วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ในการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 นั้น คณะปฏิวัติยังไม่ประกาศกติกาการปกครองประเทศฉบับใหม่ คงใช้ประกาศคณะปฏิวัติเป็นหลักสำคัญในการปกครอง ซึ่งแสดงว่าคณะปฏิวัติชุดนี้ มีความมั่นใจสูงว่าจะไม่มีใครในแผ่นดินกล้าท้าทาย
ที่ไหนได้ เวลาผ่านมาไม่ทันครบ 4 เดือนคณะปฏิวัติชุดนี้ ถูกท้าทายอย่างสันติตามกระบวนการทางกฎหมาย คือมีคณะบุคคล 3 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นอดีตผู้แทนราษฎรที่ชนะเลือกตั้งเมื่อพ.ศ. 2512 และถูกยึดอำนาจล้มกระดานไปในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 ยื่นฟ้องคณะปฏิวัติต่อศาลอาญาในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2515 ข้อกล่าวหาคือว่าบุคคลในคณะปฏิวัตินี้เป็นกบฏ ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์บันทึกไว้ในคำฟ้องมีว่า คณะนี้ “ได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญประชาชนชาวไทย เพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญ” การยื่นฟ้องครั้งนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ในเวลานั้นผู้คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองหลวงให้ความสนใจกันมาก และอยากทราบว่าใครเป็นผู้กล้าหาญมากในครั้งนี้ จึงปรากฏนามเป็นที่รู้จักว่า ได้แก่ นายอุทัยพิมพ์ใจชน ผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี นายบุญเกิดหิรัญคำ ผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ และนายอนันต์ภักดิ์ประไพ ผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลกผู้แทนราษฎรทั้ง 3 ท่านนี้ชนะเลือกตั้งเข้าสภามาในปี 2512 จึงนับว่าเป็นผู้มีผลกระทบโดยตรงจากการที่คณะปฏิวัติล้มรัฐสภาด้วย แต่คณะปฏิวัติได้ปฏิบัติการโต้กลับอย่างฉับพลัน โดยการให้เจ้าหน้าที่จับกุมคุมตัวผู้ฟ้องทั้ง 3 นายมาสอบสวน อยู่ประมาณ 3 เดือน ก็ได้มีคำสั่งคณะปฏิวัติเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2515 ให้จำคุกบุคคลทั้ง 3 นี้โดยนายอุทัยโดนคำสั่งให้จำคุก 10 ปี ส่วนอีก 2 ท่านโดนคำสั่งให้จำคุกคนละ 7 ปี เป็นอันว่าผู้กล้าทั้ง 3 กลับต้องเข้าคุก แต่ก็เป็นที่ชื่นชมของประชาชนจำนวนไม่น้อยว่าท่านทั้ง 3 เป็นนักสู้ทางการเมืองที่กล้าหาญ ต่อมาหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 บุคคลทั้ง 3 นี้ ทางรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีสัญญา ธรรมศักดิ์ได้ดำเนินการจนปล่อยตัวให้ออกมาเป็นเสรีชนได้
จนถึงเดือนเมษายน ทางคณะปฏิวัติก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะให้มีกติกาการปกครองประเทศเลยจึงเริ่มมีเสียงเรียกร้องของประชาชนและสื่อมวลชนที่เป็นอิสระได้แก่หนังสือพิมพ์ ทางคณะปฏิวัติได้อ้างว่าบ้านเมืองยังไม่อยู่ในภาวะปกติ จนกระทั่งมีข่าวว่าในตอนปลายปีจะมีงานพระราชพิธีสำคัญคือการสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร อันเป็นพระราชพิธีสำคัญ ที่บ้านเมืองในยามปกติจักต้องมีทั้งหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติ คือ ประธานรัฐสภา และหัวหน้าฝ่ายบริหาร คือ นายกรัฐมนตรี แต่ในขณะนั้นยังไม่มีอยู่นั่นเอง จึงทำให้คณะปฏิวัติต้องมีกติกาการปกครองประเทศ เพื่อจะมีรัฐสภามีประธานรัฐสภา และมีนายกรัฐมนตรี จึงทำให้คณะปฏิวัติต้องประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ขึ้นมาในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2515
ธรรมนูญการปกครองฉบับนี้ ยังมีมาตรา 17ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมาก
“มาตรา 17 ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญการปกครองนี้ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน หรือการกระทำอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือการกระทำอันเป็นการทำลายทรัพยากรของประเทศ หรือเป็นการบั่นทอนสุขภาพอนามัยของประชาชน ทั้งนี้ไม่ว่าการกระทำจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังวัน ประกาศธรรมนูญการปกครองนี้ และไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการหรือกระทำการใดๆได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นรวมถึงการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งหรือการกระทำหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามความในวรรคหนึ่งแล้วให้นายกรัฐมนตรีรีบแจ้งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทราบ”
นรนิติ เศรษฐบุตร

บุกค้นบ้านหรูกลางเมืองพัทยา รวบ 3 จีนเทา ลักลอบผลิต บุหรี่ไฟฟ้าซอมบี้
ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ทูตต่างประเทศ เฝ้าฯ กราบบังคมทูลลา
ทูตอิหร่าน ดัน จีน เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยหยุดสงคราม ก่อน ทรัมป์ เหยียบแผ่นดินมังกร
ต๊ะ นารากร เผยเหตุผลไม่ทำช่องข่าวตัวเอง เพราะไม่อยากขโมยงานใคร
ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพลบาดเจ็บเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี