วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569
การเมืองนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ปัญหาของบ้านเมืองให้ลุล่วงไปด้วยดี ดังนั้นการก่อตั้งองค์กรขึ้นมาทำหน้าที่เฉพาะกิจในบางระยะเวลาที่มีความคับขันทางการเมืองเกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งการมีสมัชชาแห่งชาติก็เช่นกัน ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 วิกฤตทางการเมืองทำให้ต้องไปเอาอธิการบดีของมหาวิทยาลัยที่ได้รับการยอมรับ มารับหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่ท่านไม่เคยคิดจะเป็นนักการเมืองเลย ในช่วงเวลานั้นผู้คนมีความไม่พอใจรัฐบาลเก่าของคณะปฏิวัติที่นายกรัฐมนตรีเพิ่งจะลาออกและยอมเดินทางออกไปนอกประเทศ นอกจากนี้ ประชาชนก็ดูจะไม่พอใจกับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งตั้งขึ้นโดยคณะปฏิวัติด้วย จึงมีเสียงเรียกร้องให้สมาชิกสภานิติบัญญัติลาออกเพื่อเปิดทางในการแต่งตั้งชุดใหม่
โดยไม่ได้มีการคาดหมาย ปรากฏว่าในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2516 ซึ่งเป็นวันที่ลึกถึงรัฐธรรมนูญ นั้น ได้มีพระบรมราชโองการให้ตั้งสมัชชาแห่งชาติขึ้น มีจำนวนสมาชิกทั้งหมดถึง 2,349 คน นับว่าเป็นมหาสภาทีเดียว ความในพระบรมราชโองการมีว่า “สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ” จึงได้ตั้งสมัชชาแห่งชาติขึ้นเพื่อ“ให้สมัชชาแห่งชาติประชุมกันเลือกบุคคลที่เหมาะสมจากสมาชิกสมัชชาแห่งชาติขึ้นจำนวนหนึ่ง แล้วนำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งบุคคลเหล่านั้นเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ
แห่งชาติ”
เมื่อมีการแต่งตั้งสมัชชาแห่งชาติขึ้นแล้ว การเมืองจึงได้ขยับตัวตามมาทันที โดยในวันรุ่งขึ้นประธานและรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง และมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวนมากรวมกันทั้งหมดแล้วมีผู้ลาออกในวันนั้นถึง 185 คน และยังได้ทยอยลาออกอีกในวันที่ 12 ธันวาคม วันที่ 13 ธันวาคม และวันที่ 14 ธันวาคมรวมแล้วมีสมาชิกสภาฯทั้งที่เสียชีวิตและที่ลาออกจนถึง วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2516 มีจำนวนทั้งสิ้น 288 คน ยังเหลืออยู่อีกเพียง 11 คนเท่านั้น ที่ยังไม่ได้ลาออก ที่ไม่ได้ลาออกนี้ เชื่อกันว่า
บางท่านคิดว่าไม่ต้องลาออกถ้ามีการยุบสภาก็ต้องออกอยู่แล้ว
ทางด้านสมัชชาแห่งชาตินั้น หลังจากมีการแต่งตั้งสมาชิกสมัชชาแล้ว ในวันที่ 14 ธันวาคม ก็มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เป็นประธานที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติ มีพระยามานวราชเสวี เป็นรองประธานฯคนที่ 1 และนายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ เป็นรองประธานฯคนที่ 2 ทั้งนี้ได้มีการประชุมสมัชชาแห่งชาติในวันที่ 18 ธันวาคมปีเดียวกัน เมื่อทราบจำนวนสมาชิกชาแล้วผู้คนก็แปลกใจกันว่าจะใช้ที่ประชุมที่ไหนในการประชุมสมัชชาได้ปรากฏว่าสถานที่ประชุมคือสนามราชตฤณมัยสมาคม หรือสนามม้านางเลิ้ง นั่นเอง จึงเป็นที่มาที่เรียกสภาแห่งนี้อย่างไม่เป็นทางการว่า“สภาสนามม้า” โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดประชุมสมัชชาแห่งชาติ จากนั้นที่ประชุมสมัชชาจึงได้ดำเนินการเพื่อเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติโดยให้สมาชิกเลือกกันเอง โดยสมาชิกแต่ละคนจะเลือกได้เพียงรายละไม่เกิน 200 ชื่อเท่านั้น จากผลการลงคะแนนจึงได้รายชื่อจำนวน 299 คน จากนั้นได้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อนำความกราบบังคมทูลและได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จำนวน 229 คนในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2511
นับเป็นครั้งแรกในรอบระยะเวลา 41 ปี ที่มีสภาหรือองค์กรนิติบัญญัติมา วิธีการสรรหาสมาชิกขององค์กรโดยวิธีนี้จึงเป็นวิธีใหม่ แต่ได้รับความชื่นชอบเป็นอย่างยิ่งจากประชาชนโดยทั่วไป การใช้วิธีการตั้งสมัชชาแห่งชาตินี้ต่อมาได้มีการใช้อีกครั้งหนึ่งในพ.ศ. 2550 โดยมีลักษณะคล้ายกัน
ในกรณีเหตุการณ์เมื่อ พ.ศ. 2516 นั้น ก่อนที่จะมีการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดใหม่ รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้นำเสนอให้มีการออกพระราชกฤษฎีกายุบสภานิติบัญญัติ แล้ว จึงได้แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติชุดใหม่ตามมา
นรนิติ เศรษฐบุตร

ยศชนัน-สีหศักดิ์ ผนึกกำลัง กต. - อว. รุกการทูตวิทยาศาสตร์
ไร้ปาฏิหาริย์ 3 ลูกเรือ'มยุรี นารี' ญาติใจสลาย รอกอดร่างไร้วิญญาณ
ทรัมป์ขู่โลก! สั่งเก็บภาษี 50% ทุกประเทศที่ส่งอาวุธให้อิหร่าน
มาดามรถถัง ไม่ทน! ฟ้องคนสร้างเฟกนิวส์ อ้างชื่อโจมตีรัฐ-โยกย้ายทหารชายแดน
CIB รวบผู้ต้องหาเครือข่าย กำนันนก คดีฮั้วประมูลโครงการรัฐ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี