วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569
การเมืองไทยยุคใหม่ตั้งแต่ปี 2475 นั้น เริ่มด้วยความคิดที่ว่า ในระบอบการเมืองใหม่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แล้ว จะมีสถาบันการเมืองใหม่ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ที่จะต้องมีบทบาทนำนั่นก็คือสภา ดังเจตนาของคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองที่ปรากฏอยู่ในประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
พอมาในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 การปกครองระบอบใหม่ได้ประกาศกติกาการปกครองบ้านเมืองคือพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ที่ได้บัญญัติไว้ให้มีสภาที่เรียกว่า “สภาผู้แทนราษฎร”ให้เป็นองค์กรนิติบัญญัติ และชื่อนี้ได้ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับถาวร 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกของสยามประเทศ
เมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับแรกนี้และได้มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2489 ประเทศไทยได้เปลี่ยนรูปแบบของรัฐสภาจากสภาเดี่ยวมาเป็นสภาคู่ จึงมีสภาขึ้นมาใหม่นอกจากสภาผู้แทนราษฎร มีชื่อว่า “พฤฒสภา” แต่พฤฒสภานี้ได้มีอายุใช้งานอยู่ในแผ่นดินไทยสั้นมากเพราะเมื่อเกิดการรัฐประหารปี 2490 ที่ได้ล้มรัฐธรรมนูญ ล้มรัฐบาล และล้มรัฐสภาแล้วรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2490 ได้กำหนดให้มีสภาชื่อใหม่ขึ้นเรียกว่าวุฒิสภา
สภาใหม่ที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 นอกจากวุฒิสภาแล้ว ต่อมาในปี 2491 มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2490ฉบับที่สอง ที่ประกาศใช้ในวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2491 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการเพิ่มเติมมาตรา 5 ให้มีมาตรา 95 ทวิ ความว่า
“มาตรา 95 ทวิ ให้มีสภาขึ้นสภาหนึ่ง เรียกว่า “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ประกอบด้วย สมาชิกรัฐสภาเลือกตั้งวุฒิสภา 10 คน จากสมาชิกสภาผู้แทน 10 คน และจากผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 4 ประเภท ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 95 ตรี ประเทศละ 5 คน
การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้กระทำในสมัยประชุมของรัฐสภาสมัยแรกภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนตามบทเฉพาะกาลแห่งรัฐธรรมนูญนี้”
จากนั้นมา สภาบรรดาที่มีในประเทศไทยหมุนเวียนอยู่ในชื่อเหล่านี้ จนกระทั่งเมื่อถึงปี 2515 ได้มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515 จึงได้เกิดสภาที่มีชื่อใหม่ว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังความที่ปรากฏในมาตรา 6 ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515 ความว่า
“ให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสองร้อยเก้าสิบเก้าคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด และมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีบริบูรณ์ สมาชิกภาพของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีวาระคราวละสามปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง
พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจ ที่จะแต่งตั้งผู้ซึ่งออกตามวาระเป็นสมาชิกอีกได้
ถ้าตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติว่างลงเพราะเหตุอื่นใดนอกจากถึงคราวออกวาระพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งเข้ามาเป็นสมาชิกแทนก็ได้ ในกรณีที่ได้ทรงแต่งตั้งสมาชิกซึ่งเข้ามาแทนนั้นย่อมอยู่ในตำแหน่งได้เพียงครบตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน”
อีก 4 ปี ต่อมา เมื่อคณะทหารได้เข้ายึดอำนาจในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ปรากฏว่าสภาที่ตั้งขึ้นนั้นเรียกว่าสภาปฏิรูปการปกครองทำหน้าที่เป็นองค์กรนิติบัญญัติ แต่ในปีถัดมาเมื่อ คณะทหารชุดเดิม ได้ ยึดอำนาจซ้ำ ได้จัดตั้งสภาขึ้นก็กลับมาใช้ชื่อสภานิติบัญญัติอีกครั้งหนึ่ง และต่อมาคณะทหารที่ได้เข้ายึดอำนาจอีกในปี 2549 และในปี 2557 สภาที่มีการตั้งขึ้นเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นองค์กรนิติบัญญัติ ได้มีชื่อว่าสภานิติบัญญัติสืบต่อมาทั้ง 2 ครั้ง
นี่ก็คือที่มาขององค์กรนิติบัญญัติที่มีขึ้นภายหลังการยึดอำนาจของคณะทหารในยุคหลัง
นรนิติ เศรษฐบุตร

สภาฯเดือด! ณัฐพงษ์ ซัด รัฐบาล ละเลยฝุ่น PM 2.5 ดักคออย่าสองมาตรฐาน
คืนนี้ยาวแน่! พังงาแห่ออกมาเติมดีเซล หลังประกาศขึ้นพรุ่งนี้รวดเดียว 3.50 บาท
ราชกิจจาฯ แพร่ประกาศ ก.ต.ชุดใหม่ ชั้นศาลฎีกา-อุทธรณ์-ชั้นต้น รวม 12 ราย
ทรัมป์ เตรียมพิจารณาถอนสหรัฐฯจากนาโต ลั่นองค์กรนี้เป็นเพียงเสือกระดาษ
ทุบสถิติประวัติศาสตร์ น้ำมันดีเซลสิงคโปร์พุ่งทำนิวไฮ 192 ดอลลาร์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี