วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
การเมืองนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ปัญหาของบ้านเมืองให้ลุล่วงไปด้วยดี ดังนั้นการก่อตั้งองค์กรขึ้นมาทำหน้าที่เฉพาะกิจในบางระยะเวลาที่มีความคับขันทางการเมืองเกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งการมีสมัชชาแห่งชาติก็เช่นกัน ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 วิกฤตทางการเมืองทำให้ต้องไปเอาอธิการบดีของมหาวิทยาลัยที่ได้รับการยอมรับ มารับหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่ท่านไม่เคยคิดจะเป็นนักการเมืองเลย ในช่วงเวลานั้นผู้คนมีความไม่พอใจรัฐบาลเก่าของคณะปฏิวัติที่นายกรัฐมนตรีเพิ่งจะลาออกและยอมเดินทางออกไปนอกประเทศ นอกจากนี้ ประชาชนก็ดูจะไม่พอใจกับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งตั้งขึ้นโดยคณะปฏิวัติด้วย จึงมีเสียงเรียกร้องให้สมาชิกสภานิติบัญญัติลาออกเพื่อเปิดทางในการแต่งตั้งชุดใหม่
โดยไม่ได้มีการคาดหมาย ปรากฏว่าในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2516 ซึ่งเป็นวันที่ลึกถึงรัฐธรรมนูญ นั้น ได้มีพระบรมราชโองการให้ตั้งสมัชชาแห่งชาติขึ้น มีจำนวนสมาชิกทั้งหมดถึง 2,349 คน นับว่าเป็นมหาสภาทีเดียว ความในพระบรมราชโองการมีว่า “สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ” จึงได้ตั้งสมัชชาแห่งชาติขึ้นเพื่อ“ให้สมัชชาแห่งชาติประชุมกันเลือกบุคคลที่เหมาะสมจากสมาชิกสมัชชาแห่งชาติขึ้นจำนวนหนึ่ง แล้วนำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งบุคคลเหล่านั้นเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ
แห่งชาติ”
เมื่อมีการแต่งตั้งสมัชชาแห่งชาติขึ้นแล้ว การเมืองจึงได้ขยับตัวตามมาทันที โดยในวันรุ่งขึ้นประธานและรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง และมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวนมากรวมกันทั้งหมดแล้วมีผู้ลาออกในวันนั้นถึง 185 คน และยังได้ทยอยลาออกอีกในวันที่ 12 ธันวาคม วันที่ 13 ธันวาคม และวันที่ 14 ธันวาคมรวมแล้วมีสมาชิกสภาฯทั้งที่เสียชีวิตและที่ลาออกจนถึง วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2516 มีจำนวนทั้งสิ้น 288 คน ยังเหลืออยู่อีกเพียง 11 คนเท่านั้น ที่ยังไม่ได้ลาออก ที่ไม่ได้ลาออกนี้ เชื่อกันว่า
บางท่านคิดว่าไม่ต้องลาออกถ้ามีการยุบสภาก็ต้องออกอยู่แล้ว
ทางด้านสมัชชาแห่งชาตินั้น หลังจากมีการแต่งตั้งสมาชิกสมัชชาแล้ว ในวันที่ 14 ธันวาคม ก็มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เป็นประธานที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติ มีพระยามานวราชเสวี เป็นรองประธานฯคนที่ 1 และนายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ เป็นรองประธานฯคนที่ 2 ทั้งนี้ได้มีการประชุมสมัชชาแห่งชาติในวันที่ 18 ธันวาคมปีเดียวกัน เมื่อทราบจำนวนสมาชิกชาแล้วผู้คนก็แปลกใจกันว่าจะใช้ที่ประชุมที่ไหนในการประชุมสมัชชาได้ปรากฏว่าสถานที่ประชุมคือสนามราชตฤณมัยสมาคม หรือสนามม้านางเลิ้ง นั่นเอง จึงเป็นที่มาที่เรียกสภาแห่งนี้อย่างไม่เป็นทางการว่า“สภาสนามม้า” โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดประชุมสมัชชาแห่งชาติ จากนั้นที่ประชุมสมัชชาจึงได้ดำเนินการเพื่อเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติโดยให้สมาชิกเลือกกันเอง โดยสมาชิกแต่ละคนจะเลือกได้เพียงรายละไม่เกิน 200 ชื่อเท่านั้น จากผลการลงคะแนนจึงได้รายชื่อจำนวน 299 คน จากนั้นได้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อนำความกราบบังคมทูลและได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จำนวน 229 คนในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2511
นับเป็นครั้งแรกในรอบระยะเวลา 41 ปี ที่มีสภาหรือองค์กรนิติบัญญัติมา วิธีการสรรหาสมาชิกขององค์กรโดยวิธีนี้จึงเป็นวิธีใหม่ แต่ได้รับความชื่นชอบเป็นอย่างยิ่งจากประชาชนโดยทั่วไป การใช้วิธีการตั้งสมัชชาแห่งชาตินี้ต่อมาได้มีการใช้อีกครั้งหนึ่งในพ.ศ. 2550 โดยมีลักษณะคล้ายกัน
ในกรณีเหตุการณ์เมื่อ พ.ศ. 2516 นั้น ก่อนที่จะมีการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดใหม่ รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้นำเสนอให้มีการออกพระราชกฤษฎีกายุบสภานิติบัญญัติ แล้ว จึงได้แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติชุดใหม่ตามมา
นรนิติ เศรษฐบุตร

นครวัด ในวัดพระแก้ว แม้แต่ ฮุนเซน ยังอยากดู
ยิปซี 12 นักษัตร : พยากรณ์ระหว่างวันที่ 24-30 มกราคม พ.ศ.2569
ระทึก รถปูนติดแหง็กคารางรถไฟ ชาวบ้านช่วยกันโบก หยุดขบวนรถไฟเป็นการด่วน
อีกแล้ว! รวบหมอดูเขมร หลอกสาวใหญ่แก้กรรม ลวนลาม สูญเงินกว่า 1.7 ล้าน
ฝรั่งเศสฉะเดือดไม่ไว้หน้า แบน รมต.อิสราเอล สั่งห้ามเข้าประเทศ เซ่นปมคลิปฉาวสนั่นโลก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี