เพราะถ้ายังอยู่แล้วเกิดความขัดแย้ง เราไม่อยากให้ประชาชนเดือดร้อน
...ขอความเห็นใจในเรื่องการดำเนินการ เพราะปัญหาเยอะไปหมด ปัญหาไม่ได้เพิ่งเกิดปีนี้ รัฐบาลและกองทัพพยายามแก้ปัญหาไปทีละเรื่อง ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นกองทัพและรัฐบาล เพราะเรายึดมั่นในอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ การแก้ปัญหาต้องค่อยๆ ทำไป รับรองว่าไม่ใจเย็นแน่นอน...
ยืนยันว่ากองทัพมุ่งมั่นเต็มที่ และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการเปิดด่านยังไม่มีแน่นอน..”
3. กองบัญชาการกองทัพไทย ออกถ้อยแถลง ตอกย้ำว่า จะไม่ปล่อยเชลยศึก จนกว่าจะสิ้นสุดความเป็นปรปักษ์ พร้อมยืนยันว่า “ไทยไม่เสียดินแดน ไม่เสียอธิปไตย แม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว”
กองทัพไทยยืนยันว่า “การสิ้นสุดความเป็นปรปักษ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายกัมพูชาดำเนินการตาม เงื่อนไขหลัก 4 ข้อ ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศและการสังเกตการณ์ของอาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ดังนี้
.png)
“1. การถอนอาวุธประเภทจรวดออกจากพื้นที่ชายแดน
กองทัพทั้งสองประเทศจะต้องถอนอาวุธประเภทจรวดซึ่งมีอำนาจในการทำลายล้างสูงออกจากแนวชายแดนภายใต้การกำกับดูแลของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีการถอนอาวุธแต่กองกำลังป้องกันชายแดนยังคงอยู่ในพื้นที่เดิม เพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ
2. การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน ต้องให้มีการดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน 5 พื้นที่ ได้แก่ • บ้านสายโท 10 ใต้จ.บุรีรัมย์ • ช่องเหว จ.สุรินทร์ • บ้านหนองจานจ.สระแก้ว• บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว • บ้านชำราก จ.ตราด ซึ่งขณะนี้ฝ่ายไทยได้ดำเนินการมีผลความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
3. การปราบปรามขบวนการไซเบอร์สแกม ต้องมีการดำเนินการตาม Action Plan ที่ได้ลงนามไว้ในการประชุมเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568
4. การบริหารจัดการพื้นที่หมู่บ้านชายแดน ต้องมีการดำเนินการตามผลการประชุม JBC สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่21-22 ตุลาคม 2568
กองทัพไทยยังคงยืนหยัดในหลักสันติวิธี เคียงข้างประชาชน พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ เพื่อปกป้องความมั่นคงและอธิปไตยของชาติอย่างสูงสุด”
4. เตรียมสำรวจเพื่อวางหมุดชั่วคราวบ้านหนองจานบ้านหนองหญ้าแก้ว 17 พ.ย. 2568
พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุถึงการสำรวจและจัดทำหมุดชั่วคราวบริเวณเร่งด่วน หลักเขตที่ 42-47พื้นที่บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว เปิดเผยว่า มีแผนจะเริ่มสำรวจเพื่อวางหมุดชั่วคราวในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ยืนยันว่าไม่กระทบสิทธิ์เขตแดนทางบกตามกฎหมายระหว่างประเทศ
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นจะนำความสงบสุขกลับมาคืนสู่คนไทยทุกคน โดยยึดหลักไม่เสียดินแดน ไม่เสียอธิปไตย แม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว ส่วนพื้นที่ที่ยังมีปัญหาต้องใช้กลไกทวิภาคีในการเจรจา เนื่องจากต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าไทยและกัมพูชามีพื้นที่ติดกัน โดยไทยยังเน้นย้ำใน 4 ข้อหลัก คือ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบสแกมเมอร์ และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน ที่กัมพูชาต้องจริงใจและจริงจังในการดำเนินการ
กรณีพื้นที่บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว ที่ต้องเร่งดำเนินการก่อน ก็เพื่อจะได้ชัดเจน เป็นที่ยอมรับร่วมกันว่า ใครต้องอพยพออกไปจากพื้นที่ตรงไหน มีหลักอ้างอิง กัมพูชาจะเพิกเฉยไม่ได้อีกแล้ว
.png)
.png)
.png)
ที่ผ่านมา ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 ในพื้นที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทยเคยเปิดเผยถึงประเด็นหลักเขตแดนว่า
“หลักเขตแดนที่ 42 ตั้งอยู่ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว(บ้านไปรจัน) ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว และหลักเขตแดนที่ 43 ตั้งอยู่ที่บ้านโนนหมากมุ่น ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยการกำหนดแนวเขตแดนในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเส้นตรงจากหลักเขตแดนที่ 41 มายังหลักเขตแดนที่ 42และต่อเนื่องไปยังหลักเขตแดนที่ 43 จากนั้นแนวเขตแดนจะไปตามคลองระลมระสือจนถึงหลักเขตแดนที่ 44
สำหรับกระบวนการสำรวจ ชุดสำรวจร่วมไทย–กัมพูชาได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ 1 ของ TOR
คือ การสำรวจสภาพ และที่ตั้งของหลักเขตแดนทั้งหมด 74 หลัก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549
โดยในส่วนของหลักเขตแดนที่ 42 ได้สำรวจเมื่อวันที่ 2-29 ตุลาคม 2549 พบว่ายังอยู่ในสภาพดี แต่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องที่ตั้ง ประมาณ 80 เมตร
ส่วนหลักเขตแดนที่ 43 ได้สำรวจเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน–12 ธันวาคม 2549 พบว่าหลักล้ม และถูกฝังอยู่ในดินอย่างไรก็ตามทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงที่ตั้งที่ถูกต้องร่วมกันได้ และได้สร้างหมุดชั่วคราว (Temporary Marker: TM) ไว้ณ ตำแหน่งดังกล่าว
ผลการสำรวจร่วมทั้งหมด 74 หลัก รวมถึงหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 ได้รับการรับรองแล้วในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568 แต่ยังไม่ได้มีการสำรวจแนวเขตแดนในส่วนของเส้นตรงระหว่างหลักทั้งสอง
อย่างไรก็ตาม ในหลักฐานบันทึกวาจาและแผนผังแสดงที่ตั้งหลักเขตแดนทั้งสอง ซึ่งเป็นไปตามที่ระบุในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ได้ระบุแนวเขตแดนเป็นเส้นตรงระหว่างหลักทั้งสอง
สำหรับบันทึกวาจาและแผนผังแสดงที่ตั้งหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 เป็นบันทึกของข้าหลวงปักหลักเขตแดนระหว่างประเทศสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศส จัดทำขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1908–1909โดยใช้ต้นไม้หรือเสาไม้ติดแผ่นโลหะเป็นหลักเขตแดน ต่อมาในปี ค.ศ. 1919–1920 ได้เปลี่ยนเป็นหลักคอนกรีตทดแทน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับหลักไม้หรือเสาไม้เดิม โดยในแผนผังแสดงที่ตั้งหลักเขตแดนของบันทึกวาจาทั้งสองห้วง ได้กำหนดแนวเขตแดนเป็นเส้นตรงระหว่างหลักที่ 42 และ 43 โดยแนวเส้นตรงดังกล่าวผ่านกึ่งกลางของหลักเขตแดนทั้งสองอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ กองทัพไทยขอยืนยันว่า บ้านหนองหญ้าแก้ว(บ้านไปรจัน) อยู่ในเขตอธิปไตยของไทย
ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อนที่เกิดจากความแตกต่างของการลากเส้นตรงระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 และ 43
การดำเนินการทั้งหมด เป็นไปตามกระบวนการ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการรับรองร่วมกันแล้ว ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU 2543) และการหารือในระดับคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) อย่างต่อเนื่อง”
การดำเนินการครั้งนี้ จะได้เป็นเส้นอ้างอิงที่กัมพูชาไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไปว่าจะต้องอพยพคนของตนออกไปจากส่วนที่รุกล้ำอย่างไร
สารส้ม

สีหศักดิ์ เตือนศึก ตะวันออกกลาง ยืดเยื้อ สั่งเตรียมแผนอพยพรับมือขั้นสูงสุด
ควันดำพวยพุ่ง! ไฟไหม้ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ แก่งคอย จ.สระบุรี
เลขาสภาฯ ชี้ เปิดประชุมนัดแรก ต้องรอ กกต. รับรองส.ส. ถึง 95% ก่อน
หวั่นสงครามดันราคาพุ่ง คนตราดแห่เติมน้ำมันคิวยาวเหยียด บางปั๊มน้ำมันหมด-สั่งปิดชั่วคราว
ระทึก! ไฟไหม้บ้านพ่อตลกดัง เจี๊ยบ เชิญยิ้ม 3 ชีวิตหนีตาย คาดสาเหตุไฟฟ้าลัดวงจร

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี