วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569
ปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสส.บัญชีรายชื่อ ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ ขัดรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85ที่ระบุว่า “การออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” หรือไม่?จะเป็น “โมฆะ” หรือไม่?
ฟันธงว่า โอกาสโมฆะไม่ถึง 1%
ไม่โมฆะ 99%
จนถึงวันนี้ ฝ่ายที่โม้แหลกว่าคนที่ซื้อเสียงสามารถแกะรอยติดตามจนรู้ว่าใครกาเบอร์อะไรนั้น ความจริง ยังไม่มีใครสแกนบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่โชว์หรา แล้วออกมายืนยันได้เลยว่าบัตรเลือกตั้งใบนั้นเป็นของใคร
1.ล่าสุด สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีหนังสือให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณา ภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้ หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ผู้ตรวจการแผ่นดินจะดำเนินกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริง และพิจารณาวินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินยืนยันว่าจะดำเนินการพิจารณาเรื่องนี้ ด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และรอบคอบ เพื่อคุ้มครองสิทธิและรักษาประโยชน์ของประชาชน ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างสูงสุด
2.บัตรเลือกตั้งอังกฤษก็มี Barcode ไม่ลับทางทฤษฎี แต่สืบถึงตัวสุดยาก ก็ไม่มีปัญหา
ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโพสต์เฟซบุ๊ก อรรถาธิบายชัดเจน ระบุว่า
“..ในทางนิติศาสตร์และทางปฏิบัติของการเลือกตั้งในอังกฤษ Barcode (หรือรหัสตัวเลข UIM) บนบัตรเลือกตั้งสามารถ “สืบย้อน” ไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ในทางทฤษฎีแต่มีกำแพงทางกฎหมายที่แข็งแกร่งมากกั้นไว้เพื่อรักษาความลับ
ทำไมถึงต้องทำให้ไม่ “ลับสมบูรณ์แบบที่สุดในสามโลก”?
เจตนาไม่ใช่เพื่อแอบดูว่าคุณเลือกใครแต่มีไว้สำหรับ “กรณีที่มีการฟ้องร้องทางกฎหมาย” (Electoral Petition) เท่านั้น เช่น
การสวมสิทธิ (Personation) หากมีการพิสูจน์ได้ว่ามีคนแอบอ้างชื่อคุณไปลงคะแนนศาลเลือกตั้ง (Election Court) สามารถสั่งให้ดึงบัตรใบนั้นออกจากการนับคะแนนได้โดยใช้รหัสนี้
การป้องกันทุจริต เพื่อตรวจสอบว่าไม่มีการ “ยัดบัตร” (Ballot Stuffing) ที่ไม่ได้ออกมาจากเล่มที่ถูกต้อง
แม้จะสืบได้ แต่กระบวนการถูกออกแบบให้ “ไม่มีใครเห็น” ทั้งสองส่วนพร้อมกันในเวลาปกติ
การแยกส่วน หลังจากปิดหีบ ต้นขั้วบัตร (Corresponding Number List) จะถูกผนึกใส่ซองแยกต่างหากทันที และถูกส่งไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัย
การนับคะแนน:ในขณะนับคะแนน เจ้าหน้าที่จะเห็นเพียง “บัตรเลือกตั้ง”แต่จะไม่ได้รับอนุญาตให้ดู “ต้นขั้ว” ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางรู้ว่าบัตรใบนั้นเป็นของใคร
การเปิดผนึก การจะเปิดดูว่าบัตรเลขนี้เป็นของใคร ต้องได้รับคำสั่งจากศาลเลือกตั้ง (Election Court) เท่านั้นและมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ผลการเลือกตั้งก้ำกึ่งมากจนมีนัยสำคัญต่อชัยชนะ…”
3.QR code และ Bar code บนบัตรเลือกตั้ง สส.มีไว้ทำไม?
ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร ยังอธิบายแจกแจงขั้นตอน รายละเอียด ว่าทำไมในปี 2569 กกต. จึงกำหนดให้มี QR code และ Bar code บนบัตรเลือกตั้ง สส. ในประเทศไทย ?ระบุว่า
“..การเลือกตั้งในปี 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดให้บัตรเลือกตั้งมี Bar code (บนบัตรบัญชีรายชื่อ) และ QR code (บนบัตรแบ่งเขต) โดยอ้างอิงอำนาจตาม ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2566 ข้อ 129 ซึ่งระบุว่า กกต. สามารถกำหนดรหัสหรือเครื่องหมายพิเศษเพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
เหตุผลหลักที่ กกต. นำมาใช้ชี้แจงมี 3 ด้านสำคัญ:
1. มาตรการรักษาความปลอดภัย (Security Feature)
• ป้องกันบัตรปลอม: รหัสเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือน “รหัสประจำตัวบัตร” เพื่อยืนยันว่าเป็นบัตรที่จัดพิมพ์โดย กกต. จริง ป้องกันการพิมพ์บัตรเลียนแบบมาสวมสิทธิ
• เทคนิคการพิมพ์: กกต. ระบุว่าเป็นเทคนิคเฉพาะของโรงพิมพ์เพื่อใช้ควบคุมมาตรฐานการผลิตและป้องกันข้อผิดพลาดในขั้นตอนการพิมพ์
2. การบริหารจัดการและควบคุมจำนวนบัตร
• แก้ปัญหาบัตรเขย่ง: รหัสช่วยให้ กกต. ตรวจสอบได้ว่าในแต่ละเล่มมีบัตรครบ 20 ฉบับหรือไม่ และถูกส่งไปยังหน่วยเลือกตั้งใดบ้าง
• ป้องกันการใช้บัตรข้ามเขต: หากมีการนำบัตรจากหน่วยหนึ่งไปใช้อีกหน่วยหนึ่งเจ้าหน้าที่จะสามารถสแกนรหัสเพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้ทันทีว่าบัตรใบนั้นเป็นของหน่วยใดและใครเป็นผู้รับผิดชอบ
3. การตรวจสอบความโปร่งใส (Traceability)
• ติดตามทุจริต: ใช้ในกรณีที่มีการร้องเรียนหรือเกิดเหตุผิดปกติ จะสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Trace) ได้ว่าบัตรลอตนั้นๆ มีที่มาที่ไปอย่างไร
……. มีประชาชนบางส่วนกังวลว่า QR code หรือ Barcode จะระบุได้ไหมว่า “เราเลือกใคร”?
• คำตอบคือ: ไม่ได้ครับ (ได้แต่ยากมากๆ และต้องตามกระบวนการตามกฎหมาย !)
เพราะรหัสเหล่านี้มักจะอยู่ที่ “ต้นขั้วบัตร” (ซึ่งถูกเก็บไว้ที่หน่วย) หรือบน “หน้าซอง” (กรณีเลือกตั้งนอกเขต) แต่บน “ตัวบัตรเลือกตั้ง” ที่เรากากบาทและหย่อนลงหีบนั้น จะไม่มีข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงชื่อ-นามสกุล หรือเลขบัตรประชาชนของผู้เลือก เพื่อรักษาความลับในการลงคะแนนตามกฎหมาย
เพราะตามระเบียบและแนวทางปฏิบัติของ กกต. การ “แยกที่เก็บ” เพื่อรักษาความลับของการลงคะแนน มีกระบวนการสำคัญที่เกิดขึ้นทันทีหลังปิดหีบและนับคะแนนเสร็จ ดังนี้
…หลังจากการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ (กปน.) จะต้องคัดแยกเอกสารออกเป็นส่วนๆ ดังนี้
ส่วนที่ 1: บัตรเลือกตั้งที่ใช้ลงคะแนนแล้ว จะถูกมัดรวมและใส่กลับลงไปใน “หีบบัตรเลือกตั้ง”แล้วปิดผนึกด้วยสายรัดหรือสติ๊กเกอร์ที่มีลายเซ็นเจ้าหน้าที่กำกับ
ส่วนที่ 2: ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง (ที่มีรหัส Barcode/QR code ตรงกับบัตร และมีรอยฉีก)จะถูกรวบรวมใส่ใน “ถุงเมล์” หรือซองแยกเฉพาะ ต่างหาก ไม่ได้ใส่รวมลงไปในกองบัตรที่ลงคะแนนแล้ว
ส่วนที่ 3: บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (ที่มีรอยเซ็นหรือพิมพ์ลายนิ้วมือของเรา) จะถูกแยกใส่อีกซองหนึ่ง
....ไม่มีใครสามารถเดินเข้าไปเปิดหีบเพื่อเอาบัตรมาเทียบกับต้นขั้วได้ตามอำเภอใจ
การจะทำแบบนั้นได้ต้องมี มติจาก กกต. ชุดใหญ่ หรือ คำสั่งศาล ในกรณีที่มีการคัดค้านการเลือกตั้งเท่านั้น”
4. หลังจาก “วิษณุ เครืองาม” อดีตรองนายกฯ อดีตมือกฎหมายรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ให้ความเห็นว่า
“ไม่ได้ลับ” เพราะมันสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถ้าจะทำ“..ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ มันมีโอกาสรู้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ก็ไม่ใช่ความลับ ...ต้องเป็นความลับตลอดเวลา คือ เป็นความลับไปกับโลกนี้เลย ถึงเรียกว่าลับ...”
ล่าสุด ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯออกมาแสดงความคิดเห็น ประเด็นสำคัญ ระบุว่า
“...เรื่อง QR code และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง กูรูหลายคนให้ความเห็นว่า ขัดต่อหลักในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 ที่บัญญัติว่าการเลือกตั้ง สส. “ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยโดยตรงและลับ”
กูรูบางคนไปไกลเข้าทำนองเหาะเกินลงกาว่า ลับหมายถึงลับทั้งโลก ไม่ให้มีใครรู้เลยทั้งโลก
ในฐานะที่เป็นผู้สอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายมหาชนมา 40 ปี ผมก็ต้องมานั่งทบทวนความรู้ของตัวเอง ว่าอะไรคือการเลือกตั้งโดยลับ “secret vote”
...3 ประเทศที่เริ่มการเลือกตั้งโดยลับ คือออสเตรเลีย อังกฤษและสหรัฐอเมริกา การเลือกตั้งโดยลับ มีวัตถุประสงค์เพื่อความเป็นอิสระ และคุ้มครองเสรีภาพ ของผู้เลือกตั้ง ในการเลือกคนที่รัก พรรคที่ชอบ (Freedom of choice) คุ้มครองเสรีภาพในความคิดและเสรีภาพทางการเมือง และยังสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นแก่ความเป็นผู้แทนราษฎรของผู้ได้รับเลือกตั้ง
ทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นในระบอบการเมือง การคุ้มครองความเป็นอิสระและเสรีภาพเหล่านี้ก็เพื่อไม่ให้ผู้เลือกตั้งตกอยู่ภายใต้อิทธิพล อำนาจมืด อำนาจเงินของผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมือง คุ้มครองผู้เลือกตั้ง ให้พ้นจากความกลัวและการคุกคามของผู้สมัครและพรรคการเมือง
แต่การเมืองที่แข่งขันกันสูง ผู้สมัครและพรรคการเมืองต่างประเทศและในประเทศไทย ก็อาจใช้วิธีการทุกชนิดเพื่อให้ตนได้รับเลือกตั้ง วิธีการเหล่านั้นจะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม (Free and Fair Election) ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ตัวอย่างเช่นในการเลือกตั้งเมื่อปี 2500 พรรคเสรีมนังคศิลาชนะเลือกตั้ง โดยวิธีการเอาบัตรเลือกตั้งที่กาเองไปใส่ลงในหีบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่าไพ่ไฟ หรือ ขนคนให้ย้ายคนให้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาในเขตเลือกตั้งที่ตัวเองอาจแพ้ เพื่อลงคะแนนให้ตนเอง ซึ่งเรียกว่าพลร่ม การเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านมาสิบกว่าปี ก็มีข่าวว่าในจังหวัดหนึ่งใกล้กรุงเทพฯ มีการเอาบัตรเลือกตั้งไปใส่หีบในหน่วยเลือกตั้งที่คนเลือกตั้งน้อยเมื่อใส่ลงไปในหีบแล้วไพ่ไฟของผู้โกงเลือกตั้ง กับบัตรดีที่ผู้เลือกตั้งใส่ไว้ในหีบตอนลงคะแนนก็ปะปนกัน ไม่รู้ว่าอันไหนเป็นบัตรดีบัตรปลอม
นี่จึงเป็นที่มาที่กกต.ตัดสินใจ ใส่ QR code บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง เพื่อแยกบัตรปลอมของผู้โกงเลือกตั้งออกจากบัตรดีของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ถามว่า กกต.ไทย คิดแผลงๆ ใส่ QR code หรือบาร์โค้ดลงไปบนบัตรเลือกตั้งที่เดียวในโลกใช่หรือไม่
คำตอบก็คือไม่ใช่
ประเทศที่เริ่มต้นการเลือกตั้งโดยลับประเทศแรกๆ ของโลก สามประเทศ คือ ออสเตรเลีย อังกฤษและสหรัฐอเมริกาหลายรัฐ ต่างก็ใช้ QR Code หรือบาร์โค้ดทั้งสามประเทศเวลานี้ก็ยังใช้อยู่ ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ อังกฤษเป็นต้นแบบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา สหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดี
ยังมีประเทศอื่นอีกหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ บราซิล เอสโตเนีย แคนาดา บ้างก็ใช้กับการเลือกตั้งระดับชาติบ้างก็ใช้ระดับการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ก็ยังมีข้อถกเถียง จึงทำให้หลายประเทศยกเลิกการใช้
แต่ไม่มีประเทศไหนเคยวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะมีบาร์โค้ดหรือ QR code…”
.png)
.jpeg)
5.ในด้านเทคนิค... ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีชั้นนำของไทย คุณปฐม อินทโรดม ระบุว่า “..หากจะ “ตามรหัสกลับไปหาคนลงคะแนน” จริงๆ มันซับซ้อนกว่าที่หลายคนคิดมากเพราะการจะทำแบบนั้นได้ ต้องมีเงื่อนไขครบหลายชั้นพร้อมกัน เช่น ต้องมีฐานข้อมูลที่บันทึกว่า“บัตรใบเลขนี้ถูกแจกให้คนคนนี้”
- ต้องมีการสแกนหรือบันทึกหมายเลขบัตรก่อนหย่อนหีบ
- ต้องมีการเก็บลำดับการหย่อนบัตรเทียบกับตัวบุคคล
- ต้องมีระบบเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยเลือกตั้งกับรายชื่อผู้มาใช้สิทธิแบบ real-time
ซึ่งในระบบบัตรลับตามหลักกฎหมาย กระบวนการเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบให้มีอยู่ตั้งแต่ต้น...”
สารส้ม

หยุดยิง 14 วันส่อแววล่ม! ประธานสภาอิหร่าน โพสต์เดือด 3 ข้อ ซัดสหรัฐ-อิสราเอลละเมิดข้อตกลง
จากพลทหารสู่พันเอก อดีตทหารเกณฑ์วัย 46 ปี เปิดใจเส้นทางชีวิต เด็กบ้านนอก ผู้เชื่อมั่น ใบแดงคือโอกาส
หาดูยาก! พบเสือดำแม่ลูกอ่อน เดินอวดโฉมกลางป่าแก่งกระจาน ตอกย้ำความสมบูรณ์มรดกโลก
นายกฯอนุทิน สักการะศาลหลักเมือง เสริมสิริมงคลก่อนแถลงนโยบายรัฐบาล
โดรนปริศนาโจมตีท่อส่งน้ำมันซาอุฯ ตัดเส้นเลือดใหญ่ขนส่งน้ำมันดิบ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี